[นิยาย]Hindurica - ศึกภารตะมหาประลัย(หัดแต่ง)

แหล่งรวมงานเขียน กาพย์กลอน โคลง ฉันท์ นิยาย เรื่องสั้น เรียงความ

ผู้ตรวจทาน: GatheringUrza

Re: [นิยาย]Hindurica - ศึกภารตะมหาประลัย(หัดแต่ง)

โพสท์by VachalenXEON on เสาร์, 02 มกรา 2010, 23:05

Stage 07 : ยอดนักสู้คุชติ(2/2)

(ต่อจากส่วนที่ 2/1)

"ที่ปรึกษาครับ!!" กรรมการจัดการแข่งขันวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้องประชุม "มีเรื่องด่วนครับผม"
"อะไรอีกล่ะทีนี้" ที่ปรึกษาฯ ถาม
"ทีมแข่งขันสายบีถอนตัวออกจากการแข่งขันครับผม" กรรมการฯ อธิบายเหตุการณ์ให้ฟัง "ที่เข้าแข่งขันรอบสามทั้งสองทีมครับ เหลือเพียงทีมกัลกีที่ไม่ได้ถอนตัวจากการแข่งครับผม!!"
"ใจเย็นๆ เถอะ" ที่ปรึกษาฯ พยายามสงบสติอารมณ์ "ทุกท่านมีอะไรจะพูดอีกไหม??"
"ผมคิดว่าน่าจะยกเลิกการแข่งครั้งนี้เถอะครับ" กรรมการคนหนึ่งเสนอความเห็น "ไม่อย่างนั้นรอบต่อไปอาจจะมีการเล่นกันแรงมากกว่านี้ก็ได้"

"โครม!!"

ประตูถูกเหวี่ยงออก จู่ๆ เจ้าหน้าที่ของกองกำลังกัลกีและเจ้าหน้าที่อาวุโสเดินเข้ามาด้วยอาการสงบ

"ท่าน!!" ที่ปรึกษากล่าวต้อนรับอย่างเร่งด่วน และไม่เป็นทางการ "โอ้มหาเทพ!!"
"ไม่เป็นไรหรอก" เจ้าหน้าที่อาวุโสกล่าววาจาด้วยสีหน้าอารมณ์ยิ้มแย้ม "เราจะไม่ให้การแข่งขันนี้มีเหตุการก่อการร้ายขึ้นโดยเด็ดขาด"
"เอ่ออ..." คณะกรรมการฯ ในห้องประชุม ไม่กล้าพูดอะไรอีกเลย
"ตอนนี้เราทราบว่ามีการตรวจจับพบความผิดปกติทางเวทมนต์อย่างรุนแรงได้" เจ้าหน้าที่อาวุโสพูดถึงสถานการณ์ล่าสุด "โชคดีมีคนของเราอยู่ในนี้ รวมถึงอาสาสมัครกองกำลังกัลกีด้วย ท่านสบายใจได้เลย"
"ท่าน!!" กรรมการฯ ในห้องประชุมอุทาน
"ตกลง!!" ที่ปรึกษาฯ ตอบรับ ยืนยันเสียงเดิม "การแข่งขันจะยังคงมีต่อไป เลื่อนให้เป็นรอบสุดท้ายเลย!!"

"ทุกคน" พาติลเดินเข้ามาหาพวกปัญจาบ สีหน้าเดี๋ยวอารมณ์ดีเดี๋ยวหกหู่ "มีข่าวดีกับข่าวร้ายจะมาบอก...จะเลือกข่าวไหนก่อนดีล่ะ"
"เอ๋..." ปัญจาบอุทาน เลือกฟังข่าวจากพาติลอยู่ "ข่าวดีสิ...เอาข่าวดีก่อนละกัน"
"ข่าวดีเหรอ??" พาติลตอบรับ มีเอกสารอยู่ในมือ "แข่งรอบที่สามถูกยกเลิก พวกเราได้เข้ารอบสุดท้ายน่ะ"
"มันเกิดอะไรขึ้นหรือ!!" นันทาถาม แทนที่เขาจะร้องไชโยลั่นห้องพักนักกีฬาให้คนอื่นมองมาที่พวกเขาด้วยความงุนงง
"คือว่า..." พาติลพูดต่อ "นักกีฬาทีมอื่นถอนตัวจากการแข่งขันหมดเลย"
"แล้วข่าวดีล่ะ??" หริถามด้วย
"การแข่งรอบสุดท้าย อาจจะได้เจอกับพวกของเมซซี่แน่นอน" พาติลบอกเล่าข่าวร้ายให้ฟัง
"ไม่น่าเชื่อ" กฤษนนท์พูดขยายความเพิ่มเติม "หมายความมว่าพวกเธอต้องเจอกับทีมที่เข้ารอบสายเอล่ะสิ"
"สรุปก็คือ..." ปัญจาบสรุปข่าวที่พาติลได้บอกได้เล่าให้ฟังปิดท้าย "มันก็เป็นข่าวร้ายทั้งคู่นี่ล่ะ"
"เข้าใจแล้ว" เสียงอัคราดังขึ้น "ต้องการที่ะชิงหนังสือต้องสาปด้วยการแข่งขันนี่เอง"
"นายน่ะเพิ่งจะรู้" ปัญจาบสื่อสารกับอัครา "คนอื่นเขารู้กันหมดแล้ว"
"อ้า...อะไรนะ" เสียงอัคราเหมือนตนจะรับไม่ค่อยได้ "ข้าตกข่าวหรือเนี้ย!!"

ในที่สุดพวกเขาก็ย้ายสถานที่แข่งขันมายังสนามกีฬากลางแจ้งอีกครั้ง ข้าวของประจำทีมถูกเรียกออกมาใช้งานเหมือนเดิม ในขณะที่นันทา ปัญจาบ และกฤษนนท์ชโลมน้ำมันมวยทั่วตัวเพื่อบรรเทาอาการก่อนการแข่งขัน ภายในห้องพักนักกีฬาดูจะเงียบเหงาเกินไป เพราะไม่มีนักกีฬาทีมอื่นๆ อยู่ ไม่มีความคึกคัก ไม่มีเสียงอึกทึกเสียงพูดคุยกันเอง แสงสุริยะทอแสงเข้ามายังทางเดินระว่างสนามแข่งกับห้องพักนักกีฬา แต่ดูเหมือนว่าจะส่องแสงไม่ถึงมากนัก ซึ่งเวลานี้คือเวลาช่วงบ่าย อากาศร้อนอบอ้าว สลับกับมีเมฆครึ้มบางส่วน เมื่อพวกเขาได้รับพลังจากอาหารกลางวันมาเต็มที่ ทุกอย่างก็น่าจะพร้อมหมดแล้ว ขาดอยู่สิ่งเดียวก็คือ กำลังใจ

"วิ้ดดดดดดวิ้วววววววว!!"
"เฮ...เฮ!!"

"ท่านผู้ชมครับ!! การแข่งขันมวยปล้ำคุชติครั้งที่สิบ กำลังดำเนินการมาถึงรอบสุดท้ายแล้ว น่าเสียดายจริงๆ ทีมเข้ารอบที่สามนั้นได้ถอนตัวออกจากการแข่งขันไป ผมเองก็ทราบสาเหตุดี แต่ก็ไม่อยากให้คนดูต้องผิดหวังครับ ในเมื่อการแข่งขันกำลังจะมาถึงจุดนี้แล้ว เราก็จะมาเฟ้นหาดูว่า ทีมใดจะได้ครอบครองถ้วยรางวัล พร้อมเหรียญ และเงินรางวัลเมื่อจบการแข่งขัน จะมีแค่ทีมเดียวเท่านั้นที่สามารถล้มฝ่ายตรงข้ามได้หมดจึงจะชนะครับผม"

"บู้วววววว..."
"โหยยยยยย..."
"วู้ววววววว..."
"เฮ...เฮ!!"

"นันทา" หริถามหา
"หือ??" นันทาหันมาด้วยความสงสัย "อะไรอีกล่ะ"

"หมับ!!"

"เดี๋ยว!!" นันทาตกใจ เมื่อหริเดินเข้ามากอดแนบตัวเขา "คุณ!! ทำอะไรน่ะ"
"ห่ะ..."

"ว๊าย!!" พาติลอุทาน ส่วนกฤษนนท์นั้นเก็บอาการสยิวต่อหน้าต่อตาไว้ได้
"เอ่อม..."กฤษนนท์ไม่กล้าจะพูดอะไรอีกแล้ว

จู่ๆ นันทาโดนหริจูบ มือของเธอลูบหลังนันทา อารมณ์ของนันทาตอนนี้ร้อนแรง ท่ามกลางสายตาของปัญจาบกับพาติล มันเกิดอะไรขึ้น พลังของนันทาถูกประจุจนเต็มเปี่ยม เธอปลีกตัวออกจากนั้นทาทันทีเมื่อทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว

"ข้าจะเป็นกำลังใจให้ท่านนะ" หริพูดกับนันทาด้วยความเขิญอาย

"อ๋าาาาาา..." เสียงอัคราดีใจสุดขีดเสียแล้ว
"เพลาๆ ได้ไหมเนี้ยนาย" ปัญจาบพยายามคุมจิตใต้สำนึกไม้ให้อัครากระดี๋กระด๋ามากกว่านี้
"ปัญจาบ..." พาติลถาม "พร้อมหรือยัง??"
"ฉันพร้อมแล้วล่ะ" ปัญจาบอารมณ์คึกคักขึ้น "ชีวิตนี้เดิมพันด้วยหนังสือต้องสาปเท่านั้น"
"ระวังตัวด้วยล่ะ" พาติลยังห่วงปัญจาบเหมือนเดิม "หนังสือต้องสาปตอนนี้อยู่กับฉันแล้ว พวกมันไม่น่าจะรู้หรอก"
"ได้!!"

"ดี!!" กฤษนนท์ก็พร้อมด้วย ทุกคนยื่นมือประสานกัน "เอาชัยชนะมาให้ได้ ครั้งสุดท้ายแล้ว!!"

"กัลกี...สู้!!"

"ครับ... การแข่งขันรอบสุดท้ายนี้จะเป็นการพบกับทีมที่เข้ารอบสายเอ และทีมเข้ารอบสายบี พบกับพวกเขาได้แล้วครับ ทีม...กัลกี จากสายบีครับ!!"

"วู้วววววววว"
"วิ้ดดดดดดด....วิ้ววววววว"

"นั่นคุณกฤษนนท์นี่" ชยาญทีกับรัชตะ ทีมหนุมานั่งชมการแข่งขันอยู่บนอัฒจรรย์
"นันทา กับนายลุตไวด์อุสก็ด้วย" จันฑริกสังเกตุการณ์อยู่ใกล้ๆ และตะโกนเชียร์แข่งกับเสียงที่อึกทึกครึกโครม "เฮ้ยยยยย...ระวังตัวด้วยนะเว้ยยยยยยยย!!"

พลังสุริยะบนท้องนภาทำให้สนามนี้ดูร้อนระอุขึ้น แต่การแข่งขันครั้งนี้กลับร้อนแรงกว่าด้วยซ้ำ ปัญจาบ กฤษนนท์ และนันทา ยืนเรียงหน้ากระดานกันสามคน พร้อมกับพาติล และหริ เสียงโห่ร้องของผู้ชมในสนามดังกึกก้อง

"ปรากฏตัวกันครบทั้งนักกีฬาและพี่เลี้ยงเลยครับ ซึ่งเราจะพบกับทีมที่เข้ารอบสายเอ ซึ่งการเล่นอาจจะดูพิศวงงงงวยกันมาก และทำให้พวกเขาขึ้นมายังรอบสุดท้ายได้อย่างสบายๆ ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงของคณะกรรมการ แต่ก็สามารถผ่านเข้ามาได้ ออกมาแล้วครับ ทีมแบล๊กไนท์!!"

"โอ้ววววววว..."
"โวววววววววว..."
"ฮือฮา!!"

"แบล๊กไนท์!!" ปัญจาบตะลึง เพราะคุ้นหูกับชื่อที่เขาได้พบได้เจอมา "ไม่ผิดแน่..."
"เมซซี่" พาติลเห็นเธอเดินออกมาก่อน ตามหลังมาด้วยนักกีฬาของหล่อน "หล่อนเปลี่ยนไปเยอะเลย"

"ในที่สุดก็เจอพวกเธอจนได้" เมซซี่พูดเสียงสูงๆ ต่ำๆ เหมือนเคย "เธอว์เองคงจะจำได้สินะ"
"แหงล่ะย่ะ!!" พาติลขึ้นเสียง "ถ้าทีมแพ้ ฉันก็ต้องเสียหนังสือต้องสาปให้เธออยู่ดี"
"มันอะไรกันแน่นะ??" นันทาคิดในใจ พวกเขารู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันได้ยังไง โดยที่เขามองเห็นคู่แข่งแล้วต้องตกใจอย่างมาก "เหวอออออ....!!"

"ไง...เจ้าหัวม่วง" เมซซี่พูดกับปัญจาบ น้ำเสียงเธอรุนแรงมาก "เจ้านี่เป็นจอมพลังที่จะมาล้มแกนะ มันชื่อหิรัญยะ...คอยดูละกันว่าแกจะทนได้สักแค่ไหน แล้วถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็มีนักกีฬาอีกคนที่จะคอบเล่นกับแกด้วยล่ะ แต่เขาเล่นแรงนะเธอว์ โฮะโฮะโฮว์"
"เล่นเอาเจ้ายักษ์มาจัดการเลยเหรอวะ!!" เสียงอัคราตื่นตะลึง "แบบนี้มันจะมากไปแล้วนะเฟ้ย!!"

"โห..." กฤษนนท์ไม่เคยเห็นนักกีฬาร่างยักษ์แบบนี้มาก่อน "โอ้มหาเทพ!! ทศกัณฐ์กลับชาติมาเกิดเหรอเนี้ย..."
"ไม่ผิดหวังเลยสำหรับนาย" จู่ๆ อรัญจาก็มาปรากฏตัว "สุดยอดไหมล่ะ??"
"นาย!!" กฤษนนท์พูดกับอรัญจา "นายก็เอากับเขาด้วยหรือ"
"แน่นอน" อรัญจาเย้ยหยั่น "นายอยากจะเอาคืนมั้ยล่ะ??"
"หึยยยยยย!!" กฤษนนท์เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาแล้ว

"โอ้...งานนี้สนุกแน่ครับ มีการเดิมพันอะไรสักอย่างด้วย น่าตื่นเต้นจริงๆ และคราวนี้ ดูสิครับ...กฤษนนท์ต้องมาเจอกับอรัญจากันอีกรอบ แบบว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ กรรมการสนามจัดให้ทั้งสองทีมประจัญหน้าเพื่อเตรียมทำการแข่งขัน เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต้องติดตามชมกันให้ได้นะครับ"

"แก๊งๆๆ!!"

"ฟืมมมมมม..."

"ตรีศูล่าาาาาาาร์!!"

"พลั่ก!!"
"อ๊าาาาากก!!"
"ครืดดดดดด"

"โอววววว"

"ปัญจาบบุกก่อนใครเพื่อน แต่ก็โดนพลังแขนของหิรัญยะ ฟาดเข้าอย่างจัง ร่างกระแทกพื้นปางตายจริงๆ ครับ ตะลุมบอนเหรอเนี้ย"

"ไหวไหม!!" กฤษนนท์ตะโกนถามปัญจาบ
"ไหว!! แต่...โดน...ของ...เกินขนาด...อ่ะ...พี่!!" ปัญจาบกระอักเลือด ยังพยายามพูดกับกฤษนนท์ได้พอเข้าใจ "ร้าย...กาจ...มาก"

"บ้าน่า!!" กรรมการสนามตกตะลึง ทำอะไรไม่ถูก "ทีมสายเอเผยธาตุแท้ออกมาเฉยเลย"
"เห็นรึยังเล่า...โฮ๊วโฮ้วโฮว!!" เมซซี่สาธยายโดยไม่สนถึงความเจ็บปวดของฝ่ายตรงข้าม "พวกของเธอว์มันอ่อนหัดเกินไป!! เอ๋..."

"ปัญจาบลูกขึ้นแล้วครับ ยังอยู่ในสภาพงึกๆ งักๆ อย่างนี้มันต้องถอนแล้ว ส่วนนันทาหลบหลีกหารโจมตีของวิสคอนซิล ซึ่งถือว่าเป็นนักกีฬามวยปล้ำที่มีพลังทำลายล้างรุนแรงมากเสียด้วย ไม่รู้ว่าทีมแบล๊กไนท์คัดสรรนักกีฬามาได้อย่างไรกันแน่เนี้ย"

"ภัณฑเวดา!! ตรีศูล"
"เฮ้ย!! อย่านะ ปัญ..."
"วาบบบบบบ"

"ปริ๊ดดดดดดดด!!"

"กรรมการเป่านกหวีดครับ มีการฝ่าฝืนกติกาห้ามใช้อาวุธในการแข่งขัน นักกีฬาปัญจาบถูกปรับฟาวล์ ถ้าโดนครบสามครั้งเมื่อไร มีสิทธิ์ถูกเชิญออกจากสนามแน่นอน ถึงแม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะมีนักกีฬาที่เล่นรุนแรงจนปางตายได้ก็ตาม"

"โฮะโฮะโฮะ..." พาติลหัวเราะเยาะ "ก็ดันโง่เองนี่นา"
"บ้าเอ้ย!!" พาติลขุ่นเคือง ตะโกนติเตียนปัญจาบด้วยความไม่พอใจ "ทำอย่างนั้นได้ยังไงกันน่ะห๊าาาา!!"

"ปัญจาบ!!" กฤษนนท์ตะโกนเตือนอะไรสักอย่าง "อย่าเล่นแบบนี้อีกเป็นอันขาดนะเฟ้ย!!"

"แก๊งๆๆ!!"

"เสร็จฉันล่ะ" อรัญจาบบุกเข้าจู่โจมกฤนนท์โดยทันที "อย่างนี้ก็สวยดิฟะ"

"ตุบ...ตุบ...ตุบ"

"ว๊าาาาาาาาาห์!!"
"เฮ้ย!!"

"วูมมมมมมม"
"ปึก!!"
"อ้าาาาา..."

"ว้าว!! กฤษนนท์ดักวิถีการจู่โจมของอรัญจาได้ โดยการหลบหลีกแล้วอาศัยกำลังแขนต้านทานการพุ่งเข้าชน ทำให้อรัญจาล้มคว่ำไม่เป็นท่าครับ กฤษนนท์ทิ้งตัวลงไปทับอรัญจาอย่างหนักหน่วงแล้ว"

"ปึก!!"
"อุก" เสียงกระอักของอรัญจาดังขึ้น แล้วตามมาด้วยคำสบถ "หนอย...แน่...แก!!"

"ปึก!!"
"จะหาทีมแข่งทั้งที ทำไมต้องไปอยู่กับพวกนี้ซะเล่า ห๊าาาา" คำพูดของกฤษนนท์ถามถึงเหตุผลที่อรัญจาเข้าใจง่ายที่สุด
"เจ้า...บ้า...เอ้ย!! อุก!!"

"ปึก"
"อุ้!!"

"เห๊อะ!! ไม่น่ารับเจ้าอรัญจาเข้ามาร่วมทีมเล้ย" เสียงบ่นอุปของเมซซี่ดูน่าหมั่นใส้อย่างยิ่ง "ใช้ไม่ได้"

"กฤษนนท์ไม่ยอมหยุดครับ เล่นงานอรัญจาเรื่อยๆให้อ่อนกำลังลง ส่วนอรัญจาถึงแม้จะตกที่นั่งลำบาก ก็คิดที่จะพยายามดิ้นให้หลุดจนได้ นั่นครับนั่น..."

"บังอาจจะนักนะแก!!"
"เฮ้ย!!"

"พรืดดดดดด"

"อรัญจาหลุดออกมาได้ครับท่านผู้ชม ตัวลื่นอย่างกับปลาไหลเสียจริง อรัญจาจะเล่นงานกลับกฤษนนท์แล้วหรือเนี้ย!!! โอ้มหาเทพ!!"

"ฮว๊าาาากกก!!"

"ครืดดดดด!!"

"ตรีศูล่าาาาาาาาร์"
"ฮว๊าาาาากกก"
"พลั่ก!!"

"ปัญจาบตอนนี้เริ่มจะฮึดแล้ว หลังจากที่ถูกปรับฟาวล์ไปหนึ่งครั้ง เขาก็เปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นวิสคอนซิลแทน ส่วนนันทารับหน้าที่เป็นคู่ต่อสู้หิรัญยะแทน"

"คิดดีแล้วเหรอ นายลุตไวด์อุส!!" นันทาตะโกนถาม
"แหงล่ะ" ปัญจาบตะโกนตอบ แต่ไม่ทันระวัง "ฉันไม่ถูกกับมันนี่... อ้าาาา!!"
"ปัญจาบ!! อั่ก!!" นันทาพูดตะโกนด้วยความตกใจ แต่แล้วก็ถูกเล่นงานจนได้

"โครม!!"

"โอววววววว..."
"ฮือฮา..."
"นันทาคุง!!" หริตกตะลึง เมื่อนันทาถูกเล่นงานอย่างรุนแรง

"อะไรกันนี่ นันทาถูกหิรัญยะกระแทกนันทาให้หลุดจากสังเวียน หลังกระแทกกำแพงจนมีรอยร้าวเกิดขึ้น เป็นอะไรมากหรือเปล่าเนี้ย กรรมการวิ่งมายังจุดเกิดเหตุ นับถอยหลังแล้วครับ เริ่มนับถอยหลังถ้าหากออกนอกสนามแล้วกลับขึ้นสังเวียนไม่ทันสามวินาที จะถือว่านักกีฬาไม่สามารถแข่งได้อีกต่อไป ต้องออกจากการแข่งขันครับ"

"ปฐมะ..."

"อ้าาาา"

"นันทาฟื้นขึ้นมาแล้ว และกระโดดเข้าสู่สนามโดยที่ไม่ระคายเคืองอะไรเลย อึดจริงๆ ครับงานนี้"

"วู้ววววววว วิ้ดวิ้ววววว!!"
"เฮ้ย!! สุดยอดเลยเว้ย... นันทา!!" รัชตะตะโกนเชียร์บนอัฒจรรย์ "คนอะไรฟะนั่น... หรือว่าเทพเจ้าเข้าทรงวะ!!"
"อ๋าาา...โล่งอกไปที" หริถอนหายใจ มือของพาติลจับไหล่ของเธอ บ่งบอกถึงพลังอันน่าทึ่งของนันทายังมีอีกเยอะ

"น่าสนุกดีนี่" เมซซี่เห็นถึงพลังความสามารถของนันทา เอยคำสบถทั้งประโยค "ฉันจะขยี้พวกแกให้แหลกคามือไปเลย!!"

"คราวนี้มาดูทางด้านปัญจาบบ้าง คราวนี้ปัญจาบถูกตะลุมบอนอย่างหนัก ทางด้านกฤษนนท์ก็กำลังเพลี้ยงพล้ำทั้งคู่ ไม่แน่ว่าอาจจะมีนักกีฬาออกจากสนามไปสักคนสองคนก็ได้"

"ควับ!!"
"หมับ!!"

"ย๊าาาาาาาาหหห์"
"พลั่ก!!"

"ตูมมมมมม"

"โอ้...กฤษนนท์บุกหนักจริงๆ ครับ แป๊บเดียวก็ทำให้อรัญจาหมดสภาพอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ กรรมการเริ่มนับหลังจากที่เขานอนทับขาที่ถูกบล๊อกขาเอาไว้แล้ว"

"ปฐมะ"
"ทุติยะ"
"ตะติยะ!!"

"แก๊งๆๆๆ!!"

"โหวววววว"
"วู้วววววว....."
"ฮือฮา"

"อรัญจาไม่สามารถทำการแข่งขันต่อไปได้ ทำให้ทีมแบล๊กไนท์เหลือผู้เล่นสองคนคือ หิรัญยะ และวิสคอนซิล ทีมกัลกีจะสามารถล้มจอมพลังร่างยักษ์ กับนักกีฬาที่ชื่นชอบความรุนแรงเป็นสรณะไหมนะ ต้องลุ้นกันต่อไปล่ะครับ บุรุษพยาบาลพาอรัญจาออกไปจากสนามแข่งขันในสภาพอ่อนเพลียอย่างมากครับผม น่าเสียดายเหลือเกิน"

"ชิ!!" เมซซี่หมดอารมณ์ เมื่อเห็นอรัญจาถูกพยุงตัวไวโดยบุรุษพยาบาลผ่านตัวเธอพอดี "ไม่ได้เรื่องเล้ย..."
"นี่" อรัญจาขยับปากพยายามพูดเป็นครั้งสุดท้าย "เป็น...ความผิด...ของ...เธอ...นั่นแหละ...น่า!!"
"หนวกหูย่ะ!!" เมซซี่อารมณ์ขุ่นมัวกว่าเก่า "ออกไปซะ!! ฉันเลิกจ้างแกแล้ว!!"
"คน...อะไร้!!" อรัญจาติเตียนหล่อน ในเมื่อมันเหลืออดแล้ว "ใช้งาน...ยังกับ...สุกร...กับ...สุนัข...ถุย!!"
"หนอยยยยยยย" อารมณ์ของเมซซี่กำลังจะถึงขีดสุดจนได้

สภาพตอนนี้ไม่ค่อยจะต่างกันเลย ด้านทีมกัลกีมักจะมีทีท่าแย่ลง เพราะปัญจาบถูกปรับฟาวล์เนื่องจากเผลอดึงเอาอาวุธออกมาใช้ แต่ในด้านของทีมแบล๊กไนท์ก็กลับมีเรื่องขัดแย้งกันเอง การแข่งขันครั้งนี้มันไม่ใช่การแข่งขันทั่วไป แต่มันกลายเป็นสงครามมวยปล้ำ ที่ห้ำหั่นด้วยชีวิตของคนเป็นเดิมพัน ภายในสนามกลางแจ้งกลับดูแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าจะมีกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อนดูแลอย่างเข้มงวดทุกซอกทุกตารางนิ้ว ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการเลยสักนิด

"แก๊งๆๆ!!"

"ย๊าาาาาาาห์!!"
"วืมมมมม!!"
"พลัก!!"

"กฤษนนท์กับนันทาช่วยกันบล๊อกขาหิรัญยะ แต่ไม่สำเร็จ เท่ากับว่ามันจะทำให้พวกเขามีโอกาสเสี่ยงที่จะโดนเขี่ยกระเด็นออกนอกสังเวียนนะครับ อ่ะ...อะไรครับ ห่ะ ...เฮ้ย!!"

"กริ๊ด...วิ้ดดดดว้ายยยยย"
"อ้าาาาาากกกก"

"เกิดอะไรขึ้นนี่" พาติลตกใจกับเหตุการณ์สายฟ้าแลบ
"ข้าตรวจจับเวทมนต์ได้แล้ว" เสียงนฤมาณีดังขึ้น "หล่อนใช้เวทมนต์ควบคุมจิตใจพวกกองกำลังทหาร และพยายามจะกดดันพวกเรา!!"
"แย่ล่ะสิ!!" พาติลตกที่นั่งลำบาก "อาวุธครบมือขนาดนี้... คนดูอาจจะโดนเล่นงานไปด้วยแน่ๆ เลย"

"ไม่มีประโยชน์หรอกนะเธอว์" เสียงเมซซี่ประกาศออกไมค์เสียงดังชัดเจน "คนดูในสนามกับกรรมการก็ถูกล้อมไว้หมดแล้วนะ"
"เล่นสกปรกนี่หว่า!!" พาติลโทรจิตเข้าหูของเมซซี่ "แน่จริงอย่าทำแบบนี้สิย๊ะ!!"

"ยัยเมซซี่ตัวแสบนั่น!!" ปัญจาบจ้องมองไปที่ห้องกระจกผู้บรรยายการแข่งขันด้านบน "แย่ยิ่งกว่าโดนกรรมการปรับฟาวล์ฉันอีก"
"ระวังด้วยนะ" กฤษนนท์เตือน "สถานการณ์แบบนี้มันหน้าสิ่วหัวขวานจริงๆ"

"บ้าเอ้ย" จันฑริกบนอัฒจรรย์บ่นอุบ โดยที่ปากกระบอกปืนเวทมนต์ของกองกำลังจ่อหัวเขาอยู่ "ถ้าตะโกนเชียร์เมื่อไร เราพรุนแน่ๆ"
"ใจเย็น เพื่อน" ชยาญทีปลอบใจ และอยู่ในสภาพเหมือนๆ กัน "พวกนั้นต้องทำได้"

"ปรากฏตัวแล้วหรือ!!" เจ้าหน้าที่อาวุโสพูดเรียบๆ ให้กำลังใจพวกเขา ซึ่งไม่ได้ถูกควบคุมจิตใจไปด้วย "สิบตรีกฤษนนท์ กับอาสาสมัคร ช่วยหน่อยนะ..."

"ครืดดดด..."
"พลั่ก!!"

"ย๊าาาาากกก!!"
"ฮว๊าาาาาากก..."
"ตรีศูล่าาาาาาาาาร์"

"รุมเข้าไปเลย!! รุมเข้าไป" เสียงประกาศออกทางลำโพงของเมซซี่ ดูท้าท้ายมากกว่าเก่า "จะเก่งสักแค่ไหนเชียว!!"

"ปึงงงงงง!!"
"อั่ค!!"

"เฮ้ย!! ปัญจาบ!!"

ปัญจาบถูกหิรัญยะซัดอย่างแรง ร่างไถลไปกับพื้นดินแดงจนเห็นฝุ่นตลบทั้งตัว ซึ่งโชกไปด้วยเลือด

"ปัญจาบ!!!!" พาติลทนเห็นความเจ็บปวดของปัญจาบไม่ไหว วิ่งเข้าไปช่วยเขา แต่ถูกกรรมการสนามห้ามเอาไว้ "ปล่อย!! ปล่อยฉัน!!"
"ไม่ได้นะครับ!!" กรรมการเตือนพาติล "พี่เลี้ยงจะเข้าไปตอนนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเถอะครับ!!"

"ไม่ได้การล่ะ" หริกำลังทำอะไรสักอย่าง วิ่งออกไปยังห้องควบคุมด้วยความเร็ว "ภัณฑเวดา มีดคู่!!"

"แว้บบบบบ"

"เฮ้!! หริ...หริจัง!! จะไปไหน!!" พาติลตะโกนถาม หริกลับไม่สนใจคำพูดของเธอ

"ตุบ...ตุบ...ตุบ!!"

"ปัญจาบ...ปัญจาบ!!" เสียงอัคราเรียกให้ตื่น "ไหวมั้ยวะ??"
"ไม่...ไม่ไหว...แหล๋ว" ปัญจาบพูดไปได้สักครู่ แล้วก็สลบไป เพราะอาการบาดแผลจากแรงกระแทกกำเริบหนัก

"ฮะฮ่ะฮ่า...เหลือกันแค่สองคนหรือ เจ้านักกีฬางี่เง่าทั้งนั้นเลยนิ" เสียงเมซซี่เกรี้ยวกราดมาก คิดที่จะสั่งให้จัดการรวดเดียวจบเลย "จัดการซะ!! หิรัญยะ วิสคอนซิล!!"
"อ่าอ๊ะะะ!! อั้นเอออะอันอ่างอั้นอั้ยอ้ายยยย!!" เสียงโฆษกดังขั้นข้างๆ เมซซี่ แต่ก็ไม่ทำให้ให้เธอเข้าใจเพราะถูกปิดปาก มัดมือมัดเท้าตรึงกับเก้าอี้ด้วยเวทย์มือผีดิบฝีมือเธอ
"เงียบไปเลยไป รำคาญ!!" เมซซี่หงุดหงิด และพยายามใช้เวทย์ใส่โฆษกเอาไว้ "เพาเวอร์ มายด์ คอนโทรล!!"
"อุก!!"

"วูมมมมมมม!!"

"เฮ้ย!!"
"มาแล้ว"

"พรืดดดดด...!!"

"เดี๋ยวจัดการเอง"
"ห่ะ...นันทา!!"

"อึ้ยยยยยย!!"

"คุชติ พันนิชเชอร์!!"
"พลั่ก!!"

"ตุบ!!"

"บ้าน่า!!" เมซซี่ตะลึงผ่านไมค์ที่เธอถืออยู่ เธอโกรธอย่างมาก "หนอย...พวกมันไม่เล่นงานหิรัญยะ แต่ไปลงที่วิสคอนซิลเฉยเลย... เจ็บใจนัก!!"

"เฮ...เฮ!!"
"วิ้ดดดดดดวิ้วววววว"

"เปรี้ยง!!"

"โอววววว"
"เหวอ"

"ใครบอกให้เชียร์พวกนั้นห๊าาา!! ใครแหกปากเชียร์นิดเดียวละก็ แม่จะยิงให้พรุนเลยคอยดู!!"

"มีคนดูถูกยิงเสียชีวิตไปคนนึง" เสียงอัคราบอกเหตุการณ์ให้นันทาฟัง "ยัยบ้าเอ้ย!! พาติล นฤมาณี หริ จะเป็นยังไงบ้างฟะ..."
"เออ...แล้วปัญจาบล่ะ" นันทาสื่อสารกับจิตใต้สำนึกอัคราของปัญจาบ "นายน่ะหรือที่ทำให้ฉันมีความสามารถเพิ่มเติมขึ้นมา"
"อะ...ไม่เป็นไรหรอกนะ พลังของเขาหมดแค่นั้นเอง" เสียงอัคราพูด "แล้ว...ข้าไม่ได้เป็นคนทำนะเฟ้ย!!"

"พลัก!!"

"อ้าาาาากกก"
"พี่กฤษนนท์!!"

"แย่ล่ะ สิบตรีกฤษนนท์ถูกเจ้ายักษ์ทับเฉยเลย" เจ้าหน้าที่ระดับสูงพูดบรรยายด้วยความรีบร้อน "ถ้าแบบนี้อาจจะเสียชีวิตได้นะท่าน!!"
"อืมมม..." เจ้าหน้าที่อาวุโสได้แต่ขรึมอย่างอย่างนั้น "อย่าลืมเตรียมอนุมัติงบซื่อโลงศพ ของชำร่วย จองศาลาวัดทำพิธีด้วย ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ"
"เอ่ออ..." เจ้าหน้าที่ฯ อึ้งกิมกี่ไปเลย

"ทับมันไปเลย หิรัญยะ น่านแหละ!!"

"ปึก!!"
"ฮว่าาาาาา!!"

"ครืดดด!!"
"พลั่ก!!"

"อ้าาาาาาาาห์!!"

"บ้าน่า!!" เมซซี่เหลืออด เมื่อนันทาขัดขวางหิรัญยะ "เจ้าบ้านั่นอีกแล้วหรือ!! รอดไปได้นะแก"

"พี่กฤษนนท์!!" นันทาเดินมาหา "ไหวไหม!!"
"ไม่...ไหวล่ะ" กฤษนนท์อิดโรย "ลากฉัน...ออกไป...จาก...ไอ้ยักษ์...นี่ที แอ๊ก!!"
"ครับๆ ก็ได้" นันทารับคำสั่ง แล้วพยายามลากตัวกฤษนนท์ออกห่างอย่างเร็วเท่าจะทำได้ "กลัวเสียเวลาไปงานศพพี่อ่ะ"
"อย่าพูด...เป็นลาง...ได้ไหม...ฟะ!!" กฤษนนท์รับมุขนันทาไม่ได้

"หมดสภาพไปกันหมดแล้ว คราวนี้เหลือแค่ตัวต่อตัว หาเรื่องจัดงานศพตัวเองนักนะ!!" เมซซี่สบถใส่นันทาผ่านไมค์ไม่ยั้ง "น้ำหน้าอย่างแกจะล้มพวกข้าได้ไหมล่ะย๊ะ!!"
"ฉันทำได้แน่" นันทาโทรจิตตะคอกใส่หูเมซซี่ "คอยดูละกัน!!"

ท้องฟ้าเหนือสนามแข่งขันมืดครึ้ม มีลมกรรโชกแรง พัดพาเอาเศษใบไม้นอกสนามแข่งขันเข้ามา ฝุ่นดินฟุ้งกระจายตัวจนทำให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ค่อยเป็นใจนัก ท่ามการควบคุมของเมซซี่ ไม่มีใครหน้าไหนขัดขืนการต่อสู้ได้อีกแม้แต่น้อย นั่นคือสิ่งเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในรอบปี เมซซี่จะไม่ยอมให้พวกปัญจาบหนีไปได้ จนกว่าจะสามารถชิงหนังสือต้องสาปนั่นเสียก่อน

"เล่นแบบนี้" นันทาตะโกนแข่งกับเสียงออกไมค์ของเมซซี่ "มันสะใจไม่พอหรือยังไงกันว๊ะ!! ย๊าาาาาาห์!!"

"ฮ๊วาาาาาากกก!!"
"ตึง...ตึง...ตึง!!"
"พลัก!!"

"โครมมมม!!"
"อั่ก!!"

นันทาถูกหิรัญยะอัดเข้าอย่างจัง ตัวลอยไปชนกับกำแพงเหมือนกับปัญจาบ เป็นอันว่าออกจากสนามไปโดยปริยาย

"เอ้ากรรมการขาาาา อย่าลืมนับด้วยนะคร้าาาา" เสียงออกไมค์ของเมซซี่เปลี่ยนไป เหมือนกับว่าสะใจที่เล่นงานพวกของปัญจาบสำเร็จ "เร็วๆ หน่อยยยยย"

"ปฐมะ"

"ว่าไง พาติล..." เสียงเมซซี่ดังขึ้นทั่วสนาม "ยอมรับเสียเถอะ ส่งหนังสือต้องสาปมา อย่ามัวแต่มุดอยู่ในบังเกอร์นักล่ะ!!"
"แก!!" พาติลอารมณ์ฉุ่นเฉียว "ยัยเมซซี่เอ้ย!!"

"อ้าาาาาาา!!"
"ครึกกกกก..."

"ทุติยะ"

"เป็นไปไม่ได้"
"อะไรน่ะ!!" รัชตะอึ้ง "ไม่น่าเชื่อ รุ่นพี่ยังไหวอีกเหรอเนี้ย"
"ใครบอกว่าฉันจะแพ้ล่ะ!!" นันทาลุกขึ้น เดินเข้าสังเวียนโดยไม่ต้องให้กรรมการบอกกล่าว "มาเลย...มาสิ เจ้าพวกแบล๊กไนท์"

"ตะติ..."

"ปัง!!" ประตูห้องโฆษกถูกเหวี่ยงออกอย่างแรง ทำให้เมซซี่ตกใจชั่วขณะ

"ใครย๊ะ!!"
"สโม๊ค เชลล์!!"

"บรึมมมมมม!!"

"ฟูววว...ฟูวววว"
"แคก...แคก...แค๊ก"

"หนอย พวกแก๊!!" เมซซี่อยู่ท่ามกลางดงระเบิดควัน แต่จู่ โฆษกหายไป "ออกมาเดี๋ยวนี้นะ..."
"ฟูลล สตริ๊ฟ บอดี้!!"

"พลั่ก!!"

"กริ๊ดดดดดดด!!"

"เฮ้ย!!" เจ้าหน้าที่ระดับสูงตกตะลึง "เสียงระเบิดควันนั่น..."
"ดี...ดีมาก" เจ้าหน้าที่อาวุโสชื่นชม "นั่นล่ะเป็นฝีมือของอาสาสมัครกองกำลังของเราแน่นอน"

จู่ๆ การบุกเข้าจู่โจมเมซซี่ที่กำลังควบคุมจิตใจกองกำลังนั้น เป็นฝีมือของหริเอง ซึ่งการบุกครั้งนี้ทำให้พลังการควบคุมจิตของหล่อนหายไปเสียเอง ทหารและกองกำลังที่อยู่รายรอบสนามกลับสู่สภาวะปกติ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่บางคนที่ไม่รู้ว่าตัวว่ายิงคนดูคนหนึ่งเสียชีวิตไป เป็นความล้มเหลวที่ไม่ได้มีการป้องกันทหารในเรื่องของเวทมนต์อย่างดีนี่เอง

"ครืนนนนนน..."
"ซ่าาาาาา...ซ่า"

ฝนตกลงมาอย่างหนัก การต่อสู้ของชายหนุ่มนักกีฬามวยปล้ำคุชติอย่างนันทา และนักกีฬาจอมพลังร่างยักษ์อย่างหิรัญยะยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งต้องเดิมพันด้วยหนังสือต้องสาปเพียงเล่มนี้เล่มเดียว สนามนั้นจึงกลายเป็นโคลนโสโครกซึ่งไม่ค่อยจะเหมาะสำหรับแข่งขันเอาเสียเลย พวกเขายังไม่พยายามที่จะลดละถอนตัวออกกันทั้งสองฝ่าย ทั้งตัวจึงชุ่มไปด้วยหยดน้ำจากหยาดฝน และไม่มีทางยอมแพ้เช่นกัน

"ย้าาาาาาาวววว์"
"ฮ่วาาาาาาา!!"

"จ๋อม...จ๋อม...จ๋อม!!"
"พรืดดดดด"

"วูมมมม"
"ตูมมมมมมม"

"ไม่ไหว...อั่ก!!" นันทาพึมพำ พร้อมกับต้านทานการโจมตีของหิรัญยะไว้ "สู้กับเจ้าจอมพลังร่างยักษ์นั่นไม่ได้เลย"
"เจ้าต้องทำได้สิ!!" เสียงประหลาดพูดกับเขา "เจ้ามีพลังเกินขีดจำกัดของมนุษย์แล้วนะ!!"
"ใครน่ะ!!" นันทาตะโกนหาต้นเสียง
"เสียงนี่" อัคราฟังเสียงนี้แล้วรู่ว่าเป็นใคร "ท่านจอมเทพนี่นา!!"
"เจ้าอัครา!!" เสียงนั้นดังขึ้น และไปเกี่ยวเนื่องกับอัครา "ยกให้เป็นหน้าที่ของเจ้าก็แล้วกัน"
"อ่า...ครับ" เสียงอัคราตอบโดยไม่กล้าขัดคำสั่งอีก

"ฉันพร้อมแล้ว!!" นันทาลุกขึ้นสู้ ท่ามกลางสายฝนอันบ้าคลั่ง
"ไม่ว่ากันนะ!!" เสียงอัคราดังอยู่ในจิตใต้สำนึกของนันทา หมายความว่าอัคราย้ายตัวเองจากจิตใต้สำนึกของปัญจาบ ไปประจำการในจิตใต้สำนึกของนันทาแล้ว

"ฮว่าาาาาา"
"จุดอ่อนของแก...!!" นันทาไม่รอช้า เริ่มบุกทันที "อยู่ตรงนั้นเอง!!"

"พรึดดดดดดด"
"ปึก!!"

"เฮ๊ออ้าาาาาาาา"
"ตรึมมมมมมมม!!!"

"เฮ....เฮ!!"
"วิ้ดดดดดดวิ้วววววววว!!"
"กัลกี...กัลกี...กัลกี...กัลกี!!"

"เฮ้ยยยยย...นันทา" ชยาญทีตะโกนเชียร์แข่งกับสายฝน "ล้มไอ้ยักษ์นั่นให้ได้นะเว้ยยยยย!!"

"หนอยยยยย" เมซซี่ได้สติ ลุกขึ้นมาท่ามกลางกลุ่มควันที่ยังหลงเหลืออยู่ภานในห้องโฆษก "แกเป็นใครกันแน่ย๊ะ!!"
"ไม่จำเป็นต้องเดาหรอกนะคะ" หริพูดกับเมซซี่พอประมาณ "จอมโจรคุณธรรมเพื่อคนตกทุกข์ได้ยากต่างหากล่ะ"
"จอมโจรนาซากินี่เอง" เมซซี่พร้อมที่จะสู้ "เข้ามาเล๊อ..."

"เปรี๊ยะ!!"

"ทำไม!!" เมซซี่หมดความมั่นใจเสียแล้ว "เป็นไปไม่ได้!!"
"ข้าทำลายอาวุธชุดเกราะเพื่อไม่ให้เธอใช้ฆ่าคนบริสุทธิ์ไงล่ะ..." หริอธิบายเหตุผลที่เธอใช้ทักษะนั้นให้เมซซี่ฟัง

"หนอยยยยย...บังอ๊าจ บังอาจจจ" เมซซี่เหลืออด ฉวยโอการย้ายมวลสารหนีจากหริ "เทเลพอร์ต!!"
"แย่ล่ะ!! หล่อนหนีไปได้" หริประหลาดใจในความสามารถแฝงของเมซซี่ "เล่นแบบนี้เลยหรือ"

"นันทา...นันทา!!" พาติลพยายามตะโกนให้กำลังใจ โดยที่กรรมการนั้นยังคงกักตัวไว้ไม่ให้ออกไปในสังเวียน "ระวังด้วยนะ..."
"เธอนั่นแหละที่ต้องระวัง!!" เมซซี่เทเลพอร์ตบุกประชิดตัว "ภัณฑเวดา หนังสือต้องสาป"

"วาบบบบบบ"

"เจอจนได้" เมซซี่ใช้เวทย์กระเป๋าดึงมันออกจากพาติล พูดซ้ำเติมพาติลให้มีอารมณ์โกรธ "เวทย์นี้มันก็มีจุดอ่อนเหมือนกันนะ...โฮะโฮะโฮวววว"
"ไหนบอกว่าจะรอให้ฉันแพ้หรือไงกัน!!" พาติลตัดพ้อ แย่งชิงหนังสือจากมือของเมซซี่ "เล่นไม่ซื่อนี่หว่า!! เอาคืนมานะ!!"
"เอามานี่!!" เมซซี่ก็ทำเหมือนกันกับพาติล ยื้อแย่งไปมาเหมือนเด็กแย่งของเล่นไม่มีผิด

"ย้าาาาาาาห์"
"วูมมมมมมมม..."
"จ่อม!!...แจ๋ม!!"

"ว๊าาาาาาากกกกก!!"
"ฮว่าาาาา"

"ฟ้าวววว!!"
"พลัก!!"

"ครืดดดดด!!"
"ฮ้าาาาาาาาววว์!!"

"วู้ววววววว..."
"วิ้ดดดดดวิ้วววววววว"

"นันทา!!" รัชตะตะโกนส่งเสียงเชียร์ "นั่นแหละ...ซัดมันเลย!!"

"ย๊ากกกกกก!!"
"วูมมมมมมมมมม"

"ห่ะ!!"
"ระวัง"

"ตึง!!"

"อ้าาาาาาากกกก!!"

"บ้าน่า!!" ชยาญทีดูเหตุการณ์ในสนาม "ถูกเจ้าหิรัญยะซัดลอยไปแล้ว...เลือดโชกฟกช้ำทั้งตัวด้วย"
"เฮ้ย!!" สายตาจันฑริกจ้องมองวิถีที่นันทาถูกซัด "จะชนกรรมการที่ยืนคุ้มกันอยู่ทางเข้าห้องพักนักกีฬาแน่นอน!!"

"เอามานี่!!"
"ฉันไม่ให้เธอเอาไปใช้ตามใจชอบหรอกนะ..."

"พลั่ก!!"

"อุก!!"
"อ้ากก"

"เหวอออออ"
"ว๊ายยยยย!!"

ร่างของนันทาชนกรรมการที่ยืนเป็นกำแพงแตกกระเจิง แล้วดันไปกระแทกโดนพาติลกับเมซซี่อีกที หนังสือต้องสาปหลุดกระเด็นจากมือพาติลออกไปทางสังเวียนจนได้ หนังสือต้องสาปลอยละลิ่ว กำลังจะไปตกถึงมือหิรัญยะอยู่แล้ว ส่วนนันทาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แม้ว่าจะฟกช้ำมีเลือดโชกทั้งตัวก็ตาม

"นันทา!!" พาติลปลุกให้ได้สติ
"นั่นน่ะเหรอ!!" นันทาลุกขึ้น เขาเห็นวัตถุคล้ายหนังสือนั้นถูกแรงเขวี้ยงจนไปลอยอยู่กลางอากาศ "ได้!!"

"งั้นฉันก็ต้องหยุดไอ้ยักษ์นั้นด้วยสินะ!!" นันทาผนึกพลังเร่งฝีเท้าขึ้นไปรับหนังสือ "ฮว๊าาาาาากกกก!!"

"ตุบ...ตุบ...ตุบ...จ๋อม...จ๋อม...แจ๋ม..."

"หิรัญยะ!!" เมซซี่ตะโกน "เอามันมาให้ได้สิย๊ะ!!"

"ฮูว่าาาาาาาห์!!"

"ตูม...ตูม...ตึง...ตึง...จ๋อม...แจ๋ม...จ๋อม...แจ๋ม!!"

"ควับ!!"

"ฟ้าาาาาาาาวววววว!!"
"ควาาาาาาง..."

"ไม่มีทางหรอกนะย๊ะ!!" เมซซี่เห็นทีท่าว่าหนังสือต้องสาปอยู่ในวิถีของหิรัญยะแน่นอน "ฮะฮะฮ่า"

"แย่ล่ะ!!" นันทากระโดดเอื้อมมือไปคว้าหนังสือ แต่มันไกลมือของเขาอย่างมาก "มันกำลังจะถึงมือเจ้ายักษ์จอมพลังนั่น"
"ตอนนี้ล่ะ!!" เสียงอัคราให้สัญญาณทันที "พูดว่าภัณฑเวดาเลย!!"
"ห๊ะ!!" นันทาได้จังหวะ มือตรงตำแหน่งที่อัครากะเอาไว้ "ภัณฑเวดา!!"

"วาบบบบบบป"

"อะไรกัน!!" เมซซี่คาดเดาผิด หนังสือถูกดึงเข้าร่างนันทา "เป็นไปไม่ได้!!"

"จ๋อม!!" ร่างของนันทาลงพื้น น้ำที่เจิ่งนองกระเด็นออก

"ฮว่าาาาาา"

"เข้ามาเล้ย!!"

"นั่นมัน..." พาติลมองเห็นอะไรบางอย่างรอบตัวนันทา "ออร่าสีแดง กับตัวหนังสือเรืองแสง"
"นันทาได้รับพลังจากหนังสือต้องสาปนั่น" เสียงนฤมาณีอธิบาย "เขากลายเป็นนักสู้ต้องสาปโดยสมบรูณ์แล้ว"

"ตุบ!!"
"พลัก!!"

"อ้าาาาากกกก!!"
"ฮว่า...ฮว่า...ฮว่า"

"ลุกขึ้นเร็ว!!" เสียงอัคราปลุกให้ตื่น "มันจะทับนายแล้วนะเฟ้ย!!"
"เห๊อะ!!"

"ฮว่าาาาาาา!!"
"วูมมมมมมมมม"

"ตึง!!!"

"โอววววว"
"ฮือฮา..."

"นันทา!!" กฤษนนท์ตกใจ เมื่อเห็นหิรัญยะนอนคว่ำต่อหน้าต่อตา เขาคิดว่านันทาถูกทับเรียบร้อย
"ไม่!!" พาติลเอะใจ สังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนฟ้า "ดูนั่น!!"

จู่ๆ นันทากระโดดหนีออกมาได้ ตัวค้างอยู่บนอากาศระยะหนึ่ง
"โอกาสดีแล้ว!!" อัคราไม่รอช้า บอกให้ใช้อะไรสักอย่าง "ใช้ท่าไม้ตายเลย!!"
"ท่าไม้ตายอะไรวะ!!" นันทาพูด "บอกซะทีสิ!! จะร่วงแล้วเฟ้ย!!"
"เอ้า!!" อัคราลืมสนิท เลยบอกชื่อท่าไม้ตายมา "แอดว้านซ์ อชูร่า สไตรค์(Advance Asura Strike)ไงเล่า!!"

"หือ...ฮ่วาาาาาาา"
"ว๊าากกกกก!!"

"เฮ้ยๆๆๆ!!"
"ร่วงลงมาแล้ว"

"ฟ้าววววววววว"

"โว้วววววววว"
"วิ้ดดดดดว๊ายยยยย!!"

"แอด...ว้าน...อาชู...ร่า...สไตร์ค!!!"

"ฮว็าาาาาาากกกก!!"
"วาบบบบบบ"

"บรึมมมมมมมมม!!"

สิ่งที่เห็นอยู่ข้างหน้า คือควันสีขาวฟุ้งกระจาย จนไม่สามารถอธิบายได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ทั้งพาติล เมซซี่ กฤษนนท์ ปัญจาบ หริ กรรมการ และผู้ชมภายในสนาม ต่างต้องหยุดการกระทำทุกอย่างทั้งหมด เหมือนกับว่าทุกอย่างนิ่งอยู่กับที่ ในที่สุดกลุ่มควันก็จางลง พบว่าสนามเกิดหลุมขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง แต่ยังมองไม่เห็นใครได้ชัดเจนเลยสักนิด

"โอ้...โอ้มหาเทพ!! เกิดอะไรขึ้นครับ ทุกอย่างสบสนไปหมด ผมเองก็พลาดไปเช่นกัน ดูนั่น!! นันทานอนทับร่างยักษ์ของหิรัญยะได้ และบล๊อกขาเอาไว้ เราจะให้กรรมการเข้าไปนับครับท่านผู้ชม!!"

"ปฐมะ"
"ทุติยะ"
"ตะติยะ!!"

"แก๊งๆๆๆ!!"

"วู้ววววววว..."
"วิ้ดดดดดวิ้วววววว!!"
"เฮ...เฮ!!"

"เฮ้ยยยยยย!!" จันฑริกตะโกนเชียร์เหมือนเดิม "สุดยอดดดดเลยเว้ยยยยย...นันทา!!"
"กระโดดลอยขึ้นไปในอากาศได้ยังไงวะ" รัชตะพูดด้วยความสงสัย "องค์ลงแหงๆ"

"หึยยยยย!!" เมซซี่โกรธจัดหัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้ว
"จะไปไหนล่ะ คุณเจ็นโทน่า" พาติลเสนอหน้ามาพูดอย่างสบายๆ
"ฝากไว้ก่อนเถอะ!!" เมซซี่คิดจะหนีไปโดยไม่สนใจอะไรเลย "ฉันต้องเอาหนังสือของพวกแกมาให้ได้"

"วูมมมมมม"

"เฮ๊อะ!!" พาติลบ่นอุป "เทเลพอร์ตอีกแล้ว"
"พาติล!!" หริวิ่งกลับมาหน้าตาตื่น "ร่างของหิรัญญะหายไปด้วย ตรงนี้เป็นไงบ้าง??"
"เมซซี่หนีไปได้" พาติลบอกเหตุการณ์ให้หริฟัง "พวกเขาไม่ได้หนังสือต้องสาปไป"
"เฮ้อววว..." พาติลกับหริถอนหายใจพร้อมกัน

"ครับ การแข่งขันค่อนข้างรุนแรงเหลือเกิน โชคดีที่สิ้นสุดลงได้ โดยกรรมการได้หลักฐานบันทึกการแข่งขันบางส่วน และลงความเห็นว่าสายเอนั้นพยายามเล่นรุนแรงจนเป็นสาเหตุให้การแข่งขันนี้เกิดปัญหาขึ้น โดยปรับให้ทีมแบล๊กไนท์เป็นฝ่ายแพ้ไปครับ เอ่อ...ขอเชิญทีมหนุมาน ถ้าได้ยินแล้วช่วยลงมายังสังเวียนด้วยครับ"

"หือ..." ชยาญทีแปลกใจ "มันอะไรกันเนี้ย อยู่ๆ ถูกเชิญให้ลงมาที่สนามเฉยเลย"
"ลงไปเถอะน่า!!" จันฑริกลุกขึ้น พยายามพารัชตะลงไปด้วย "เผื่อมีอะไรเพิ่มเติมจากนี้นะ"
"เหวออออ..." รัชตะถูกจันฑริกดึงเตี่ยวแล้วลากออกจากเก้าอิ้อัฒจรรย์จนได้ "เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อนสิ เดี๋ยวผ้าเตี่ยวฉันจะหลุดน๊ะ!!"

"เอาล่ะครับ กรรมการสนามได้ปรับพื้นที่สนามให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว รู้สึกว่าฝนจะหยุดตก และฟ้าก็เปิดนะครับ เราได้ทีมที่ชนะเลิศในการแข่งขันมวยปล้ำคุชติประจำปีครั้งที่สิบ และตอนนี้ผมได้ลงมาอยู่ในสนามพร้อมกับคณะกรรมการ และทีมที่ชนะการแข่งขันด้วย ขอแสดงความยินดีกับทีมกัลกีครับ!!"

"เฮ...เฮ"
"วิ้ดดดดวิ้วววว!!"

"ลำดับต่อไป ขอเชิญท่านที่ปรึกษาการแข่งขัน ขึ้นมารับมอบถ้วยเกียรติยศ และเงินรางวัลให้กับทีมกัลกีครับ"

"ขอแสดงความยินดีด้วย" ที่ปรึกษาฯ กล่าวแก่กฤษนนท์ มอบถ้วยเกียรติยศและเงินรางวัล พร้อมกับจับมือแสดงความยินดี
"ขอบคุณครับ" กฤษนนท์ตอบรับ "ปัญจาบ ถือให้ทีนะ"
"ครับ" ปัญจาบรับช่วงต่อ "หนักจริงๆ"
"โอ้...ถ้วยเกียรติยศจริงๆ ด้วย" เสียงอัคราดีใจอย่างมาก "ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ข้าได้สัมผัสมันเลยนะ"
"ขอบคุณมากนะอัครา" นันทาพูดคุยกับอัคราที่กลับมาอยู่ในจิตใต้สำนึกของปัญจาบเรียบร้อยแล้ว "รู้แล้วล่ะว่า หนังสือต้องสาป มันเป็นแบบนี้นี่เอง"
"เออ" เสียงอัคราตอบ "มีเอ็งคนเดียวที่สามารถรับรู้พลังเวทมนต์เร็วใช้ได้นิ"

"ตามมาด้วยรางวัลรองชนะเสิศ ซึ่งมีทีมหนุมานเท่านั้นที่ไม่ได้ถอนตัวออกจากการแข่งขันเหมือนกัน ยินดีด้วยครับ"

"เฮ...เฮ"
"วู้ววววววววว!!"

"โอ้ว...พวกเธอก็สุดยอดเหมือนกันเลย ยินดีด้วยนะ" ที่ปรึกษาฯ รับมอบเหรียญรางวัลโดยการคล้องคอให้ครบทุกๆ คน
"ขอบคุณมากครับผม" ชยาญทีตอบรับเหมือนกัน

"ดีใจมั้ยพวกเรา!!" จันฑริกแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าทีมของเขาได้รางวัลรองชนะเลิศด้วย
"ดีสิ!!" รัชตะและชยาญทีอุทานพร้อมกัน แล้วปล่อยให้รัชตะพูดต่อ "ก็พวกเราเก่งไม่น้อยหน้ารุ่นพี่นี่นา"

"ครับ พิธีมอบรางวัลก็สิ้นสุดลงแล้วครับ ขอเสียงเชียร์หรือเสียงปรับมือให้กับทั้งสองทีมด้วยนะคร้าบบบบ"

"เย้...เย"
"วิ้ดดดดดดวิ้ววววววว"
"วู้ววววววววว!!"

"สิบตรีกฤษนนท์!!" เสียงเจ้าหน้าที่อาวุโสเรียกเขา
"ครับ" กฤษนนท์หันหน้ามาเจอโดยบังเอิญ และอยู่ในกลุ่มของปัญจาบด้วย "ท่านเองหรอกหรือ"
"ถูกต้อง..." เจ้าหน้าที่อาวุโสกล่าวต่อไปเรื่อยๆ "เรามีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะเลยนะ"
"ครับ" กฤษนนท์รับคำสั่ง "ผมยอมรับข้อเสนอ ผมรู้ดีว่าผมทำอะไรลงไปบ้าง"
"อืม..."

"นี่...พวกเธอทั้งสี่คนน่ะ" กฤษนนท์บอกนัดหมายอะไรสักอย่าง "กลับไปรอกันก่อนก็ได้นะ ตรงนี้ยังมีธุระอีกยาวเลย"
"อ๋อ...ครับๆ" ปัญจาบทราบแล้ว "ไปกันเถอะ"
"เออ" นันทาตอบ

"พวกเขานั่นเป็นอาสาสมัครใช่ไหม" เจ้าหน้าที่อาวุโสถามถึงพวกของปัญจาบนั้น
"อ่า..." กฤษนนท์พูดด้วยความตื่นเต้น "ครับ"
"ก็แค่นี้เอง" เจ้าหน้าที่อาวุโสกล่าวแก่กฤษนนท์ "แต่พวกเขาก็ช่วยให้งานของคุณเองง่ายขึ้น ช่วยหยุดยั้งการเกิดเหตุก่อการร้ายได้ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่สามารถยื้อชีวิตคนคนหนึ่งในสถานการณ์ที่ผ่านมานี้ได้ก็ตาม"
"แต่ว่า..." กฤษนนท์ตัดพ้อ
"จริงอยู่...กองกำลังกัลกียังไม่มีความสามารถในการป้องการเวทมนต์ควบคุมจิตใจได้" เจ้าหน้าที่อาวุโสเกริ่นไปเรื่อยๆ พอให้กฤษนนท์รับได้ "ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนของเรา การต่อสู้ของคุณก็ถือว่าเอาชีวิตเข้าแลกกับความยุติธรรมที่ขาดหายไป เชื่อว่าคุณเองยังคงต้องพัฒนาอีกมากเพื่อทำงานเชิงรุก ให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยมากที่สุด เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน..."
"ยังไงครับท่าน??" กฤษนนท์ถามด้วยความสงสัย
"เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานที่สูงขึ้น ก็จะขอเลื่อนยศจากสิบตรีให้เป็นร้อยตรีให้เลยนะ"
"จริงเหรอครับ!!" กฤษนนท์ดีใจอย่างมาก หลังจากที่ประหม่ากับคำพูดของเจ้าหน้าที่อาวุโสมานาน "ผมพร้อมรับตำแหน่งครับผม"
"ดี!!" เจ้าหน้าที่อาวุโสกล่าวเป็นครั้งสุดท้าย "ขอให้ปฏิบัติงานอย่างสุดความสามารถก็แล้วกัน หวังว่ากลับไปก็จะสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกเยอะ"

**************

"ตกลงพี่กฤษนนท์เป็นเจ้าหน้ากองกำลังกัลกีเหรอครับ" ปัญจาบถาม ในขณะที่พาติลกับหริเบียดเสียดอยู่เบาะหลังรถกระบะของกฤษนนท์ เบาะหน้าด้านซ้ายกลายเป้นที่กว้างสบายของนันทาไปแล้ว
"ถูกต้อง" กฤษนนท์ตอบตามความเป็นจริง "ขอโทษด้วยนะที่ปิดเป็นความลับมานาน"
"ครับผม" ปัญจาบหายสงสัย แต่มันยังไม่จบเพียงแค่นี้ "เราก็สงสัยว่าเพื่อนพี่ทำไมถึงพูดเรื่องเกี่ยวกับทหารอะไรนั่นน่ะครับ"

"ปัญจาบ...ขยับหน่อยได้ไหมเนี้ย" พาติลดูอึดอัดเพราะพื้นที่โดยสารไม่เพียงพอ นั่งไม่สบายเอาซะเลย "กินพื้นที่ไปเยอะนะนายน่ะ"
"กำลังขยับอยู่น่า!!" ปัญจาบเออออ พยายามอย่างถึงที่สุด

วันนี้ปัญจาบกลับมาอยู่ในชุดจอมยุทธ์ภารตะอีกครั้ง ส่วนนันทานุ่งโธตีตัวเดียวเหมือนเดิม ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมตามปกติ รถสกู๊ตเตอร์ของปัญจาบถูกยกขึ้นไปไว้ท้ายรถกระบะ เตรียมออกเดินทางไปยังสถานีรถไฟประจำเมืองเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่อไป พร้อมกับพาติล หริ และนันทา

"พี่กฤษนนท์ครับ" ปัญจาบถาม
"ว่าไงหรือ" กฤษนนท์พร้อมรับคำถาม ในขณะที่เขากำลังจะติดเครื่องยนต์
"อยากให้ดูอะไรนี่หน่อยครับ" ปัญจาบหยิบบัตรพลาสติกสี่ใบขึ้นมาให้กฤษนนท์ดูอย่างละเอียด
"อืม..." กฤษนนท์พิจารณาบัตรพลาสติกที่ปัญจาบให้ดู "เป็นบัตรแทนสมาชิกอาสาสมัครกองกำลังกัลกี คงจะต้องไปยื่นสมัครกันที่เมืองหลวงนะ"
"ครับ..." ปัญจาบพูด "พวกผมคงต้องเดินทางไปหาปริศนาของหนังสือต้องสาปกันแล้วล่ะครับ"
"อ๋อๆๆ" กฤษนนท์เข้าใจทุกอย่างแล้ว "ก็ได้ๆ จะบอกให้ก็ได้นะ ทางข้างหน้าค่อนข้างไกลอย่างมาก กว่าจะไปถึงเมืองหลวงโดยใช้ทางถนนทางเกวียน ก็กินเวลามากกว่าทางรถไฟโขเลย ถ้าไม่ขัดข้องนักเดี๋ยวจะไปส่งขึ้นรถไฟเลยดีไหม"
"อ่า...ได้ครับผม"

"ถ้าอย่างนั้นพวกเธอออกตั๋วกันเองละกันนะ"
"ห๋าาาาาาา!!" พวกปัญจาบอุทานพร้อมๆ กัน ในขณะที่รถกระบะของกฤษนนท์ออกเดินทางไปเรื่อยๆ จนถึงสถานีรถไฟระหว่างเมืองในไม่กี่กิโลเมตรข้างหน้า

**************
แก้ไขล่าสุดโดย VachalenXEON เมื่อ ศุกร์, 23 กรกฎา 2010, 20:51, ถูกแก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
รูปแทนตัวผู้ใช้
VachalenXEON
ยอดฝีมือ
ยอดฝีมือ
 
Posts: 690
ได้เข้าร่วม: พฤหัส, 01 มกรา 1970, 07:00
สถานที่: ราชอาณาจักรบริสโตเนียร์ - AOW - นครราชสีมา บลาๆๆ

Re: [นิยาย]Hindurica - ศึกภารตะมหาประลัย(หัดแต่ง)

โพสท์by VachalenXEON on พฤหัส, 18 กุมภา 2010, 21:45

Stage 08 : ผู้เฒ่าลึกลับ(1/2)

รถกระบะของกฤษนนท์หยุดลงที่หน้าสถานีรถไฟนครกรีฑกร สถานีรถไฟที่เต็มไปด้วยผู้โดยสารจำนวนมากพอสมควร ผิดกับบรรยากาศภายนอกที่ค่อนข้างร้อนจัด สัมภาระอย่างรถสกู๊ตเตอร์ของปัญจาบถูกยกลงมาโดยนันทากับกฤษนนท์ แต่เนื่องจากนันทาพลังเยอะเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปทำได้ จึงเป็นผลให้การเคลื่อนย้ายสัมภาระขนาดใหญ่เป็นไปด้วยความง่ายดายอย่างที่คิด

"ทุกอย่างนะจะเรียบร้อยแล้วนะ ฉันเองก็ส่งพวกเธอได้แค่นี้แหละ" กฤษนนท์หมดหน้าที่ส่งพวกของปัญจาบมาถึงเพียงเท่านี้
"ขอบคุณครับ" นันทาพูดขอบคุณ "รบกวนพี่ได้เท่านี้เหมือนกัน และขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้พวกผมมีประสบการณ์มากขึ้นด้วย"
"แน่นอน..." กฤษนนท์ทิ้งท้าย แล้วกลับเข้าไปในรถเพื่อเดินทางกลับ "หวังว่าพวกเธออาจจะได้เจอกันอีก ไม่ช้าก็เร็วนะ...ไปล่ะ"

"บรืนนนนนน..."

"ในที่สุดเราก็ได้นายมาร่วมทางซะที" ปัญจาบดีใจเมื่อมีคนมาช่วยเพิ่มขึ้นอีกคนอย่างนันทา "ทีนี้เราก็พอที่จะไปหารายละเอียดหนังสือต้องสาปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะเจออะไรก็ได้เกี่ยวกับหนังสือนี่ แล้วก็จะได้เจอพี่ชายของพาติลด้วย"
"แล้วที่กฤษนนท์พูดเมื่อกี้ล่ะ??" พาติลกลับฉงนสงสัยประโยคของกฤษนนท์ "แบบว่าพวกเราจะได้เจอกับเขาอีกน่ะนะ"
"ไม่รู้เหมือนกัน" นันทาไม่ได้คิดอะไร "อยากจะลืมใจจะขาดมากๆ เลย"
"หริจัง" พาติลเรียกหริให้เข้ามาหา "ไปหาตารางเวลารถไฟให้ที เออ...ระวังโดนแต๊ะอั๋งด้วยนะ"
"จ๊ะ" หริเข้าใจสิ่งที่พาติลพูด และเดินเข้าไปยังห้องโถงภายในสถานี

"งั้นพวกเราก็ไปรออยู่ในห้องโถงเลยก็ได้" พาติลชวนนันทากับปัญจาบไปด้วยกัน "เข็นเข้ามาเถอะน่า รถนายน่ะ!!"
"ฉันรู้แล้วน่า!!" ปัญจาบออกแรงเข็นรถสกู๊ตเตอร์ตามพาติลและนันทาไปเรื่อยๆ

"โปรดทราบ!! ท่านผู้โดยสารท่านใดมีความประสงค์ที่จะเดินทางไปกับขบวนรถเร็วที่สิบสอง ต้นทางสถานีกัลลัตตา ปลายทางสถานีอินทรานคร ผู้โดยสารสามารถซื้อบัตรโดยสารได้ที่ช่องหมายเลขสามค่ะ!!... โปรดทราบ!! ท่านผู้โดยสารท่านใดมีความประสงค์ที่จะเดินทางไปกับขบวนรถเร็วที่สิบสอง ต้นทางสถานีกัลลัตตา ปลายทางสถานีอินทรานคร ผู้โดยสารสามารถซื้อบัตรโดยสารได้ที่ช่องหมายเลขสามค่ะ!!"

"วู้นนนนนนนน...วู้นวู้น!!"

เสียงจากกองประชาสัมพันธ์สถานีรถไฟดังไปทั่ว ผสมกับเสียงหวีดรถไฟที่ดังเข้ามา สายตาของพาติล ปัญจาบ นันทา มองไปยังชานชาลาลำดับที่หนึ่ง คราคร่ำไปด้วยผู้โดยสารที่หนาแน่นขนัดตา กลุ่มของปัญจาบนั่งรอให้หริกลับมารวมตัวกันที่จุดนัดพบ สักพักหริก็กลับมาพอดี

"ได้มาแล้วจ๊ะ...ทุกคน" หริยื่นใบตารางรถไฟมาให้ "ไม่ไปกับขบวนนี้เลยเหรอ??"
"ไม่ล่ะ..." พาติลปฏิเสธ "เราจะรอขึ้นขบวนถัดไปนี่ล่ะนะ ให้ตายเถอะ!! คนอะไรเข้าไปอัดแน่นยังกับปลากระป๋อง อึดอัดจะตาย..."
"แต่ว่าตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว" ความคิดปัญจาบแล่นเข้ามาโดยบังเอิญ
"จะทำไมอีกล่ะเนี้ย!!" พาติลพูดขึ้นเสียงทันทีหลังจากปัญจาบพูดจบ
"ตอนนี้เมซซี่กับจอมโจรดัลคาร์นเก่งขึ้นมาบ้างแล้วนะ แล้วก็กำลังพยายามรวบรวมคนเพื่อจะมาเล่นงานพวกเรา" ปัญจาบอธิบาย "เราจะเข้าร่วมกองกำลังกัลกีที่เมืองหลวงเพื่อหยุดยั้งไม่ให้พวกมันเอาหนังสือต้องสาปจากเราไปใช้ก่อการร้ายได้"
"เออใช่!!" หริก็คิดอย่างนั้น "ข้าเห็นด้วย"
"เฮ้อววววว!!" พาติลถอนหายใจ "เอาเถอะ...ไปกับขบวนนี้ก็ได้"
"งั้นเดี๋ยวจะไปซื้อตั๋วสักครู่นึงนะ" นันทาอาสาไปซื้อบัตรโดยสารด้วยตัวของเขาเอง "ภัณฑเวดา กระเป๋าสตางค์!!"

"วาบบบบบบ"

"เอาชั้นโดยสารที่มันสบายๆ ด้วยนะย๊ะ!!" พาติลตะโกนบอกนันทาทิ้งท้าย

"ตุบ...ตุบ...ตุบ"
"พรืดดดดดดด..."

"เหวออออ..."
"ว๊ายย!!"

"เอี้ยยยยดดด"

"อย่าเพิ่งปิดครับผม!!" นันทารีบวิ่งมายังช่องขายบัตรโดยสารหมายเลขสามพอดิบพอดี "ซื้อตั๋วโดยสารชั้นหนึ่งสีใบครับ...แล้วมีสัมภาระด้วย เป็นรถจักรยานยนต์ น้ำหนักราวๆ สองร้อยสามสิบกิโลกรัมครับ"
"ขอโทษด้วยนะครับ" เจ้าหน้าที่ห้องขายพูดด้วยความเร่งรีบ "เสียใจด้วย...ตู้โดยสารชั้นหนึ่งถูกจองเต็มหมดแล้ว"
"เอ่อมมม..." นันทาหมดอารมณ์ "แล้วมีชั้นโดยสารอื่นที่ว่างบ้างไหมครับ??"
"ครับ" เจ้าหน้าที่ห้องขายพูดกับนันทาให้พอเข้าใจ "มีชั้นโดยสารที่สองว่างสามที่ กับชั้นโดยสารที่สามสองที่ครับ"
"ก็เอาตามนั้นครับผม" นันทาตัดสินใจดีแล้ว และยื่นเงินให้เจ้าหน้าที่ขายฯ ทันที "รวมค่าสัมภาระด้วยนะครับ"
"ทั้งหมดห้าร้อยสามสิบรุปี..." เจ้าหน้าที่ออกบัตรโดยสารตามชั้นให้อย่างละสองใบ "นี่ครับ"
"ขอบคุณ" นันทารับบัตรโดยสาร แล้วเดินออกจากช่องขายทันที

"นี่ของพาติลกับหริ" นันทายื่นบัตรโดยสารชั้นสองให้กับพวกเธอ "ได้มาแค่นี้แหละ"
"แล้วพวกนายล่ะ??" พาติลถามปัญจาบกับนันทา
"ไม่เป็นไรหรอก..." ปัญจาบแสดงบัตรโดยสารชั้นสามสองใบกับใบเสร็จค่าขนส่งสัมภาระขนาดกลางให้ดู "ยอมให้พวกเธอสบายดีกว่าจะไปเบียดเสียดกับคนอื่นๆ น่ะ"
"จะบ้ากันไปแล้วหรือพวกนาย...!!" จู่ๆ พาติลลุกขึ้นเถียง
"เดี๋ยวสิ...พาติล" หริรั้งตัวพาติลเอาไว้ "ไม่ต้องห่วงเขามากขนาดนั้นหรอกน่า"
"ไปกันเถอะ..." นันทาเร่งเร้าให้ออกเดินทาง "เดี๋ยวรถจะออกแล้วนะ"
"อย่าลืมคล้องบัตรนี้ด้วยนะ" ปัญจาบยื่นบัตรแทนอาสาสมัครกัลกีที่ร้อยเชือกแล้วมาให้ และพยายามเข็นรถสกู๊ตเตอร์ไปที่ชานชาลา
"หือ??" หริกับพาติลได้รับบัตร แล้วคล้องไว้กับคอด้วยความงุนงง

แต่แล้วเหตุการณ์ที่ชานชาลานั้นต่างจากห้องโถงกว้างๆ โดยสิ้นเชิง บรรดาผู้โดยสารยืนเบียดเสียดแน่นขนัดทั้งบนรถ และริมทางวิ่ง สัมภาระของผู้โดยสารคนอื่นก็มีขนาดพอๆ กันกับกล่องบรรจุภัณฑ์ซ้อนกันสองสามชั้น ห่อด้วยผ้าสีขาว หรือไม่ก็ผ้าหลากสีมัดรวมๆ กัน ช่างเป็นสีสันของการเดินที่หาดูได้ยากในสมัยปัจจุบันจริงๆ ในขณะเดียวกันที่ด้านท้ายขบวนรถเร็วระหว่างเมืองนั้น จะพบว่ารถหัวจักรสับเปลี่ยนตู้ขบวนรถไฟกำลังลากตู้โดยสารว่างๆ ต่อเข้ากับท้ายขบวนจำนวนถึงสามตู้ ซึ่งก็ทำให้ขบวนรถปัจจุบันยาวขึ้นไปอีกเท่าตัว เมื่อพาติลมองไปด้านหน้าขบวนระยะไกลลิบ หัวรถจักรที่อยู่ต้นขบวนสีเลือดหมูคาดแถบเหลืองก็มีสภาพที่ไม่ต่างจากตัวตู้โดยสารมาก เพียงแต่ว่าถูกพ่วงพหุเพื่อเพิ่มกำลังในการฉุดลากตู้โดยสารให้สามารถเดินทางระยะไกลจนถึงสถานีต่อไปได้นั่นเอง หริก็เช่นกัน เสียงคำรามจากเครื่องยนต์ดีเซลของหัวรถนั้นจักรดังมากจนต้องเอานิ้วอุดหูไว้ชั่วคราว แต่สำหรับนันทา เขาคิดว่ามันเป็นความเคยชิน ซึ่งมันเกิดขึ้นอย่างนี้เป็นประจำ

"ถั่วไหมพี่...!! ถั่วมั้ยนายจ๋า!!"
"น้ำจ้า...น้าาาาามมมมมม เย็นๆ!!"

"โรตีสายไหมมั้ยนาย!!"

เสียงพ่อค้าเร่ แผงลอยดังมาเป็นระยะ บรรยากาศนี้กลายเป็นว่าไปผสมปนเปกับความวุ่นวายรอบๆ สถานี เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟพยายามกั้นไม่ให้ผู้โดยสารล้ำเส้นปะสีขาว(หรือสีเหลือง) ระหว่างทางวิ่งของรถ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเมื่อผู้โดยสารขึ้นไปยังตัวรถเป็นจำนวนมากๆ สำหรับปัญจาบกับนันทา พวกเขาไม่ได้ขึ้นตู้ชั้นสองด้วยกันกับพาติลและหริ และยืนรอเพื่อที่จะขึ้นไปยังขบวนรถทันทีเมื่อทุกอย่างพร้อมจริงๆ

"กรุณาขึ้นไปบนรถอย่างเป็นระเบียบนะครับ!!" เจ้าหน้าที่นายหนึ่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้โดยสารทราบ "ขบวนนี้จะรองรับผู้โดยสารชั้นสามได้แค่หนึ่งร้อยสิบคนเท่านั้นคระ...อ้า!!"

"ไปเถอะ!!" นันทาใช้มือของเขาแหวกฝูงชนผู้โดยสารนับร้อยขึ้นไปยังบนรถ
"อืม..." ปัญจาบก็ตามนันทาขึ้นไปบนรถเหมือนกัน

ทันใดนั้นเองผู้โดยสารที่มารอขึ้นขบวนรถต่างก็เบียดเสียดเข้าไปจับจองพื้นที่โดยสารจนกระทั่งเต็มคันรถ ทางด้านพาติลและหรินั้นค่อนข้างสะดวกสบายพอสมควร เพราะตู้โดยสารชั้นสองนั้นมีผู้ใช้บริการไม่ค่อยเยอะ ถึงแม้ว่าตู้จะเต็มทุกคัน เมื่อพาติลชะเง้อหน้าต่างมองออกจากภายในรถ จะเห็นว่ามีผู้โดยสารตกค้างอยู่ที่สถานีไม่ถึงห้าสิบคน ซึ่งอาจจะเป็นความผิดหวังของผู้โดยสารที่จะไปลงยังสถานีปลายทางอย่างอินทรานครก็ได้

"พาติล..." หริถามพาติล เมื่อได้ที่นั่งตามหมายเลขเรียบร้อยแล้ว "เป็นอะไรไปน่ะ??"
"รุ้สึกไม่ค่อยจะดีเลย..." เสียงพาติลดูหดหู่ลงไปครึ่งหนึ่ง "ที่ให้ปัญจาบกับนันทามาลำบากเพราะหนังสือเล่มนี้แหละ"
"เป็นอะไรไปหรือ??" เสียงปัญจาบโทรจิตมาหา "เราไม่เห็นจะเป็นไรสักหน่อยนึง เนี้ย...ตอนนี้เราอยู่บนรถชั้นสามอัดยังกับปลากระป๋องแฮะ นันทาเขาก็ปกติดี"
"เฮ้ออออ..." พาติลถอนหายใจ หยุดการสนทนาทางโทรจิตกับปัญจาบ

"วู้นนนนนนนนนนนนนน..."

"ขณะนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมการเดินรถ ได้ให้สัญญาณปล่อยขบวนรถเร็วหมายเลขสิบสองสายกัลลัตตา ปลายทางสถานีอิทรานคร ผู้โดยสารโปรดระมัดระวังอันตรายจากการเดินทางด้วยค่ะ ขอขอบคุณที่ใช้บริการ..."

"ครืกกกกกกกก..."
"ฟิ้ดดดดดด!!!"

สิ้นเสียงประกาศจากทางสถานี จู่ๆ เสียงคำรามเครื่องยนต์ดีเซลก็ดังกึกก้องแต่ไกล ตู้โดยสารขยับเขยื้อนและมีเสียงขอพ่วงดังตามทิศทางที่หัวรถจักรลากไปข้างหน้า ตู้โดยสารเริ่มเคลื่อนขบวนไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งมีความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตู้โดยสารโยกคลอนไปตามแรงสั่นสะเทือนระหว่างแคร่ของตัวรถกับรางขนาดหนึ่งร้อยปอนด์ ผ่านจุดตัดถนนของเมื่องกรีฑากร ควันดำจากการเผาใหม้ของเครื่องยนต์นั้นทำให้ทัศนวิสัยสองข้างทางดูหม่นหมองเพียงเล็กน้อย ขบวนรถเริ่มมีความเร็วเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ทัศนียภาพสองข้างทางกำลังวิ่งสวนทางด้วยความเร็วเท่าๆ กัน

"วู้นนนนนนนนน...วู้นวู้น!!"

"วูมมมมมมมมม..."
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

เสียงหวีดจากหัวรถจักรดังขึ้นเป็นระยะ วิ่งผ่านย่านชุมชนสองข้างทาง เด็กๆ ยืนมุงดูขบวนรถด้วยความตื่นเต้น และน่าสนใจ มุมมองจากหน้าต่างรถนั้นมองเห็นวิถีชีวิตที่แออัดในย่านชานเมืองกรีฑากรได้อย่างชัดเจน ช่างเป็นวิถีชีวิตอีกแง่มุมหนึ่งของสังคม บางครั้งก็ได้ยินเสียงลมตีขึ้นมาเมื่อวิ่งผ่านสะพานเหล็กข้ามแม่น้ำอีกด้วย

"เฮ้อออออ..." พาติลรู้สึกหงอย เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง หลังจากขบวนรถวิ่งออกมาจากสถานีมาประมาณครึ่งชั่วโมง "เซงจิต"
"ครอกกกก.กกก...." เสียงนอนกรนของหริก็ทำให้พาติลแย่ลงไปอีกเช่นกัน
"หริจังเอ้ยยยย..." พาติลบ่นอุบเงียบๆ รู้สึกรำคาญ อยากผลักหริออกจากตัวของเธอ "จะนอนกรนใกล้ฉันทำไมเนี้ย"

"ขอโทษนะครับ" พนักงานตรวจบัตรโดยสารมาถึงพอดี "ขึ้นมาใหม่ใช่ไหมครับ??"
"ค่ะ" พาติลตอบ และยื่นบัตรโดยสารให้เจ้าหน้าที่กำกับ "นี่ค่ะตั๋ว"
"อืม..." พนักงานฯ กำลังตรวจสอบและกำกับบัตรโดยสาร แล้วเหลือบไปเห็นบัตรห้อยคอของพาติลและหริ "ขอโทษนะครับ"
"อะไรอีกล่ะคะ??" พาติลสงสัย "ดิฉันก็ยื่นตั๋วให้กำกับแล้วหรือยังไงค๊ะ"
"เอ่อ..." พนักงานตรวจบัตรฯ พูดเพิ่มเติม "ผมหมายถึงบัตรที่คุณทั้งสองคนห้อยคออยู่ครับ... ขอตรวจสอบหน่อย"
"นี่ค่ะ" พาติลยื่นบัตรที่ห้อยคออยู่ให้พนักงานฯ ตรวจสอบ
"ครับ" พนักงานฯ ตรวจสอบเสร็จเรียบร้อย และคืนบัตรกลับไปให้ "อาสาสมัครกองกำลังกัลกีจริงๆ ด้วย"
"มีอะไรเพิ่มเติมอีกมั้ยค๊ะ??" พาติลพยายามถามข้อกังขาของพนักงานฯ
"อ่ะ...เปล่าครับ" พนักงานฯ สะดุ้ง พยายามถอยออกห่างจากพาติลกับหริ "ไม่มีอะไร...เชิญครับผม"

"วู้นนนนนนนนน...วู้นวู้น!!"

"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"ขึ้นใหม่ชิดในหน่อยนะนายจ๋า!!" พนักงานตรวจบัตรโดยสารชั้นสามเดินจังก้าขยับมือที่ถืออุปกรณ์ตรวจบัตรโดยสาร "ยื่นตั๋วมาให้ตรวจได้เลยครับ!! ขอบคุณ"
"นี่ครับ" ปัญจาบยื่นบัตรโดยสารให้ตรวจ
"เรียบร้อยแล้วครับผม" พนักงานฯ คืนบัตรโดยสารให้ แต่เหลือบไปเห็นบัตรที่นันทากับปัญจาบห้อยคออยู่ "โอ้ว...อาสาสมัครกัลกีนี่ เชิญตามสบายครับ"

"กระเป๋ารถเมล์เก่าแน่ๆ" นันทา ปัญจาบ กับอัคราพูดพร้อมกัน

"ถั่วมั้ยนายยยย...ถั่ว!!!" จู่ๆ พ่อค้าเร่บนรถโผล่มาไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียง "มีถั่วลันเตา ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วปากอ้า...ถั่วดำ... นะนายยยยจ๋าาาาาา!!"
"เหวอออออ..." นันทา ปัญจาบ กับอัคราอุทานพร้อมกันอีกต่างหาก

"เออ" เสียงอัคราถามปัญจาบกับนันทา "นึกยังไงถึงต้องให้คล้องบัตรสมาชิกอาสาสมัครนี่ล่ะ??"
"ตอบยากนะ..." ปัญจาบนึกไม่ออก พยายามคิดตามน้ำไปเรื่อยๆ "ต้องลองใส่ดูก่อน"
"เผื่อว่าเราจะสามารถใช้สิทธิอะไรบางอย่างก็ได้" นันทารู้เรื่องพอเข้าใจ "อย่างเช่นส่วนลด หรือการอนุญาตอะไรทำนองนั้น"
"งั้นก็ดีสิ" เสียงอัคราสอดแทรก "งานของข้าจะได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน"

"โรตีมั้ยจ๊าาาา...โรตีมั้ยนายย" เสียงแม่ค้าเร่ชาวมุสลิมตะโกนขายของด้วย "โรตีสักชุดมั้ย??"
"ยังไม่หิวครับ" ปัญจาบตอบ "ยังไม่เอาตอนนี้หรอกนะ"
"เดี๋ยวครับแม่ค้า..." นันทาเรียกแม่ค้าเพื่อซื้อของ "ขอชุดนึง สามสิบรุปีนะ"
"ค่า..." แม่ค้าชาวมุสลิมตอบรับ และหยีบถุงโรตีให้กับนันทา แลกกับเงินสามสิบรุปี "ขอบคุณนะคร้าาา"
"เฮ้ย!!" ปัญจาบอุทาน "แต่ฉันยังไม่หิวนะเฟ้ย"

ตัดกลับมาที่ตู้โดยสารชั้นสองที่พาติลกับหรินั่งอยู่ เหตุการณ์กลับซบเซากว่าเดิม ตู้รถไฟที่ดูเงียบสงัด มีพนักงานเดินไปมาตลอดทั้งตู้รวมถึงเจ้าหน้าที่ขายอาหารและของทานเล่นเหมือนตู้ชั้นหนึ่ง แต่เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อพวกเธอได้ยินเสียงโวยวายจากอีกตู้หนึ่งโดยบังเอิญ

"ว้ายยย...ว้าาาายยยย!! โอ้ยเจ็บ!!"
"ใครก็ได้...ช่วยที เมียข้า...!!"

"อะไรน่ะ!!" พาติลกับหริลุกขึ้นพร้อมกัน เมื่อพวกเธอได้ยินเสียงตะโกนดังๆ ชัดเจนมาก
"ต้องเกิดเรื่องแน่ๆ" เสียงนฤมาณีออกอาการงงๆ "ไปดูกันเถอะ"

"เกิดอะไรขึ้นครับ!!" พนักงานนานตรวจบัตรโดยสารรุดมายังจุดเกิดเหตุ
"อ่า...เมียข้า เจ็บท้องน่ะครับ!!" เสียงของชายผู้หนึ่งพูด "ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ครับ!!"
"โอย...โอย...โอ้ยยยยยย!!"

"โครม!!"

พาติลกับหริผลักประตูระหว่างตู้เข้ามาพอดี พบว่าบริเวณที่นั่งใกล้กับห้องน้ำมีคนกำลังขอความช่วยเหลือ แต่พวกเธอก็เอะใจว่าประตูห้องน้ำด้านซ้ายถูกเปิดไว้ และมีร่องรอยการใช้งานกันหลายๆ คน ซึ่งแทบจะดูไม่ออกว่าก่อนหน้านั้นใครใช้ห้องน้ำบนตู้นี้เป็นคนสุดท้าย แต่ที่แน่ๆ มีผู้โดยสารในตู้ชั้นสองแห่มุงดูความผิดปกติอยู่ข้างๆ

"จอกแจก...จอแจ"
"ซุบซิบ..."

"ขอทางหน่อยค่ะ!!" หริแหวกฝูงชนเข้าไปดู ตามมาด้วยพาติล "ขอโทษนะคะ..."
"โอ้วมหาเทพ!!" พาติลตกใจ เมื่อเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเจ็บปวดทุรนทุรายกับชายที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กัน "เธอ...เธอกำลังจะคลอดน่ะ"
"จริงเหรอ!!" ชายคนนั้นพูด "นั่นเมียของข้าเอง"

"มัวช้าไม่ได้แล้ว" หริเริ่มไม่ไว้วางใจกับเหตุการณ์แบบนี้ "ต้องช่วยพวกเขา..."
"จะทำแบบนั้นได้หรือหริ!!??" พาติลไม่เชื่อว่าหริจะทำคลอดเก่ง "เธอเองไม่ใช่หมอตำแยน๊ะ!!"
"เอาเถอะน่า!!" หรินั่งลงตรงหน้าผู้หญิงท้องแก่คนนั้น "ถกสาหรี่ขึ้น...ถ่างขาออกด้วยค่ะ"
"เอาจริงสินะ..." พาติลเริ่มจะได้สติกลับคน พยายามหาทางช่วยอีกแรง "ภัณฑเวดา!! ขอผ้าผืนยาวๆ หน่อย!!"

"แว้บบบบบบ!!"

"ฟืบบบบ..."

ผ้าสีเขียวอ่อนๆ ถูกกางออกบดบังสายตารอบๆ ที่นั่ง ทุกอย่างพร้อมแล้วสำหรับภารกิจฉุกเฉินของพาติลและหริ

"เอาล่ะ...จับให้มั่นนะคะ" พาติลออกคำแนะนำ "หายใจลึกๆ ดี...ดีมาก"
"พร้อมแล้ว...นับถึงตะติยะเมื่อไร ใส่เต็มที่เลยนะคะ" หริบอกผู้หญิงท้องแก่ใกล้จะคลอดให้เตรียมพร้อม "ปฐมะ...ทุติยะ...ตะติยะ!! เอ้า!!"

"ฮิ้ยยยยยยยยย...!!!"
"โอ้กกกก....โอ้ยยยยยยยย!!"

"เด็กในครรภ์ยังไม่เห็นออกเลย" พาติลคาดการณ์เอาไว้ "มันต้องมีปัญหาอย่างอื่นแน่...นฤมาณี ช่วยหน่อยนะ"
"ได้สิ!!" เสียงนฤมาณีตอบสนอง ใช้พลังจากจิตใต้สำนึกพาติลมองดูภายในครรภ์ เหมือนอัลตร้าซาวด์ไม่มีผิด "ข้ามองเห็นเด็กในครรภ์แล้วล่ะ"
"เป็นไงบ้าง??" หริกระซิบถาม
"เธอบอกว่า..." พาติลอธิบายเบาๆ ข้างหูหริ "ตัวเด็กมีขนาดใหญ่กว่าที่จะคลอดออกมาได้ ถ้าไม่รีบทำอะไรสักอย่าง ผู้หญิงคนนี้กับเด็กในครรภ์อาจจะเสียชีวิตได้"
"ห่ะ..." หริคิดอะไรอย่างหนึ่งออกมาได้แล้ว "ต้องขยายมดลูก แล้วก็ช่องกระดูกด้วย โอกาสรอดจะเป็นครึ่งหนึ่งล่ะนะ"
"แล้วเธอจะทำยังไงเล่า??" พาติลถาม

"อ่ะ...ฮ้าาาาากกกก...อ้าาาาายยยย!!"

"เสียงร้องดังมากเลยล่ะ" พาติลทนเสียงร้องไม่ได้ และพยายามจะบอกหริ "แสดงว่า..."
"เอาล่ะคะ" หริออกคำสั่ง "ถ่างขากว้างๆ อีกที พาติล...จับบล๊อกไว้ด้วยล่ะ"
"หือ??" พาติลออกอาการงงๆ

"ปึก!!"

"โอ้ยยยยยยยย!!"

"พาติล...หาน้ำร้อนจากเคหเวทยาให้ที" หริใช้มือที่ยังว่างๆ เรียกบ้านเวทมนต์ออกมา "เร็วๆ หน่อยนะ...ตรงนี้กำลังจะไปได้สวยแล้ว ปล่อยมือได้เลย"
"ในบ้านมีเครื่องทำความร้อนที่ปัญจาบไม่ได้ใช้งานด้วย" พาติลรีบแตะหลังคาเพื่อเข้าสู่เคหเวทยาทันที "อาจจะใช้แทนกันได้นะ"

"ปฐมะ...ทุติยะ...ตะติยะ!! เอ้า!!"

"อื้บบบบบบบ!!...โอ้ยยยย!!"

"จะทำยังไงดี...จะทำยังไงดี" ชายคนนั้นเดินไปเดินมาด้วยอาการกังวลใจ "ข้าอยากเห็นลูกเหลือเกินนนนน"
"นายๆ" จู่ๆ มีชายลึกลับอีกคนมาทัก "จ้างยี่เกพเนจรสักหน่อยมั้ยนาย จะได้ออกแขกช่วยนะนายจ๋า..."
"หืยยยยยยย..." ชายผู้นั้นเริ่มจะออกอาการวางมวย "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันฟะ!! ไปๆๆๆ!! วู้...รำคาญ!!"
"เหว๋ยยยยยย!!"

"วาบบบบบ!!"

"มาแล้วๆ!!" พาติลปรากฏตัวทันทีพร้อมกับของที่เธอคิดว่าจำเป็น และใช้งานตอนนี้ได้
"ดีเลย...สักครู่" หริยังคงต้องทำงานนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทุกอย่างกำลังจะลุล่วงอยู่แล้ว "อีกนิดน๊ะ...ใกล้เห็นหัวเด็กแล้ว เอ้า!!"

"อื้บบบบบบบ!!...โอ้ยยยย!!"

"ปฐมะ...ทุติยะ...ตะติยะ!! เอ้า!!"
"อื้อออออ...โอ้ยยยย!!"

"ใกล้แล้ว!!" หริเร่งทำคลอดให้เร็วสุดชีวิต "อีกนิดเดียว"
"โอ้มหาเทพ!! หัวเด็กโผล่แล้วอ่ะ!!" พาติลตกใจกับภาพที่เธอมองเห็น

"ปฐมะ...ทุติยะ...ตะติยะ!! เอ้า!!"
"อ้าาาาาา...!!"

"ตอนนี้ล่ะ!!" หริไม่รอช้า รีบจัดการอะไรสักอย่าง "เอ้า!!"

"กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!"
"ว้าย!!"

"พรืดดดดด"
"พรวดดด...."

จู่ๆ รอยเลือดกระเด็นออกมา เหตุการณ์ทุกอย่างหยุดลง ชายคนนั้นอึ้ง นึกไม่ถูกว่าเขาเองจะดีใจ หรือเสียใจกันแน่ ท้ายที่สุดก็จบลงจนได้

"อุ...อุหว่ะ...อุแว้...แว้!!!!"

"ละ...ลูก...ลูกข้า เมียข้า!!" เสียงชายคนนั้นตะลึง ดูสะอื้นมาก "ไม่เป็นไรใช่ไหม??"
"ค่ะ...ปลอดภัยทั้งคู่..." หริตอบด้วยอารมณ์เย็นๆ "คุณได้ลูกชาย ยินดีด้วยนะค๊ะ"

"ลูกชายหรือ..." ชายคนนั้นเก็บอาการไว้ไม่อยู่ เฮฮาด้วยความดีใจสุดขีด "ไชโยววววววว!!...วู้ววววววว!!"

หริออกมาพร้อมกับเด็กทารกห่อผ้าสีขาวอย่างดี มือขอเธอนั้นเปื้อนเลือดอย่างเห็นได้ชัด พาติลจัดการดึงผ้าที่ปิดเป็นม่านบังตาออกให้หมด เป็นอันว่าพวกเธอนั้นสามารถทำคลอดสำเร็จจนได้

"ปัญจาบ...ปัญจาบ" พาติลโทรจิตหา "อยู่หรือเปล่า"
"อยู่สิ..." เสียงปัญจาบตอบรับโทรจิตของเธอ "มีอะไรหรือ??"
"นายมีโทรศัพท์มือถือใช่ไหม??" พาติลพูดขอความช่วยเหลือบางอย่าง "ถ้ามีช่วยโทรเรียกรถฉุกเฉินที..."
"ว่าไงนะ...!!" ปัญจาบตกใจ แต่ก็ทราบอยู่ว่าเธอกับหริทำวีรกรรมอะไรขึ้นมา จึงโทรจิตตอบกลับพาติล "อ๋อ...เข้าใจแล้ว สถานีหน้าขบวนรถจะจอดแล้วล่ะ ได้ยินเสียงวิทยุ ว. มาพอดี"

"หวอออออออ...อออ"

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"เอี๊ยดดดดด...เอี๊ยดดดดดดดดด!!"
"เอียกกกกกก...."
"วิ้งงงงงง...งงง"
"ครึก!!"

รถไฟชะลอความเร็วลงเป็นระยะๆ ข้างหน้ามีแสงสีแดงวาบเป็นจังหวะจากมุมใดมุมหนึ่งของอาคารสถานี รถฉุกเฉินพร้อมเจ้าหน้าที่มายืนรออยู่ที่ชานชาลา เพื่อลำเลียงผู้ป่วยจากการทำคลอดส่งไปยังโรงหมอในระยะใกล้การปฏิบัติงาน พาติลชะโงกหน้าต่างแหงนมองป้ายประเพณีของสถานีนี้ ซึ่งเขียนตัวอักษรทั้งภาษาเทวนาครีและภาษาบริสโตเนี่ยน

"สถานีอัลบา ฟอเรสไซท์"
"ลงจากสถานีนี้ไปเมืองสมุทรเทวี"

เมื่อผู้ป่วยจากตู้ข้างที่พาติลกับหรินั่งอยู่ถูกลำเลัยงขึ้นรถฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว จะพบว่ามีผู้โดยสารบางส่วนลงที่สถานีนี้เพื่อไปต่อรถโดยสารไปยังเมืองอืนๆ ที่อยู่ละแวกใกล้เคียง รถลากรับจ้างจอดเรียงรายไปตามรั้วของสถานี อีกฟากหนึ่งเมื่อข้ามชานชาลาที่สองจะเป็นอาคารพานิชย์ชั้นเดียวตั้งอยู่ริมถนน สลับกับอาคารสมัยใหม่ร่วมกลมกลืนไปด้วย ที่นี่ยังมีคนพลุกพล่านพอสมควรเพราะเป็นเมืองเล็กๆ บรรยากาศตอนนี้กำลังจะพลบค่ำในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี่เอง

"ปัญจาบๆ" นันทาเตือนเขา "ที่นั่งว่างแล้ว นายไปนั่งตรงนั้นเหอะ"
"จริงหรือ??" ปัญจาบหันไปเห็น และเข้าจับจองทันที "ขอบใจ"
"ถึงแม้จะไม่ค่อยละดวกสำหรับนาย" นันทาหาที่นั่งคุยกับปัญจาบ และก็เจอพอดิบพอดี โดยนั่งกันอยู่คนละด้าน ข้างๆ ประตูเข้าออก "แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไป"
"เสียดายจริงๆ" ปัญจาบถอนหายใจ เมื่อความมืดเข้ามาเยือน "มืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็นเลย"
"ไม่นิ..." นันทาพูดเหมือนกับมองโลกในแง่ดี "ไฟเขาก็เปิดให้อยู่แล้ว นั่นไง..."

ไฟนิออนประจำตู้สว่างขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำให้ตู้โดยสารรถไฟทุกๆ ตู้หลุดพ้นจากความมืดออกมาได้ ปัญจาบนั่งมองไปรอบๆ จะพบว่าผู้โดยสารอยู่ในอาการง่วงเหงาหาวนอน บางคนต้องทนแบกสัมภาระขนาดใหญ่ไว้บนหลังตลอดเวลา จะมีเพียงผู้โดยสารที่เป็นเด็กเท่านั้นที่นั่งหลับไม่รู้เรื่อง บ้างก็อยู่ไม่เป็นสุข บ้างก็รู้สึกอึดอัดเมื่อต้องมาเบียดเสียดกันในตู้โดยสารชั้นสาม ทว่ายังมีพ่อค้า แม่ค้า แหกปากขายของกันระหว่างตู้เป็นระยะๆ ให้ผู้โดยสารรำคาญใจอีกด้วย และเป็นเวลาเดียวกันที่ขบวนรถไฟออกจากสถานีมาแล้ว

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"ยี้!!!" พาติลรู้สึกขยะแขยง เมื่อหริเข้าไปในห้องน้ำประจำตู้โดยสารชั้นสอง หลังจากผ่านเหตุการณ์มาสิบห้านาที "ล้างคราบเลือดเสร็จยัง!!"
"รอเดี๋ยวสิ!!" หริตะโกนออกมาจากห้องน้ำ ผสมกับเสียงน้ำที่ดังออกมา "ยิ่งล้างยากด้วยสินะ"

"แกรก!!"
"แอ๊ดดดด..."

"เอ้า!!" หริเปิดประตู เดินออกมาจากห้องน้ำ พร้อมกับผ้าขนหนู และก้อนสบู่ "นี่สบู่เวทมนต์ของเธอ"
"ขอบใจ" พาติลรับเอาไว้ แล้วรีบเดินเข้าไปในห้องน้ำทันที
"ให้ตายสิ...พาติลจัง" หริเกิดอาการเคลิ้มขึ้นมา "ใช้แล้วเหมือนอยู่ในสรวงสวรรค์ชัดๆ เลยนะ"

**************

"ซ่าาาาาา...ซ่าาาา!!"
"ซ่าาาาาา..."

"เอาแล้วไง" หรินั่งรอพาติลเหมือนเดิม แต่รู้สึกว่าใช้เวลามานานกว่าปกติ
"สงสัยพาติลอาบน้ำไปด้วยนะ" เสียงนฤมาณีดังจากจิตใต้สำนึกของหริ "รวบยอดทีเดียวเลย"
"เอ้า..." หริสื่อสารกับจิตใต้สำนึกของเธอเอง "ไม่อยู่กับพาติลจังหรอกหรือ??"
"ไม่ล่ะ" เสียงนฤมาณีดูหดหู่ใจเพียงนิดเดียว "ไม่อยากรบกวนหล่อนมากเกินไปนะ"

"ภัณฑเวดา...แป้ง!!"

"วาบบบบบ..."
"วูมมม"

"กว่าจะมาได้นะ พาติลจัง" หริเห็นพาติลเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี "กลิ่นหอมมันฟ้องขึ้นมาจริงๆ น๊ะ"
"ฮ้าาาาา...สบ๊าย...ซาบายยยยย" พาติลดูสุขกายสบายใจขึ้นทันตา และกลับมานั่งที่เดิม "หาอะไรกินหน่อยมั้ย??"
"ก็ดีนะ..." หริตอบตกลง และหยิบเคหเวทยาออกมา "จะได้ไปเข้าไปทำของกินให้"
"ไม่ๆๆๆ" พาติลปฏิเสธ "อย่าลืมสิว่าตอนนี้ปัญจาบกับนันทาอยู่กันคนละตู้กับพวกเรานินา"
"ห๋าาาา..." หริอุทานด้วยความสงสัย "ทำไมหรือ??"
"ถ้าทำอย่างนั้นล่ะก็..." พาติลอธิบายด้วยเหตุผลรวมๆ "ปัญจาบกับนันทาก็ไม่ได้กินด้วยล่ะสิ"
"แล้วจะทำยังไงดีล่ะเนี้ยยยย..." หริและพาติลจนปัญญากับเรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"จ๊อกกกกกก....จ๊อกจ๊อกกก"
"เอือออกกก"

"หิวจังเลยเฟ้ยยยย..." ปัญจาบอยู่ในสภาพอ่อนแรง หลังจากที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนอกจากน้ำลายของตนเอง
"เสียงท้องร้อง..." นันทาอดขำไม่ได้กับความรู้สึกแปลกๆ ของปัญจาบ "ยังกับหวีดรถไฟเลยเน๊อะ!!"
"ก็นั่นน่ะแหละ" ปัญจาบพึมพำ รอพ่อค้าแม่ค้าบนตู้โดยสารมาโปรด "เมื่อไรจะมีคนมาขายของผ่านมาซักทีล่ะเนี้ย??"
"เอาเข้าไป..." นันทารับมุขงี่เง่าของปัญจาบได้ทัน "แล้วทำไมตอนนั้นไม่กินโรตีกันฉันเล่า"
"ตอนนั้นมันยังไม่หิวนินา" ปัญจาบตอบด้วยความอิดโรย
"ปัญจาบ...นันทา!!" เสียงอัคราดังขึ้น "มีคนส่งของมาให้ทางโทรจิตน่ะ"
"อะไรนะ!!" ปัญจาบลุกขึ้นนั่งคุยกับอัคราด้วยความตกใจ

"เรียกออกมาก่อนเถอะน่า" เสียงพาติลโทรจิตตามมา "หริจังเขาทำมาให้น่ะ รีบๆ กินซะ!!"
"เออน่า!!" ปัญจาบกับนันทาโทรจิตกลับไปพร้อมกัน "ภัณฑเวดา...ข้าวกล่อง!!"

"วาบบบบบ..."

"ทำได้ยังไงนะ" นันทาประหลาดใจเมื่อสิ่งของมาอยู่ในตัว "ข้าวกล่องยังส่งมาได้ขนาดนี้เลยหรือ??"
"เออวุ้ย..." อัครานึกขึ้นมาได้ "เวทย์กระเป๋าสามารถรับส่งของกันได้ในเครือข่ายด้วยนะ"
"ยังไงหรือ...??" ปัญจาบสื่อสารกับอัครา ในขณะที่เขาเปิดกล่องรับประทานอาหารทันที "ไม่เข้าใจ"
"ตอนนั้นนายน่าจะจำได้นะ" เสียงอัคราอธิบาย "ตอนที่พาติลเอาเคหเวทยาออกมาจากกระเป๋าของนายได้ แล้วก็ตอนที่พาติลโดนยัยเมซซี่นั่นเทเลพอร์ตมาขโมยหนังสือต้องสาปยังไงล่ะ"
"เวทย์กระเป๋านี่ก็เป็นเหมือนดาบสองคมอยู่หรอกนะ" เสียงหริโทรจิตมาพูดคุยด้วย "ต้องระวังเอาไว้ตลอดเวลาเลย"
"เป็นไงมั่ง ตู้ชั้นสามของพวกนาย" พาติลโทรจิตมาถามสารทุกข์สุขดิบบ้าง
"ก็สบายดีนะ..." นันทาโทรจิตตอบกลับบ้าง และพยายามกลืนกับข้าวลงไปทีละคำ "เบียดๆ กันนิดหน่อยก็พอได้"
"อืม..." หริโทรจิตตอบรับ "ไหนๆ ก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ไม่อะไรทำก็มานั่งลองเวทย์กันเล่นๆ ไปมาก็ได้นะ"
"เดี๋ยวสิหริจัง!!" เสียงโทรจิตพาติลดังแทรก "จะเล่นอะไรแผลงๆ แบบนี้ไม่ได้น๊ะ!!"
"อ่ะจ้าาาา" เสียงโทรจิตหริฟังดูเขินๆ
"นี่พวกเธอกินข้าวกันหรือยังล่ะ??" ปัญจาบโทรจิตถาม
"ยังเลย..." พาติลโทรจิตตอบ "พวกนายกินกันไปก่อนเถอะ"
"อืมๆๆ" ปัญจาบพยายามรวบรัด และสิ้นสุดการสนทนาทางโทรจิตทันที "แค่นี้นะ..."

"เอาล่ะ..." พาติลวางข้าวกล่องฝีมือหริไว้ตรงหน้า เธอทำหน้าเหมือนเข้าถึงเทพเจ้า และหริก็ทำด้วยเหมือนกัน "หริจัง พนมมือกันเถอะ..."
"หือ" หริออกอาการงง พนมมือทำท่าเหมือนจะขอพรเทพเจ้าเทพธิดา และพร้อมจะออกเสียงขอพรพร้อมๆ กับพาติล

"อืม...ข้าพเจ้า ขอบูชาเทพเจ้าเทพธิดา ขอบคุณสำหรับข้าวปลาอาหารที่ประทานมาให้ ข้าพเจ้า จะน้อมรับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเทพเจ้าและเทพธิดาในบัดดล บัดนี้ และบัดหน้า... ขอได้โปรดอวยพร..."

"ลุง!! เข้าไม่ได้นะครับ" เสียงเจ้าหน้าที่ประจำตู้ดังขึ้น ทำเอาพาติลกับหริสะดุ้งโหยงไปเลย
"flkfxpokpof;lzkSDnjehpffhrt7trk,v!!" เสียงพูดปริศนาดังขึ้นเช่นกัน

"ฟังไม่ออกเลย" พาติลหมดอารมณ์เพราะเสียงโวยวายนั่น "กำลังจะหม่ำข้าวอยู่แล้วน้าาา"
"เดี๋ยว..." หริกำลังพยายามจับใจความ "เหมือนกับว่าเขาต้องการจะเข้าไปในตู้ชั้นสองนี้แหละ"
"ยังไม่ได้กินข้าวเลยนะ!!" พาติลสีหน้าไม่สบายใจเพราะถูกขัดจังหวะ "โธ่เอ้ย!!"

"ขอโทษนะครับคุณลุง!!" เจ้าหน้าที่ประจำตู้โดยสารชั้นสองห้ามปราม "ลุงจะเข้าไปในตู้ชั้นสองไม่ได้นะครับ!!"
"ลุงไม่มีบัตรโดยสารชั้นสองมายืนยัน" พนักงานอีกคนช่วยกั้นทางเชื่อมตู้รถไฟอีกแรง ไม่ให้ชายแก่ปริศนาเข้าไป "เราก็ไม่อนุญาตนะครับ"
"ylpxofkofkogkyt45t8jnyhl,rnd" ดูเหมือนชายแก่ยังไม่ละความพยายาม ยังออกแรงผลักเจ้าหน้าที่ให้พ้นจางทางเดิน แต่ไม่เป็นผล

"แกรก..."

"ขอโทษนะคะ..." พาติลกับหริเดินออกมาจากประตูระหว่างตู้ "เกิดอะไรขึ้นเนี้ย"
"ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวพวกคุณเลยนะครับ" เจ้าหน้าที่ประจำตู้ฯ พูดด้วยอาการที่หงุดหงิด "เชิญกลับเข้าไปในตู้ก่อนดีกว่านะ"
"แล้วที่ดิฉันได้ยินเสียงเมื่อกี้ล่ะค๊ะ..." พาติลจับเท็จความผิดปกติได้ "ว่ายังไง??"

"ofdm,kbklvlwsru fk7[-9rkw,vp[fxhn-p" ชายแก่ปริศนาพยายามสื่อความหมายให้เข้าใจ

"เขากำลังจะบอกว่าขอเข้าไปในตู้ชั้นสองหน่อย แต่ว่าเขาทำตั๋วชั้นสองหายไป" พาติลแปลความหมายคำพูดของชายแก่นั้นได้ "เข้าใจแล้วหรือยังค๊ะ??"
"อ่ะ...เดี๋ยว" พนักงานอีกคนสงสัย "พวกคุณเข้าใจภาษาของเขาได้อย่างไรกันครับ??"
"เป็นภาษาที่ใช้ในหมู่นักบวช แล้วก็เหล่าจอมเวทย์ด้วยค่ะ" พาติลอธิบายรวบรัด พยายามต่อสู้กับแรงปะทะของลมนอกตู้โดยสารด้วย "เผอิญอาจจะไม่เข้าใจภาษาเทวนาครี หรือไม่ก็..."
"ครับๆๆๆ" เจ้าหน้าที่ฯ เข้าใจความหมายที่ถูกแปลออกมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ยินยอมอีก "แต่ว่าถ้าลุงเขาทำบัตรโดยสารชั้นสองหายไปนี่ ถ้าไม่มีให้เราตรวจล่ะก็ พวกเราจะไม่อนุญาตให้เข้าไปได้นะครับ"

"จะให้ทำยังไงล่ะคะ??" พาติลถามเจ้าหน้าที่ว่าจะให้ทำยังไงต่อ
"f5trm,kvfo0l6leaklknp[[jht[t[" ชายแก่พูดอ้อนวอนอะไรสักอย่าง
"นี่ๆ" หริเสริม "แกบอกว่ามีเงินไม่พอด้วยนะ"
"อะไรนะ!!" พาติลตะโกนกลับเพราะไม่ได้ยินเสียง "ไม่ได้ยินเลย"
"บอกว่าเขามีเงินไม่พอน่ะ!!" หริตะโกนกลับมา

"พวกคุณต้องการจะให้เราออกตั๋วโดยสารชั้นสองใหม่ไหมครับ??" พนักงานฯ ตะโกนแข่งกับแรงปะทะลมด้วย
"เอาล่ะสิ" พาติลงานเข้าอย่างจัง "ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วล่ะน๊ะ เข้าไปขัางในกันเถอะ!!"

เหตุการณ์ระหว่างตู้โดยสารชั้นสามกับชั้นสองยุติลง พาติลและหริสมทบค่าโดยสารเพื่อออกบัตรโดยสารใหม่ให้กับชายแก่ จึงทำให้ชายแก่คนนั้นสามารถเข้าไปยังตู้โดยสารชั้นสองได้โดยสะดวก แต่นั่นก็ทำให้พาติลและหริเหนื่อยใจกับเหตุวุ่นวายในการเดินทางของพวกเธอ หลังจากที่จัดการอาหารกล่องจนอิ่มแล้ว หริได้แต่จ้องมองดูชายแก่ประหลาดนั้น แต่สำหรับพาติลแล้ว เธอดูยังไงก็เห็นได้ว่าชายแก่ปริศนานั้นเป็นนักบวชอยู่ดี แถมที่นั่งก็ดันอยู่ไม่ไกลจากที่นั่งของพาติลกับหริมากนัก

"จะบ้าตาย..." พาติลบ่นเบาๆ ข้างหริ "ทำไมต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้ด้วยนะ"
"แค่เรื่องบังเอิญน่า" หริหันมาคุยด้วย
"เรื่องบังเอิญหรือ..." พาติลหมดมุข "นี่ก็ไปทำคลอดให้เขาแทบลมจับ กับเรื่องตั๋วลุงนักบวชแก่ๆ หายเนี้ยนะ!!"
"รู้สึกแปลกๆ" เสียงนฤมาณีดังออกมาด้วยอารมณ์ขุ่นมัว "เหมือนข้าเจอเบาะแสอะไรบางอย่าง"
"อะไรอีกล่ะเธอ..." พาติลโต้ตอบนฤมาณี "คราวนี้เจออะไรอีกล่ะเนี้ย..."
"ไม่...ไม่ใช่อะไรนักหรอก" เสียงนฤมาณีดูน่าสนใจกว่าปกติ "ข้าแค่อยากจะคุยกับชายแก่คนเมื่อกี้หน่อยนะ"
"ห๋าาาาา..." พาติลประหลาดใจกับความคิดของจิตใต้สำนึกอย่างนฤมาณี

"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

เสียงรถไฟยังคงวิ่งฝ่าความมืดในเวลาสองทุ่มเศษๆ พาติลและหริอยู่ในสภาพที่อึ้งกิมกี่ เมื่อรู้ว่าชายแก่คนนั้นเป็นนักบวช รูปร่างผอมนิดหน่อย นุ่งน้อยห่มน้อยด้วยผ้าเตี่ยวสีเหลือง ผมยาวรุงรังมัดเป็นมวย ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยแต้มสีขาว สีแดง และสีเหลือง ทาทั้งตัวให้เป็นสีขาวด้วยแป้งฝุ่นหรือไม่ก็ไปคลุกขี้เถ้ามา ซึ่งนั่งประจัญหน้าเหมือนไม่เคยเจอกันมาก่อนด้วยอารมณ์เป็นกันเอง

"เอาล่ะสิ" พาติลกระซิบถามหริ "จะพูดยังไงดีล่ะเนี่ย"
"ก็เธอเข้าใจภาษารู้เรื่องนินา" หริกระซิบตอบ "ก็ต้องเป็นเธอสิ..."

"อ่ะ...เอ่อออ...หน่ะ...นมัสการค่ะ"
"ไม่ต้องๆๆ" นักบวชวัยชรารูปนั้นยกมือขวาปรามขึ้น ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องทางการมากนัก "ตามสบายเถอะ โฮะโฮว...แต่ก็ขอบคุณที่ช่วยให้อาตมาเข้ามาได้นะนี่นะ"
"เอ๋..."พาติลแปลกใจ
"ฮึมมมม..." นักบวชวัยชราพูดด้วยความรู้สึกอ่อนโยน "อาตมารู้นะว่าสีกากำลังมีสิ่งที่ต้องการจะตามหาอยู่ และก็มีผู้กล้าคนหนึ่งอยู่ในกลุ่มของพวกเธอเองด้วย"
"รู้เรื่องของพวกเราด้วยเหรอค๊ะท่าน??" เสียงนฤมาณีถามขึ้นมา
"ใช่แล้ว..." เสียงของนักบวชวัยชราเริ่มจะแตกพร่า "จริงๆ อาตมานั้นคือหนึ่งในกลุ่มนักบวชผู้ปลุกเสกพลังให้กับหนังสื่อต้องสาปเล่มนี้ เธอควรจะรู้ดีว่าพวกอาตมาเองก็เป็นผู้ที่สร้างเหล่าเทพเจ้า และเหล่าเทวดาเพื่อบูชาให้เป็นที่พึงของพวกเรา"
"รู้สึกว่าท่าน..." เสียงนฤมาณีต้องการที่จะถามนักบวช "จะดูเลอะเลือนไปมากนะ มันเกิดอะไรขึ้นกับท่านมาหรือเปล่า??"
"ไม่มีอะไรหรอก" เสียงจากจิตใต้สำนึกของนักบวชวัยชราดังตอบ แต่ก็ทำให้คนทั่วไปรับรู้ด้วย "ตอนนั้นอาตมากำลังหมดหนทางที่จะหยุดหายนะของหนังสือต้องสาปนั้นเข้า จู่ๆ จอมยุทธ์ชายหัวสีม่วงพลัมก็เดินชนอาตมาล้มลง และได้รับรู้ถึงพลังความกล้าหาญของเขาเอาไว้"
"อ๋อ...จอมยุทธ์ผมสีม่วงคนนั้นน่ะเหรอ" พาติลเข้าใจอะไรเพิ่มเติมบ้างแล้ว "ที่แท้ก็ปัญจาบนี่เอง..."

"ฮ้าาาาาดดด..เช้ยยยยย!!" จู่ๆ ปัญจาบคันจมูก แล้วออกอาการจามออกมาจนได้ ทำเอาผู้โดยสารที่อยู่ข้างๆ ตกใจ "อุ๊ปส์!! ขอโทษครับผม"

"เป็นหวัดเหรอนายอ่ะ??" นันทาถาม "เห็นลมพัดเข้ามาแรงจนติดแล้วกระมัง"
"ไม่เลย" ปัญจาบยังสบายดี ไม่ได้ป่วยไข้อะไร "ฉันไม่ได้เป็นหวัดซักหน่อยนึง"
"โดนใครนินทาเข้าให้แล้วล่ะ" เสียงอัคราแซวกันเล่นๆ "โดยเฉพาะคนที่พูดถึง หรือพาดพิงตัวนายนี่ล่ะ"
"หือ...จริงสิ!!" ปัญจาบพูด "แต่ใครกันนะที่พูดถึงเรา...อืม...ไม่เข้าใจ"
"ฮ้าาาาววววว..." นันทาออกอาการง่วง และอ่อนเพลียอย่างมาก หลังพิงฝาข้าง คอตกบ้างเล็กน้อย
"ไม่ไหวแล้วหรือ??" เสียงอัครารู้ดีว่าพวกเขาจะนอนแล้ว "งั้นข้าก็ไม่รบกวนพวกเอ็งแล้วกัน ราตรีสวัสดิ์..."
"งั้นพรุ่งนี้เจอกาาาานนนน...ครอกกกกก" ปัญจาบพูดทิ้งท้ายแล้วงีบหลับยาวไปเลย ร่างของเขาตอนนอนหลับก็ไม่ต่างจากนันทาเช่นเดียวกัน

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"รู้สึกว่าพวกเธอเอง..." ตอนนี้นักบวชวัยชรายังต้องคุยกับพาติลไปเรื่อยๆ "ต้องการที่จะเดินทางเพื่อไปตามหาอะไรบางอย่างเกี่ยวกับหนังสือต้องสาปเหมือนกันใช่ไหม??"
"ค่ะ..." พาติลตอบอย่างมั่นใจ "จริงๆ ดิฉันเองก็กำลังตามหาพี่ชายอยู่ด้วย"
"พี่ชายของสีกา ที่ชื่ออะไรนะ...อาซๆ อาซเมอร์ทาร์นนั่นน่ะเหรอ??" นักบวชวัยชรารูปนั้นครุ่นคิด "อาตมาก็ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นตายร้ายดียังไงเหมือนกัน พี่ชายของสีกาคงจะมีสิ่งที่ต้องทำอีกเยอะนอกเหนือจากนี้"
"แล้วท่านรู้อะไรเพิ่มอีกไหมคะ??" พาติลกับนฤมาณีถามพร้อมกัน

"หืม..." หน้าตานักบวชวัยชราดูแปลกประหลาดมากขึ้น ยืนมือมาหาพาติล
"เอ่อ..." พาติลได้แต่งง เมื่อมือของนักบวชยื่นมาหา "ยังไงค๊ะ??"
"แล้วสีกาคิดว่าอาตมาจะทำมิดีมิร้ายหรือไงกัน??" นักบวชวัยชราพูดอย่างอารมณ์ดี "ภัณฑเวดา... หนังสือต้องสาป"
"เอ๋"

"วาาาาาปป"

"ท่านนักบวชรู้ได้ยังไงว่าหนังสือต้องสาปอยู่กับดิฉันหรือคะ??" พาติลเอะใจ เมื่อหนังสือต้องสาปถูกเรียกออกมาโดยนักบวชชรารูปนั้น
"อาศัยจุดอ่อนของเวทย์กระเป๋านี่ยังไงล่ะ" นักบวชวัยชราอธิบายเหตุผล "แต่ก็ต้องพยายามป้องกันไว้ก็ดี ปรับปรุงเวทย์ให้ปลอดภัยขึ้นก็ดี เอาล่ะ..."
"แสดงว่าจะบอกรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับหนังสือต้องสาปนี่...ใช่ไหมค๊ะ??" พาติลลุกขึ้นยืน ยิงถามกลับไปด้วยความตื่นเต้น หริก็ทำเหมือนกัน
"อาตมาเห็นว่ามันดึกมาแล้ว..." จู่ๆ นักบวชวัยชรากลับเปลี่ยนเรื่องไปเฉยเลย "สีกาเองก็หาเวลาพักผ่อนเสียบ้างนะ ขอเจริญพร...หุหุหุ"
"แหงะ..." พาติลกับหริทรุดลงบนที่นั่งเหมือนเดิม คงต้องปล่อยให้นักบวชวัยชรารูปนั้นแยกตัวออกไป "หน่ะ...นามัสเต...เจ้าค่ะ"

ไฟส่องสว่างทางเดินดับลงเป็นบางส่วน ผู้โดยสารเริ่มหาผ้าหนาๆ ปิดตา หาผ้าห่มคลุมตัว ปิดบานหน้าต่างกันลมหนาวข้างนอกพัดเข้ามา เสียงนอนกรนของผู้โดยสารเพียงเล็กน้อยก็ทำให้พาติลและหริปิดหนังตาไม่ลง บวกกับแรงโยกแรงสั่นสะเทือนระหว่างตัวรถกับรางก็ทำให้เป็นอุปสรรคในการนอนหลับบนรถมากขึ้นไปอีก สิ่งที่ค้างคาใจของหริกับพาติลถูกขัดจังหวะด้วยเวลา เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเธอจะได้รายละเอียดเพิ่มเต็มจากนี้ไปอีก ไม่มากก็น้อย

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

เสียงหวีดรถไฟดังสนั่นไปไกล ขบวนรถไฟวิ่งผ่านสองข้างทางที่เป็นทุ่งหญ้ากว้างๆ ในความมืดอันเงียบสงบและหนาวเหน็บ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสิ่งผิดปกติที่กำลังจะคืบคลานเข้ามา อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการก่อการร้ายขึ้นอย่างแน่นอน ในเมื่อสายตาจอมโจรอย่างดัลคาร์นมองไปยังขบวนรถไฟที่มีแสงสว่างจากหน้าต่าง โดยที่ตัวของเขายืนอยู่บนเนินสูงๆ ไม่ไกลจากทางรถไฟมากนัก ด้านหลังของเขามีกลุ่มคนชุดดำ แต่งตัวเหมือนเขาแต่ปิดหน้าปิดตาอย่างมิดชิด

"อืมมม...เวทย์ตรวจจับของเมซซี่มันดีจริงๆ ฉันชักจะสนุกขึ้นมาบ้างแล้วล่ะสิ"

"นายครับ!!" ลูกน้องคนสนิทวิ่งขึ้นมา "พวกเราพร้อมแล้วครับนาย..."
"ดี!!" ดัลคาร์นออกคำสั่งแก่พรรคพวกของเขา "แต่ตอนนี้รอดูท่าทีพวกมันไปก่อน คืนพรุ่งนี้ค่อยลงมือทีเดียว"
"ได้ครับนาย..." ลูกน้องตอบรับคำสั่ง

"แน่นอนที่สุด...!!" ดัลคาร์นพูดกับตัวเอง กำมือไว้แน่นเหมือนมีรอยแผลที่ฝังใจ "หริมีดีอะไร มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรนัก... ซ้ำยังมีเจ้าจอมพลังเข้ามาเป็นพวกอีก แต่ว่าคราวนี้พวกมันจะต้องพ่ายแพ้พลังของข้าเป็นแน่ ถ้ายัยเมซซี่ไม่ขี้ตึดขี้เหนียวเหมือนตอนนี้หรอกเฟ้ย...!!"

"ฮ้าาาาาดดด..ชิ้วววว!!" เมซซี่จามน้ำลายกระเด็น ขณะบริกรรมคาถาเพิ่มพลังให้หิรัญญะในเทวสถานร้าง ท่ามกลางเปลวเทียนสีม่วงดำ "ใครกล้านินทาลับหลังฉันย๊ะเนี้ยยยยย!!
"ชาาาาง...ข๊าาาาวว..เตอะ" เสียงหิรัญญะดูห้วนมาก นั่งหันหลังให้เมซซี่
"เอาเถอะ...ในเมื่อนายดัลคาร์น...อะไรนั่นมันหยอกข้า..." เมซซี่รวบรวมพลังแห่งความมืดใส่หลังหิรัญญะ "แต่พูดได้แค่นี้ก็ดี ข้าจะทำให้แกได้มีพลังกลับมาเหมือนเดิมแน่นอน"

(อ่านต่อด้านล่าง)
แก้ไขล่าสุดโดย VachalenXEON เมื่อ ศุกร์, 23 กรกฎา 2010, 20:52, ถูกแก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
รูปแทนตัวผู้ใช้
VachalenXEON
ยอดฝีมือ
ยอดฝีมือ
 
Posts: 690
ได้เข้าร่วม: พฤหัส, 01 มกรา 1970, 07:00
สถานที่: ราชอาณาจักรบริสโตเนียร์ - AOW - นครราชสีมา บลาๆๆ

Re: [นิยาย]Hindurica - ศึกภารตะมหาประลัย(หัดแต่ง)

โพสท์by VachalenXEON on พฤหัส, 18 กุมภา 2010, 21:47

Stage 08 : ผู้เฒ่าลึกลับ(2/2)

(ต่อจากด้านบน)

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

ขบวนรถเร็วระหว่างเมืองสายกัลลัตตา - อินทรานคร เดินทางเข้าสู่สถานีบุพรานครในอีกยี่สิบกิโลเมตรข้างหน้า เวลาตอนนี้ก็ใกล้จะรุ่งสางเต็มที สภาพสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยทุ่งนาสลับกับหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ชานเมือง มองเห็นเสาไฟฟ้าแรงสูงและถนนใหญ่พาดผ่านเส้นทางรถไฟสายนี้ ผู้โดยสารบางคนรับรู้ถึงเช้าวันใหม่โดยที่พระอาทิตย์ยังไม่ทันควบราชรถสีแดงส้มโผออกมาสู่ท้องฟ้าเสียเลย

"ฮ้าาาาาาา..." ปัญจาบชะโงกหน้าออกทางประตูตู้โดยสารชั้นสาม มีบิดเกีขจคร้านเล็กน้อย "อ่ะ...ฮึบบบบบบ...อาาาาาา"
"ลมเย็นโครตโครตเลยเฟ้ยยยย..." นันทาโผล่ออกมาเหมือนกัน "วู้วววววววววว!!!"

"อีกนานเลยกว่าจะถึงอินทรานคร" ปัญจาบตะโกนแข่งกับแรงปะทะของลม ให้นันทาได้ยิน "อีกสิบแปดกิโลเมตรข้างหน้านี่ล่ะ"
"สถานีต่อไปเหรอ??" เสียงตะโกนของนันทาดังลอดทางเดินด้านประตู "ถ้ามีคนลงสถานีนี้ก็ดีนะสิ ที่จะได้กว้างขึ้นเยอะเลย"
"พวกนายน่ะ!!" เสียงอัคราเตือนทั้งสองคน "ระวังราวสะพานนะเฟ้อะ....!!"

"วูมมมมมมมม....."
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"ฟูวววว..." นันทาและปัญจาบถอนหายใจเมื่อพวกเขาหลบทัน
"ป้ายเขาก็บอกว่าห้ามชะโงกศรีษะออกจากตู้โดยสาร" เสียงอัครานั้นทำให้ปัญจาบกับนันทาสะดุ้ง "แล้วทีนี้เป็นไง!!"
"เอ้า..." นันทาพูดลอยๆ "ก็เห็นคนอื่นชะโงกออกมาดูโลกภายนอกกัน ไม่เห็นเป็นอะไรเลย"
"บอกยากจังเฟ้ย!!" เสียงอัคราดูไม่พอใจอย่างมาก

"ฮ้าาาาาววววว..." ทางด้านของพาติลตื่นขึ้นมาบ้างแล้ว ตัวของเธอและหริอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่
"เอาออกทำไม??" หริตัวสั่นเมื่อพาติลดึงผ้าห่มออก "หนาวอ่าาาา"
"ก็ใครบอกให้นอนละเมอเล่า" พาติลดูวุ่นวายแต่เช้า

"ครึกกกกกกกก.....!!"
"ตึงตึง!!...ตึงตึง!!"

"ว๊ายยย!!"
"เหวออออ..."

"เฮ้ย...อุ๊บส์!!"
"ฮหว๋าาาา..."

จู่ๆ แรงกระชากอย่างรุนแรงก็ทำให้ทุกคนในตู้โดยสารเสียการทรงตัว พาติลล้มคมำไปบนโต๊ะ ผู้โดยสารในตู้ก็ไม่ต่างกันมาก ขบวนรถไฟวิ่งช้าลงจนจวนจะหยุดนิ่ง ซิ่งปัญจาบกับนันทาเองก็แปลกใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นแน่ๆ และตอนนี้ขบวนรถไฟก็ไม่มีทีท่าว่าจะวิ่งต่อไปได้อีกแล้ว

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ!!" พนักงานขับรถจักรเข้ามายังจุดเกิดเหตุ ควันสีดำฟุ้งกระจาย มีกลิ่นไหม้ๆ โชยออกมาด้วย
"เครื่องยนต์ขัดข้องครับ" ช่างเครื่องรายงานแจ้งมา "ได้ยินเสียงแปลกๆ ในห้องเกียร์ แล้วจู่ๆ เสียงก็ดังรุนแรงมากๆ ด้วย"
"คงต้องรื้อเครื่องตรวจสอบกันตรงนี้ล่ะ" ช่างเครื่องระดับหัวหน้าตัดสินใจที่จะซ่อมแซมในตอนนี้ "ระหว่างนี้เดี๋ยวจะ ว. ให้ขบวนรถช่วยอันตรายมาช่วยก่อน ไม่อย่างนั้นการเดินรถอาจจะต้องหยุดชะงักอย่างแน่นอน เตรียมเครื่องมือให้พร้อมเลย..."
"แต่ว่า..." ช่างเครื่องออกอาการก้ำกึ่ง "ข่ะ...เข้าใจแล้วครับ"

"เสียงคนตะโกนโหวกเหวกโวยวายเต็มไปหมด" นันทาเอะใจ เขาคิดว่าต้องเจออุปสรรคอีกเช่นเคย "ทำไมมันต้องเป็นอย่างนี้น้อออ..."
"ได้ยินเสียงวิทยุชัดเจนแฮะ" ปัญจาบตรวจจับการสื่อสารทางคลื่นวิทยุด้วยพลังจิตของเขาได้ "ช่างเครื่องบอกว่า หัวรถจักรคันแรกเครื่องยนต์ขัดข้อง กำลังเร่งหาวิธีซ่อมแซมกันยกใหญ่เลย"
"แล้วเขาว่าอะไรบ้างล่ะ??" นันทาถามปัญจาบ
"ก็..." ปัญจาบกำลังแปลความหมายคลื่นวิทยุที่เขาตรวจจับได้อยู่ "ถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ต้องรอให้ขบวนรถช่วยอันตรายเข้ามาลากไปให้ถึงสถานีอยู่ดีนั่นล่ะ"
"รู้สึกว่า..." เสียงอัคราดูน่าสนใจมาก "ของชอบของปัญจาบกำลังมาถึงแล้วนะ"
"หือ??" นันทาและปัญจาบทำหน้าพิศวงงงงวย

"ขอโทษนะครับ...ขอโทษนะคร้าบบบบบ" พนักงานตรวจบัตรโดยสารชั้นสามคนเดิมเดินเข้ามา "มีใครจะอาสาช่วยกันไปเข็นตู้รถไฟบ้างไหมครับ...อ่ะ...เอ่อ..."

ทุกอย่างดูเคร่งเครียดมากขึ้น เมื่อผู้โดยสารชั้นสามทั้งตู้มองหน้ามายังพนักงานคนนี้ แต่ทว่ามีผู้โดยทีเป็นชายฉกรรจ์ลุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องบอกกล่าว เดินลงไปทางประตูตู้โดยสารด้วยสีหน้าที่ดูยังไงก็ปกติ ไม่หน้าบูดหน้าบึ้งเลยสักนิด

"ลงไปช่วยเข็นกันดีไหมล่ะ??" นันทาออกความเห็น "ลองโชว์พาวเล่นๆ ตอนรถเสียอ่ะนะ"
"เฮ้ย..." ปัญจาบอุทาน แปลกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น "เอาย่างนั้นเลยเหรอ??"
"โหยยย..." นันทาสาธยาย "ยังไงก็ถือว่าเป็นสีสันแห่งชีวิตนะ แค่เรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำกันนี่แหละ"
"ไปก็ไปเฟ้ย" ปัญจาบลุกขึ้น แล้วเดินลงไปนอกตู้โดยสารพร้อมกับนันทา

"เป็นยังไงบ้าง ช่างเครื่อง" เสียงวิทยุจากหัวรถจักรด้านหลังดังมา
"กำลังรื้อเอาฝาครอบห้องเกียร์ออกครับ" ช่างเครื่องนายหนึ่งรายงานผ่านวิทยุสื่อสาร ขณะที่ใช้ประแจเลื่อนหมุนเอาสักรูออก "อาจจะใช้เวลาราวๆ ครึ่งชั่วโมง..."
"สงสัยคงเสียเวลาอย่างมากแน่ๆ" พนักงานขับรถเอามือเกาหัวด้วยความกังวล "คงต้องรอขบวนรถช่วยอันตรายมาลากออกไปอย่างเดียว"
"ไม่ต้องห่วงครับ..." ช่างเครื่องอีกคนหันมาพูด มือจับฝาครอบเตรียมเปิดออก "พวกผมจะพยายามทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับผม"
"ฝากด้วยนะ" พนักงานขับรถจักรพูดให้กำลังใจ "รู้สึกว่าจะมีคนลงมาออกแรงเข็นด้วย"
"หือ...!!"

"เอ้า!!...ฮึบบบบบบบ..."
"ฮึ้ยยยยยยยยยยย..."

"ครืดดด...."
"วิ้งงงงงงง....วิ้งงงงงง"

ทางด้านท้ายขบวนก็มีกลุ่มคนย่อยๆ มาช่วยออกแรงให้รถเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยความที่ขบวนรถมีความยาวรวมสิบห้าตู้ และมีหัวรถจักรพ่วงพหุอยู่ จึงทำให้ขบวนรถเคลื่อนไปอย่างช้าๆ พอๆ กับตอนขบวนรถเบาทางผ่านเขตก่อสร้างอย่างไรอย่างนั้น

"ฮึ้ยยยยยย...ฮึ้บบบบ!!"

"วิ้งงงงงง...วิ้งงงงง...งิ้งงงงง"

"เป็นไงบ้าง" นันทาถามปัญจาบ มือผลักดันตัวตู้โดยสารอยู่
"ไม่ต่างอะไรกับตอนที่รถสกุ๊ตเตอร์เสียนะ...ฮึ้บบบบ!!" ปัญจาบตอบ "แต่นี่หนักว่าเยอะเลย"
"ฮ่ะฮ่า!!" นันทานึกสนุกอะไรขึ้นมา "ที่ผ่านมาเราไม่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่เลยนะ...ฮึ้ยยยย"
"ยังไง??" ปัญจาบสงสัย
"จะใช้พลังมหาศาลนั่นเลยใช่ไหม??" เสียงอัคราถาม "ถ้าใช้ตอนนี้ต้องระวังด้วย ฝ่ายตรงอาจจะมีเวทย์ตรวจจับการใช้พลังงานลึกลับนะ"
"ไม่ต้องห่วง" นันทาพูดด้วยอารมณ์สนุกสนาน "ไม่ได้ใช้เยอะขนาดนั้นหรอกน่า"
"ระวังนะ!!" เสียงอัครากำลังเรียกใช้เวทย์ "กลาดิเอเตอร์ อัพรอร์!!"

"อว๊าาาาา!! อ๊าาาาา..."
"เอ้า!!"
"ฮึ้ยยยยยย..."

"ครืดดดด...วิ้งงงงง"
"ตึงตึง!!......ตึงตึง!!......ตึงตึง!!......ตึงตึง!!"

พลังของปัญจาบกับนันทาเพิ่มขึ้นทวีคูณ ประกอบกับแรงเข็นของชายหนุ่มชายฉกรรจ์อีกหลายชีวิต ทำให้ขบวนรถมีความเร็วระยะหนึ่งพอวิ่งไปได้ ความรู้สึกนี้ถูกส่งผ่านไปยังตู้โดยสาร ตู้แล้ว...ตู้เล่า จนถึงหัวรถจักร สร้างความประหลาดใจแก่พนักงานภายในตัวรถ และผู้โดยสารอีกจำนวนมาก

"เริ่มมีหวังแล้ว!!" ช่างเครื่องสามารถเอาฝาครอบห้องเกียร์ออกสำเร็จ แต่ก็ต้องตกตะลึง "เจอสาเหตุแล้วครับ!!"
"นี่...นี่มัน...โอ้มหาเทพ!!" ช่างเครื่องอีกคนทำใจไม่ได้ "เพื่องเกียร์หลักร้าว..."
"เข้าเกียร์ว่างแล้ว!!" พนักงานขับรถจักรตะโกนบอก "ลองขยับหมุนดูซิ!!"
"ครับ!!" ช่างเครื่องนายหนึ่งสวมถุงมือ แล้วเอื้อมมือไปขยับทดสอบ "รู้สึกมันติดๆ ขัดๆ นะ ถ้าติดเครื่องแล้ววิ่งต่อไปอีก รถอาจจะดับแล้วอาจจะเกิดอันตรายได้อีกครับผม!!"
"และเราก็ไม่มีอะไหล่สำรองด้วย" ช่างเครื่องอีกคนดูเหมือนจะหมดกำลังใจ

"ตึงตึง!!......ตึงตึง!!......ตึงตึง!!......ตึงตึง!!"

"อว๊าาาาา!! อ๊าาาาา..."
"เอ้า!!...ฮึบบบบบบบ..."
"ฮึ้ยยยยยยยยยยย..."

"แย่แล้ว!!" เวทมนต์ใต้จิตสำนึกอัคราอ่อนกำลังลง "หมดระยะการใช้งานแล้วเฟ้ยยย"

"วูมมมม..."

"ตึง......ตึง!!......ตึง!!......ตึง!!"

"เหวออออ..." ปัญจาบกับนันทาเกิดอาการหมดแรงระยะหนึ่งทันที
"มันเกินขีดจำกัดแล้วนะเฟ้ย" เสียงอัคราตะโกนเตือน "ดีไม่ดีอาจจะได้รับบาดเจ็บก็ได้!!"
"คงต้องทำอะไรสักอย่าง...อืมมมม" ปัญจาบรวบรวมความคิดระยะหนึ่ง แล้วดันจุดประกายความคิดนั้นได้ "รู้แล้ว!!"
"เฮ้ยยย..." เสียงอัคราตกใจ เมื่อเขาก็รู้ถึงความคิดนั้นด้วย
"ซ่อมแซมเครื่องยนต์!!" ปัญจาบอธิบาย "คงต้องใช้เวทย์นั่นอีกครั้ง..."
"แล้วเวทย์อะไรล่ะ??" นันทาถาม มือของเขายังดันตัวตู้รถอยู่
"เวทย์ควบคุมเครื่องจักรกล" ปัญจาบขยายความอีกครั้ง "ที่เคยใช้กับรถสกู๊ตเตอร์เราไง"
"อะไรของเขา" นันทาสงสัย แต่เขาเห็นปัญจาบถอนตัวออกมาทันที "ห่ะ...เฮ้ย!! เดี๋ยว..."

ปัญจาบถอยออกมาจากกลุ่มชายฉกรรจ์ หยิบบัตรอาสาสมัครห้อยคอออกมา แล้ววิ่งเลียบตู้ไปที่หน้าขบวน

"ซวบ...ซวบ!!"

"ตึง......ตึง!!......ตึง!!......ตึง!!"

"ซวบ...ซวบ...ซวบ!!"

"เอ๋..." พาติลสังเกตุเห็นชายหัวม่วงวิ่งผ่านจากหน้าต่าง "นั่นปัญจาบนิ"
"ทำอะไรของเขาน้าาา" หรินั่งครุ่นคิด ทำหน้าตาบ๊องแบ๊วอารมณ์ดี

"หืม..." นักบวชชรานั่งมองหน้าต่าง "ต้องใช่เขาแน่ๆ"

"ซวบ...ซวบ...ซวบ!!"
"แฮก...แฮก...แฮก"

"แก้ไม่ได้เลย" ช่างเครื่องหมดอาลัยตายอยาก "รื้อเครื่องขนาดนี้ อาจจะกินเวลาทั้งวันแน่ๆ ครับ"
"รออีกยิสิบนาที" ช่างเครื่องอีกคนได้ยินเสียงวิทยุ "ขบวนรถช่วยอันตรายรอหลีกกับอีกขบวนนึง"
"ให้ตายสิ" ช่างเครื่องอีกคนมีสีหน้าที่กังวล "ไม่อย่างนั้นการเดินรถทั้งหมดอาจจะล่าช้าก็ได้"

"ขอโทษครับ...ขอโทษครับ" ปัญจาบขึ้นมาบนหัวรถจักร
"เฮ้...เดี๋ยว" พนักงานขับรถจักรตะโกนเตือน แต่เหลือบไปเห็นบัตรอาสาสมัครของปัญจาบ "น้องครับ!! น้องขึ้นมาบนนี้ไม่ด๊ะ..."
"อาสาสมัครกองกำลังกัลกี" ช่างเครื่องตะลึง เมื่อปัญจาบเดินเขามาในห้องเครื่อง "มาไม้ไหนเนี้ย??"

"เอ็งเล่นอย่างนี้เลยเหรอวะ..." เสียงอัคราบ่นใหญ่บ่นน้อย "รถสกุ๊ตเตอร์ทำติดแล้วยังไม่เข็ดเลยหรือนี่"
"เดี๋ยวผมดูให้ครับ" ปัญจาบนั่งลงหน้าห้องเกียร์ มองลงไปยังจุดที่ตรวจพบ
"เอ่อ..." ช่างเครื่องทำหน้างงไปชั่วขณะ

"อืม...เฟืองเกียร์ร้าวขนาดนี้" ปัญจาบพินิจวิเคราะห์ และดึงเอาตรีศูลออกมา "ต้องลองดูแล้วล่ะ"
"น้องครับ..." ช่างเครื่องถามเพื่อความแน่ใจ "จะใช้เวทย์แก้ไขปัญหาเลยหรือ?? นี่มันเครื่องจักรกลนะคระ..."

"แมชชินแนชั่น!! ไฮแจ๊คเกอร์!!"
"ห่ะ!!"

"เปรี๊ยะ!!"
"แปร๊บ!!"
"ครึกกกก...ครึกครึก...ครึ..ก"

"เฮ้ย..." พนักงานขับรถจักรตกตะลึง เมื่อเห็นแสงวาบเสมือนมีคนเชื่อมโลหะอยู่ "อะไรน่ะ!!"

"ไม่น่าเชื่อ..." ช่างเครื่องอื้งเป็นแถว เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น "รอยร้าวบนเฟืองหลักหายไป... คราบน้ำมัน คราบเศษโลหะก็ด้วย"
"ลองติดเครื่องดูเลยครับ" ปัญจาบปาดเหงื่อ งานของเขาก็ทำให้ช่างเครื่องสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงทีเหมือนกัน
"อืม..." พนักงานขับรถจักรติดสนใจดีแล้ว "งั้นก็ลองล่ะนะ"

"กึก!!"

"ครึก...ครื่นนนนนน...บรืมมมมม"
"บรืมมมมมมมม...!!"

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"

"ตรีศูล่าาาาาาารร์"
"โอ้วววว...มหาเทพ!! สำเร็จแล้ววววว"

เครื่องยนต์ดีเซลของหัวรถจักรหน้าสุดสามารถใช้การได้อีกครั้ง หัวรถจักรคันที่สองก็ติดเครื่องยนต์รอไว้เหมือนกัน ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมตามปกติ เสียงหวีดหัวรถจักรดังกังวาลไปทั่ว ชายฉกรรจ์รวมถึงนันทาต่างเดินกลับขึ้นไปบนตู้รถโดยสารจนหมด ไม่นานนักขบวนรถไฟก็สามารถเดินทางต่อได้ ถึงแม้ว่าใกล้จะถึงสถานีแล้วก็ตาม

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!!......ตึงตึง!!......ตึงตึง!!......ตึงตึง!!"

"ไง..." เสียงปัญจาบโทรจิตมาหาพาติล "พวกเธอกินข้าวกันหรือยังอ่ะ"
"แล้วเมื่อกี้นายไปไหนมาล่ะย๊ะ??" พาติลโทรจิตกลับด้วยอารมณ์ร้อนๆ "ไปสร้างวีรกรรมอะไรอีกล่ะเนี้ยยย"
"เยอะแยะเลยล่ะ..." ปัญจาบโทรจิตตอบ "แค่นี้ก่อนนะ"
"ด่ะ...เดี่ยวก่อนสิ!!"

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!!......ตึงตึง!!......ตึงตึง!!......ตึงตึง!!"

ช่วงเวลาสายๆ ที่สถานีบุพรานคร คราคร่ำไปด้วยผู้โดยสารทีต้องการจะเดินทางไปกับขบวนนี้ หรือไม่ก็รอขบวนถัดไป สิ่งของสัมภาระถูกวางไว้บนชานชาลา ตอนนี้ขบวนรถเร็วสายกัลลัตตา-อินทรานคร จำเป็นต้องหลีกออกจากรางประธาน ด้วยเหตุการณ์ที่รถเกิดขัดข้องกลางทาง โชคดีที่สถานีนี้เป็นสถานีสับเปลี่ยนหัวรถจักรวิ่งระยะไกล ที่นี่จึงหนีไม่พ้นเรื่องกลิ่นน้ำมันดีเซลที่คละคลุ้งไปทั่วเหมือนน้ำหอมผิดสูตรไม่มีผิด

"โปรดทราบ ที่นี่สถานีบุพรานคร ขบวนที่จอดอยู่ในชานชาลาที่หนึ่งเป็นขบวนรถด่วนพิเศษหมายเลขสามสายอินทรานคร ปลายทางสถานีกรีฑากร ซึ่งกำลังรอเจ้าหน้าให้สัญญาณปล่อยขบวนรถต่อไป สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางไปกับขบวนรถเร็วหมายเลขสิบสองสายกัลลัตตา ปลายทางสถานีอิทรานคร ผู้โดยสารสามารถซื้อบัตรโดยสารได้ภายในสถานีครับ"

"ฟุดฟิดด" เสียงสูดหายใจของพาติลดังเอือกใหญ่ "เหม็นน้ำมันจังเลย ฉุนจะตาย"
"ปิดหน้าต่างสิจะ" หริบอก
"ก็ปิดไม่ได้นี่" พาติลบ่น "มันร้อน เดี๋ยวหายใจไม่ออกนะ"
"เออๆ" หริไม่ขัดใจ "เอ้า"

"นี่สีกา" นักบวชวัยชรารูปเดิมเดินเข้ามาหา "พยายามระวังตัวให้มากต่อจากนี้นะ"
"เอ๋!!" หริกับพาติลสงสัย "ทำไมเหรอคะ??"
"อาตมาเตือนไว้ก็พอ" นักบวชวัยชราพูดเรียบๆ ก่อนจะแยกตัวออกไป "ไม่อยากให้สีกาเองเจอกับหายนะก่อนน่ะสิ"
"คะ..." พาติลดูจะงง "แต่หนูไม่เข้าใจเลยสักนิด..."
"อาจจะเผชิญหน้ากับอริเก่าน่ะ" นักบวชวัยชราบอกเหตุผลสั้นๆ แล้วแยกตัวออกไป "เตรียมตัวให้พร้อมด้วย ขอเจริญพร"
"ด่ะ...เดี่ยว...ท่าน!!"

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"

"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"ขณะนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมการเดินรถ ได้ให้สัญญาณปล่อยขบวนรถเร็วหมายเลขสิบสองสายกัลลัตตา ปลายทางสถานีอิทรานคร ผู้โดยสารโปรดระมัดระวังอันตรายจากการเดินทาง ทางสถานีบุพรานครขอขอบคุณที่ใช้บริการ"

"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

ขบวนรถเร็วหมายเลขสิบสองสายกัลลัตตา-อิทรานคร เคลื่อนออกจากสถานีมาระยะหนึ่งแล้ว ทุกอย่างดูเรียบร้อยขึ้นเมื่อมีการปรับปรุงรูปขบวนรถใหม่ เสริมหัวรถจักรจากการพ่วงหหุเป็นพ่วงสาม เปลี่ยนหัวรถจักรใหม่เข้าทำขบวน และอื่นๆ โดยพวกเขาเชื่อว่าปัญหาแบบนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก เมื่อเวลาผ่านไปจวนจะพลบค่ำ แน่นอนว่ายังดูปกติไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ขบวนรถเริ่มเข้าสู่ช่วงทางลาดชัน มีป่าละเมาะสองข้างทาง ความเร็วของขบวนรถเริ่มช้าลงเพราะกำลังขึ้นเขา ทว่าป่าละเมาะสองข้างทางดูน่าสนใจยิ่งกว่าไหนๆ เลย

ตอนนี้พาติลกับหริในตู้โดยสารชั้นสองนั่งหลับเอาแรง ก็ในเมื่อพวกเธอเจอกับเรื่องที่ไม่เคยคาดคิดมามากพอแล้ว สำหรับปัญจาบกับนันทา เมื่อผู้โดยสารชั้นสามกลับมาเต็มอีกครั้ง พวกเขาไม่มีที่ให้นั่งอีกแล้ว แต่ก็จำเป็นต้องย้ายไปยังตู้โดยสารถัดไป ในที่ที่มีผู้โดยสารชั้นสามเบาบาง บางทีพวกเขาจำใจขึ้นไปเดินบนหลังคาเพื่อหลบเลี่ยงกลุ่มคนเบียดเสียดเป็นบางตู้ เป็นภาพที่น่าหวาดเสียวที่ชินตามากที่สุด และเป็นเรื่องธรรมดาของผู้โดยสารชั้นสาม ดูยังไงก็อันตรายถึงแก่ชีวิตอยู่ดี หากไม่ระมัดระวังขึ้นมา

"วูมมมมมมมมม....."
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"คนแน่นจังว้าาาาา" นันทาบ่นอุบ "นี่ขนาดเราย้ายตู้มาเรื่อยๆ แล้วนะ"
"ทนไปก่อนเลยนะเฟ้ย!!" เสียงอัคราดูเร่งเร้า "พวกเองยังไม่เข็ดอีกเหรอฟะ..."
"เออน่า" ปัญจาบสบถเบาๆ "ไม่ต้องบ่นก็รู้อยู่แล้ว"
"ชิสสส..." เสียงอัคราลงท้ายอย่างหมดอารมณ์

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"ซวบ...ซวบ"
"ซ่าาาาาา"

เสียงแหวกกอหญ้าสองข้างทางรถไฟในเวลามืดค่ำ ซึ่งปกติจะมีสัตว์ป่าออกหากินตอนกลางคืนเหมือนทุกๆ วัน แต่วันนี้กลับไม่ใช่ เพราะเงาตะคุ่มๆ ที่ปรากฏนี่ไม่ใช่สัตว์หากินตอนกลางคืน แต่เป็นชายฉกรรจ์ชุดดำคล้ายโจร หรือไม่ก็มือสังหาร และกำลังทำอะไรบางอย่างทั้งสองข้างทางรถไฟตลอดทาง

"ฟังให้ดี..." เสียงโทรจิตของดัลคาร์นสั่งการพรรคพวกของเขา "ทีมแรกให้บุกกระโจนขึ้นไปบนรถ เราจะบุกเข้าไปจับตัวพวกนักรบต้องสาป และเอาหนังสือต้องสาปนั้นมาให้ได้ เอาง่ายๆ ทำเหมือนกับปล้นรถไฟธรรมดานี่ล่ะ"
"ครับ!!" พรรคพวกกลุ่มหนึ่งรับทราบคำสั่ง
"อีกทีมนึงให้เป็นกำลังเสริม" ดัลคาร์นโทรจิตออกคำสั่ง "กันไว้เผื่อพลาด พวกแกจะมีระเบิดแสวงเครื่อง จุดชนวนด้วยเวทมนต์ระยะไกลติดตัวทุกคน ให้ทำอะไรก็ได้เพื่อหยุดขบวนรถไฟ หรือไม่ก็ทำลายขบวนรถไฟนี้ทิ้งไปก็ดี...ทราบ!!"
"ครับผม!!"

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"ทีมแรกเตรียมตัว..." ขบวนรถมาถึงแล้ว ดัลคาร์นโทรจิตออกคำสั่ง

"ซวบบบบบ....!!"
"ซูมมมมมม!!"

"เฮ้ย!! อะไรน่ะ...อ๊าาาาาาคคค!!" ผู้โดยสารข้างหน้าสังเกตเห็นอะไรพุ่งเข้ามา แต่กลับถูก
แทงด้วยมีดเสียชีวิตทันที

"ฉวก!!"
"ว๊าาาาากกกก!!"

"มีคนถูกแทง...มีคนถูกแทง...อัค!!"

"วูมมมมมมมมมม..."
"พลั่ก!!"

"กริ๊ดดดดดดดดด!!!"
"แม่!!...อย่าฆ่าแม่หนูน๊ะ!!"

ผลจากการบุกเข้าไปในขบวนรถไฟโดยทีมของดัลคาร์น พวกเขาจำเป็นต้องจัดการสังหารผู้โดยสารบางส่วนทิ้งเพื่อไม่ให้มีคนหลบหนีไปขอความช่วยเหลือ ตู้โดยสารชั้นสามสี่ตู้ถูกกองโจรของดัลคาร์นยึดไว้ได้เพียงบางส่วน ยังมีผู้โดยสารที่ถูกควบคุมตัวไว้อย่างเข้มงวด สัมภาระที่มีค่าของผู้โดยสารทั้งหมดถูกนำมากองรวมไว้ในที่เดียวกัน มือสังหารชายฉกรรจ์ชุดแรกนั้นอยู่กันเต็มตู้ จะมีบางส่วนออกลาดตะเวนไล่ล่าพวกปัญจาบต่อไป ประตูระหว่างตู้โดยสารถูกเปิดออก ซึ่งเป็นจังหวะที่ปัญจาบกับนันทาวิ่งตามเสียงมาถึงจุดนี้โดยทันที

"เกิดอะไรขึ้น!!" ปัญจาบตื่นตัว คว้าตรีศูลออกมา

"ชะ...ช่วยด้วยยยย" เสียงร้องโอดโอยของพนักงานตรวจบัตรโดยสารชั้นสามดังขึ้นมา "โจร...โจรปล้นรถไฟ...อั่ก!!"

"โอ้มหาเทพ!!" นันทาตะลึง "รอยเลือดโชกเลยเว้ย...!!
"หรือว่าจะเป็นฝีมือของดัลคาร์น" เสียงอัครากำลังอธิบายอะไรบางอย่าง
"ไม่ผิดแน่" ปัญจาบมันใจว่าเป็นฝีมือเขา "ต้องรีบจัดการเข้าแล้ว"
"อ่ะ...เอ่อออ" นันทามองเข้าไปในตู้โดยสาร เจอสิ่งเขาไม่ได้คาดคิดมาก่อน "นี่ยกมาเป็นโขยงเลยนะเฟ้ย"
"ห๊าาาาา!!"

มือสังหารชุดดำทะมึนอยู่ตรงหน้าปัญจาบ แย่หน่อยเพราะพวกเยอะกว่าที่คิด และมีอาวุธครบมืออีกต่างหาก

"อัครา..." ปัญจาบตั้งท่าโจมตี "งั้นก็ต้องลุยกันล่ะนะ!!"
"เออ" อัคราในจิตใต้สำนึกนั้นพร้อมรบอยู่แล้ว "ให้ตายสิ!!"

"มาเลย!!"
"ฮว๊าาาาากกกกก!!"

กลุ่มมือสังหารชุดดำวิ่งข้ามศพผู้โดยสารบนพื้น กระโจนใส่ปัญจาบหวังจะจัดการเขา

"ฉัวะ!!"
"อ้าาาาาา!!"

"ควับ!!"
"ฉีก!!"
"ว๊าาาาาา!!"

"เฮ้ย!!" นันทาทนไม่ไหว อยากจะร่วมแจมด้วย "อย่ามาแหยมกันซะให้ยากนะเว้ย!!"

"ตุบ...ตุบ...ตุบๆๆๆ"
"วูมมมมมมมม..."

นันทาวิ่งเข้าใส่กลุ่มมือสังหาร โธตีของเขากลายสภาพทางเวทมนต์มาเป็นชุดเกราะนักมวยปล้ำทันที

"พลั่ก!!"
"ฮว๊าาาาากกกกกก!!"
"โครมมม..."
"ว๊าาาาาากกกกก...อ๊าาาากกกก!!"

"เฮ้ย!!" เสียงโทรจิตของดัลคาร์นดังขึ้น "ระวังให้ดีนะเฟ้ย!! จัดการมันให้มันอ่วมซะ!!"
"ย๊าาาาาห์!!"

"แควววววกกกกกก!!" เสียงมีดของมือสังหารนายหนึ่งฟาดฟันปัญจาบ แต่กลับไปกรีดเสื้อคลุมยาวจนขาดแทน
"วูมมมมมมม..."
"ฉัวะ!!"
"ว๊าาาาาาาากกกกก!!"

มือสังหารถูกอาวุธปัญจาบโจมตีเข้าใส่เรียงตัวเป็นว่าเล่น รอยเลือดบนพื้นมีสีดำมีกลิ่นไอปิศาจคลุ้งไปทั่ว บางที่อาจจะเป็นอันตรายก็ได้ ถ้าหากสูดดมเข้าไป

"ย๊าาาาาาหหห์!!"
"พลั่ก"
"วะอ๊าาาาาาาาาา!!!!"
"เพล้ง!!"

"มาเลย!!" นันทาบุกเข้าจับร่างมือสังหาร แล้วยกป้องไว้
"ย๊าาาาาห์!!" มือสังหารกรูเข้าใส่

"ปึก!!"
"ครืดดดดด"
"เหวออออ"
"อ๊าาาาาาคคคคค!!"

ด้านนันทานั้นใช้พลังแขนของเขายิงหมัดใส่ พร้อมกับเตะชอต และอีกหลายๆ ชอต มือสังหารที่หมดสภาพถูกโยนออกนอกหน้าต่างไป ดูท่าว่ายังไม่หมดนะ

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ??!!" พาติลได้ยินเสียงจากตู้โดยสารด้านหลังเธอ
"ต้องเป็นพวกมันแน่ๆ" หรีชักมีดคู่ขึ้นมา "พวกเขากำลังตกอยู่ในอันตราย!!"
"งั้นก็ไป!!"

"ปัง!!"

"โครมมมมม!!"
"มว๊าากกกกกกก!!"

"พลั่ก!!"
"อ๊าคคคค..."

"เหวออออ..."
"กริ๊ดดดด..."
"วิ้ดว้ายยยย"

"ขอทางหน่อยค่าาา" พาติลฝ่าฝูงชนที่หนีตายจากตู้ที่แล้ว "หลีกทางหน่อยน๊ะค๊ะ"
"ถ้าพวกโจรยึดตู้โดยสารได้เรื่อยๆ" หริอธิบายถึงความเป็นไปได้ "พวกมันอาจจะพยายามบีบให้เราต้องออกมาแน่..."
"ตอนนี้เธอไม่มีพรรคพวกแล้วนะ!!" พาติลหันมาพูดดังๆ แข่งกับเสียงโวยวายของผู้โดยสาร "เราต้องรับมือกับฝ่ายตรงข้ามด้วยตัวเองเหมือนกันนั่นแหละน่า"
"นี่พวกเธอ!!" เสียงนฤมาณีดังขึ้น "ปัญจาบกับนันทาอยู่ในตู้ที่สิบ ประมือกับพวกมือสังหารอยู่ เร็วหน่อย"
"กำลังจะไปอยู่น่า!!" พาติลกับหริพูดพร้อมกัน

"ตึงงงงง!!"

"บ้าชิบ...!!" ปัญจาบตะลึง หลังชนฝากับนันทา "มือสังหารพวกนี้ตายยากมาก"
"โดนแทงแล้วมันยังฟื้นอีกจนได้" เสียงนันทาพูดเหมือนคนหมดแรง "ขนาด...ทำให้พวกมันสลบ มันก็ไม่มีอะไรต่างจากซากศพเดินได้เลย"

"ควับ!!"
"ควางงงงงง"

"แย่ล่ะ!!" ปัญจาบเห็นท่าไม่ดี มีมือสังหารอีกสามคนกระโจนเข้าใส่พวกเขา "ระวัง!!"

"สปินไฟร์เอ้อร์!!"

"วูมมมมมม..."
"พรืบ!!"

"ฉัวะ!!"

"อ๊าาาาาาคคคค...อ๊าาาาาคคคคค!!"

"พวกมันแพ้เวทมนต์" พาติลมาถึงยังตู้โดยสารที่ปัญจาบกับนันทาประจำอยู่ "ทันจนได้ ตรงนี้เป็นไงบ้าง"
"ก็แย่อยู่นะ" นันทาตอบ จัดการจับศพมือสังหารโยนออกนอกหน้าต่างรถ "พวกมันกระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง กับประตูตู้รถโดยสาร"
"พวกมันทำอย่างอื่น..." ปัญจาบอธิบาย "นอกจากพยายามปล้นฆ่าผู้โดยสารไปด้วย"

"เจออะไรแล้ว" หริเอะใจกับสิ่งของแปลกๆ ติดตัวมือสังหารนายหนึ่งที่ถูกทำให้สลบ
"อะไรหรือ??" พาติล ปัญจาบ และนันทาเดินเข้ามามุง

"ถ้าจำไม่ผิด" หริคว้าอะไรออกมาจากกระเป๋ากางเกงสีดำของมือสังหาร "เครื่องลางต้องคำสาป..."
"อย่าบอกนะว่า..." ปัญจาบออกตัวไปก่อน
"มันมีพลังของจอมเวทย์หญิงติดมาด้วย" เสียงอัคราวิเคราะห์ "พลังไสยศาสตร์ระดับกลาง"
"น่าจะเป็นเมซซี่แน่ๆ" พาติลสันนิษฐาน "ยัยนี่กัดไม่ปล่อยจริงๆ"

"อ้าาาา!!"

"เสียงอะไรน่ะ" นันทาได้ยินเสียง
"นักบวช" หริจำเสียงนี้ได้ "ท่านน่าจะตามพวกเราออกมาแหงๆ"
"ไปเร็ว!!"

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"อะไรนะ!!" ดัลคาร์นขึ้นเสียงด้วยความโมโห "กองกำลังชุดแรกจัดการพวกมันไม่สำเร็จ!!"
"ครับ!!" ลูกน้องโทรจิตรายงานมา "มีบางส่วนมัวแต่ไปปล้นสดมภ์พวกผู้โดยสารบนรถไฟครับ"
"ไม่ได้ความแล้ว!!" ดัลคาร์นโทรจิตออกคำสั่ง "ดำเนินแผนต่อไปสำหรับกองกำลังกลุ่มที่สอง ให้วางระเบิดไว้ทั้งสองข้างทาง อีกส่วนหนึ่งพยายามกระโดดขึ้นไปบนหลังคารถ แล้วอาศัยจังหวะเข้าทางหน้าต่าง ตรงไหนมีตะแกรงเหล็กก็ให้ถอนออกก่อน"
"แล้ว..." ลูกน้องอีกคนโทรจิตมา "มีแผนสำรองอีกไหมครับ??"
"ดีมาก!!" ดัลคาร์นดูเด็ดขาดขึ้น เมื่อมีลูกน้องโทรจิตถามถึงแผนสำรอง "ข้างหน้าเป็นหุบเหวลึก มีสะพานโครงเหล็กอย่างหนาพาดผ่าน แบ่งส่วนกองกำลังที่เหลือไปติดตั้งระเบิด ทุกอย่างก็มีเหมือนเดิม พวกแกจะมีระเบิดแสวงเครื่องจุดชนวนด้วยเวทมนต์ติดตัวทุกคน ใช้โอกาสนี้วิ่งนำหน้าไปถึงก่อนที่ขบวนรถไฟจะวื่งข้ามสะพานไปได้...เข้าใจมั้ย!!"
"ทราบแล้วครับ!!"

"เฮ้อออ..." ตัดมาที่พวกของปัญจาบในตู้รถไฟชั้นสาม "ลุงคนนี้น่ะเหรอ"
"ใช่" พาติลอธิบาย "แกพยายามตามหลังพวกเรามาน่ะ"
"รู้สึกเหมือนจะคุ้นๆ นะ" ปัญจาบมองดูสารรูปนักบวชวัยชราด้วยความแปลกใจ
"ผู้โดยสารรอบๆ เรา" นันทากำลังช่วยสังเกตความผิดปกติอีกที "ตกอยู่ในอาการหวาดกลัวมาก นี่ขนาดจัดการโยนศพมือสังหารออกจนหมดแล้วนะเนี้ย"

"อ่ะ...เอื้ออออ"
"ลุงๆ" ปัญจาบอยู่ไกล้ๆ กับนักบวช พยายามดูแลอีกทอดหนึ่ง "อย่างเพิ่งพูดตอนนี้เลยนะครับ"
"เปล่า..." นักบวชวัยชรารูปนั้นพูดเบาๆ "อาตมารู้สึกกังวลกับพวกเธอนะ"
"คงจะต้องระวังพวกมันตั้งแต่ตอนนี้เลยนะ" หริพูด แล้วเดินไปยืนพิงหน้าต่างที่มีโครงเหล็กดัดปิดไว้อยู่ แต่ไม่ทันสังเกตอะไรบางอย่าง

"เฮ้ย!!...นั่น!!"

"ห่ะ"
"ครืดดดด..."

"แคร้ง!!"
"กริ๊ดดดดด" หริตกใจเมื่อมีมือสังหารโผล่มาอยู่ด้านหลังของเธอ

"พลั่ก!!"
"อ๊าาาา!!"

"พวกมันถอดตะแกรงเหล็กออก!!" นันทาลุกขึ้นมาตั้งหลัก "แย่ล่ะทีนี้!!"

"ย๊าาาาาาหหห์"

"พานักบวชหนีไปเร็ว!!" หริกำลังขัดขืนมือสังหารนายหนึ่งอยู่อย่างทุรนทุราย สั่งให้ใครก็ได้พานักบวชวัยชราหนีไปยังที่ปลอดภัย
"เข้าใจแล้ว" ปัญจาบดึงนักบวชชราขึ้นหลังเขา แล้วใช้เท้าผลักประตูระหว่างตู้โดยสารวิ่งออกไป

"คนนั้น!!" เสียงที่เล็ดลอดหลังผ้าปิดปากของมือสังหาร รู้ตัวว่าพวกนั้นคิดจะหนี "ตามเป้าหมายไป"
"ทราบแล้วหรือไง!!" นันทากระโดดโหม่งหัวใส่มือสังหาร
"ห๊าาาา...อ๊าาาาาา!!"

"โครม!!"

"สปิน!!...ไฟร์เอ้อร์!!"
"พรืบ...วูมมมมมมม"

"ว๊าาาาาาห์...ร้อนๆๆๆ"

"โชนิคแอตแทค!!"
"ย๊าาาาาหหห์"
"อ๊าาาาาคคคค!!"

"เอาไปสักหมัดสองหมัดซักหน่อยเป็นไง!! คอมโบแฮนด์ชอต"
"พลั่ก...พลั่ก...พลั่ก!!"

"อัก!!"

"วูมมมมมม..."

"ระวังเวทย์พวกมันนะ..." เสียงนฤมาณีตะโกนบอก แต่ก็สายเกินไป
"อ๊าาาากก"
"อัค"
"กริ๊ดดดดดด..."

"ครืดดดด..."
"ตุบ!!"

นันทา พาติล และหริถูกเวทย์ของมือสังหารพุ่งเข้าใส่อย่างแรง ทำให้พวกเขาเพลี้ยงพล้ำเพราะพลังงานในตัวลดเหลือครึ่งหนึ่ง ในขณะเดียวกัน ปัญจาบก็ยังคงแบกนักบวชชราวิ่งข้ามมาที่ตู้ชั้นสอง ที่มีเจ้าหน้าที่คุ้มกันหนาแน่น ผู้โดยสารชั้นสามที่รอดชีวิตก็อยู่ในตู้นั้นด้วย

"ทุกอย่างเคลียร์" พนักงานตู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ประจำตู้อื่นๆ มาคอยอำนวยความสะดวกอีกแรง "ยังเหลือผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ในตู้ชั้นสามอีกเป็นโหลเลย"
"คนที่แขวนป้ายอาสาสมัครฯ และก็ผู้โดยสารที่เป็นจอมเวทย์ กำลังเข้าไปจัดการสมทบด้วยครับ" พนักงานอีกคนรายงานสถานการณ์ด้วย
"ถ้าไม่รีบป้องกันการบุกของโจรบนรถล่ะก็" เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำหน้าระแวงภัยตลอดเวลา "พวกมันอาจจะทำลายเหล็กดัด ทำลายกระจกเข้ามาเล่นงานแน่"

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"เอาล่ะ..." ดัลคาร์นพึมพำอยู่คนเดียว มือของเขามีพลังเวทมนต์อยู่ ซึ่งเป็นเวทมนต์จุดชนวนระเบิดแสวงเครื่องนี่เอง "ขุมนรกกำลังรอพวกแกอยู่ข้างหน้านี้แล้ว ลองดูก็แล้วกันว่าเบื้องล่างนี้จะเป็นอะไร นอกจากมันจะทำให้พวกแกตายสนิทยกขบวนทั้งหมดนี่ล่ะน้า"
"นายครับ!!" มือสังหารนายหนึ่งโทรจิตกลับมา "คนของกลุ่มจู่โจมถูกโจมตีเสียชีวิตไปหมดเลยครับ"
"ตรงนี้พร้อมแล้ว!!" กลุ่มมือสังหารโทรจิตแทรกเข้ามาอีก "ตั้งระเบิดทุกจุดครบตามที่นายสั่งแล้วครับ!!"
"ดีมาก!!" ดัลคาร์นโทรจิตตอบ "กลุ่มจู่โจมที่เหลือรอด ให้ถอนกำลังออก!! ส่วนพวกที่ติดตั้งระเบิดให้รีบถอยออกมาจากสะพานทันที!! ใครหนีไม่ทันก็โดนรถไฟทับตาย ตกเหวตาย คราวนี้ไม่รับผิดชอบหรอกนะเฟ้ย!!"
"ครับ!!"

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ!!" นันทาแปลกใจ กลุ่มมือสังหารที่เหลืออยู่ถอยหนี หรือกระโจนออกไปจากตู้โดยสารทั้งหมด
"เก่งจริงเข้ามาให้แม่เผาเกรียมเลยมั้ยย๊ะ!!" พาติลวางมวย ตะโกนก่นด่ากลุ่มมือสังหารน้อยใหญ่ตามอารมณ์
"พอได้แล้วน่าเธอ!!" หริสงบสิตอารมณ์พาติล แต่เอะใจเมื่อฝ่ายตรงข้ามถอนกำลังหลบหนีหายไป "รู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากลยังไงนี่ล่ะ"
"อะไรนะ!!" พาติลหันกลับมาพูดกับหริ
"อย่างมากพวกมันก็ล่อให้มาติดกับ" หริกำลังอธิบายสิ่งที่เธอรู้ดี "แล้วอาจจะใช้ระเบิดทำลายได้นะ"
"ในรูปแบบการใช้ระเบิดนี่" อัคราในจิตใต้สำนึกนันทากำลังหาทางอธิบายให้เข้าใจ "ส่วนใหญ่ผู้ก่อการร้ายจะใช้แบบสายชนวน แล้วต้องกะเวลาให้แม่นยำด้วยว่าจะมันระเบิดตอนไหน ขึ้นอยู่กับว่า..."

"บรึม!!!"

"เหวอ..."
"ว๊ายยย!!"

"หลบเร็ว!!" เสียงนฤมาณีเตือนให้หลบแรงระเบิด

"ตูมมมม!!"

"ครึกกกกก..."

แรงระเบิดตามสองข้างทางรถไฟทำให้ขอพ่วงและตู้โดยสารหลุดออกจากกัน ทำให้ขบวนรถไฟตกอยู่สภาวะวิกฤต และอาจจะมีความเสี่ยงที่จะเสียรูปขบวน และอาจจะตกรางได้ทุกเมื่อ ตอนนี้ขบวนรถไฟวิ่งข้ามสะพานโครงเหล็กไปครึ่งทางแล้ว

"วู้นนนนนนน...วู้นวู้น!!"
"ตึงตึง!! ตึงตึง!!...ตึงตึง!!ตึงตึง!!"

"วูมมมมมมมม"

"ปัญจาบคุง!!" หริโทรจิตหา "มาช่วยพวกเราที!!"
"ว่าไงน่ะ!!" ปัญจาบตอบรับแล้ว "กำลังมา รอสักครู่!!"

"เร็วๆ!!" พาติลโทรจิต "พาพวกเราไปที่ปลอดภัยหน่อย!!"
"กำลังมาอยู่!!" ปัญจาบวิ่งหน้าตาตื่นข้ามตู้โดยสารมาทีละตู้ ทีละตู้ "ใกล้ถึงแล้ว"

"เกม...โอเว่อร์" ดัลคาร์นได้โอกาส กำมือใช้เวทย์จุดชนวนระเบิดทันที "ทริคเกอร์!!"
"หมับ!!"

"ติ๊ดดดดดดดดดดดดดดด"

"บรึม!!"
"เปรี๊ยง!!"
"ตรืมมมม!!"

"ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...!!"
"ตูมตูมตูมตูมตูมตูมตูมตูมตูม!!!"

ชั่วพรึบตาเดียวของว๊อลซ์ ดัลคาร์น ระเบิดทุกตัวที่ติดตั้งไปตามโครงสะพานทำงานพร้อมกัน ประกายไฟจากการระเบิดทำให้สะพานไม่สามารถรองรับน้ำหนักขบวนรถที่วิ่งผ่านมาได้เกือบครึ่งขบวนอีกต่อไป ทุกอย่างกำลังจะวิบัติลง เศษเหล็กโครงสะพานกำลังหลุดออกทีละชิ้น แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้นันทา พาติล หริ ปัญจาบ และทรงตัวได้ไม่ดีนัก ตู้โดยสารที่พวกเขาประจำอยู่ถูกตัดขาดจากตู้อื่นๆ และเป็นตู้โดยสารที่มีความเสี่ยงอย่างร้ายแรง พวกเขาเสียหลักลื่นลงกองกันบนเก้าอี้โดยสาร และอาจจะได้รับอันตรายได้ถ้าขอพ่วงตู้โดยสารหลุดออกจากกัน

"เหวออออออ..."
"โอ้มหาเทพ!!" นันทาตกใจ ได้รับแรงกระทบกระเทือนจากระเบิดใต้สะพาน "อัค!!"
"แย่แล้ว!!" พาติลตกใจสุดขีด ตู้รถโดยสารชั้นสามกำลังขาดเป็นสองท่อน "เรากำลังจะไหลตกลงไปแล้ว!!"

"กรอบบบบ...วิ้งงงงงงงงง!!"
"ครืนนน!!"

"ทุกคน!!" ปัญจาบโผล่มาถึงจนได้ "คลานขึ้นมาเร็ว!!"
"เฮ้!! ปัญจาบ" นันทาตะโกนขอความช่วยเหลือ "ฉันอยู่หลังพาติลน๊ะเฟ้ย!!"
"เอ้อ!!"

"เปรี๊ยะ!!"

ตู้รถไฟนั้นกำลังจะไหลลงเหวลึก อีกฟากหนึ่งของสะพานจะมีตู้โบกี้ที่เหลือรอดจอดอยู่บนราง และอีกฟากหนึ่งมีตู้โดยสารพร้อมกับรถหัวจักร ตอนนี้กำลังใช้ความพยายามช่วยเหลือลากขึ้นมา

"ขบวนรถช่วยอันตรายมาถึงแล้ว!!" เสียงวิทยุของพนักงานขับรถจักรดังขั้น
"ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น" ช่างเครื่องกำลังพยายามหล่อเย็นเครื่องยนต์ให้มากที่สุด "พยายามลากตู้โดยสารที่พวกเขาประจำอยู่ขึ้นมา"
"เครื่องทำงานถึงขีดสุดของมันแล้ว" ช่างเครื่องนายหนึ่งวิทยุมา "ขืนเร่งต่อไปอีกอาจจะเกิดระเบิดแน่!!"
"เราจะไม่ยอม..." พนักงานขับรถกัดฟันสู้ บังคับคันเร่งกำลังเต็มที่ "ไม่ยอมให้ผู้โดยสารได้รับอันตรายไปมากกว่านี้เด็ดขาด!!"

"หงืดดดดด...งื้ดดดดด"

"เร็ว!!" หริใช้ความพยายาม "ไกล้ถึงประตูแล้ว"
"ฮืบ...ฮื้ยยย!!"
"ใกล้มือนายแล้ว" นันทาปีนเก้าอี้ขึ้นมาจนใกล้ปัญจาบอยู่แล้ว "พาติลก็กำลังตามขึ้นมาอยู่"
"ดีมาก" หริให้กำลังใจ "พวกเราน่าจะรอดแล้วนะ..."

"วิ้งงงงงง"

"ไม่ทันแล้ว"

"ปื้ง!!"
"ครืนนนนนนนน!!"
"วิ้งงงงงงงง..."

"หว๋าาาาา"
"อว้ากกกกกกกกก!!"

ขอพ่วงตู้โดยสารหลุดโดยฉับพลัน ตู้โดยสารดิ่งลงไปยังเหวด้านล่าง ตามมาด้วยตู้โดยสารอีกสองตู้ที่ทนแรงดึงไม่ไหวเหมือนกัน ทุกอย่างมืดสนิทแม้กระทั่งเป็นเวลากลางคืนที่ยาวนาน ปัญจาบ พาติล นันทา และหริ พยายามหาทางหนีออกมาจากตู้โดยสาร แต่ด้วยแรงปะทะลมจากด้านล่าง ทำให้ทุกอย่างดูยากขึ้นกว่าเก่า วินาทีชีวิตของเขาถูกแขวนอยู่บนเส้นด้ายหรือนี่ ทุกอย่างหายไปกับความมืดมีดใต้แสงจันทร์เสี้ยว ทิ้งไว้แต่เพียงความสูญเสียครั้งใหญ่ของโศกนาฏกรรมครั้งนี้

"อ้าาาาาาาาาาาา..."
"ไม่ทันแล้ววววววว!!" เสียงอัคราและนฤมาณีพูดพร้อมกัน "อันตราอาคม!!"

**************
แก้ไขล่าสุดโดย VachalenXEON เมื่อ ศุกร์, 23 กรกฎา 2010, 20:52, ถูกแก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
รูปแทนตัวผู้ใช้
VachalenXEON
ยอดฝีมือ
ยอดฝีมือ
 
Posts: 690
ได้เข้าร่วม: พฤหัส, 01 มกรา 1970, 07:00
สถานที่: ราชอาณาจักรบริสโตเนียร์ - AOW - นครราชสีมา บลาๆๆ

Re: [นิยาย]Hindurica - ศึกภารตะมหาประลัย(หัดแต่ง)

โพสท์by VachalenXEON on จันทร์, 08 มีนา 2010, 09:34

Stage 09 : หนีตาย!!

รุ่งอรุณวันใหม่ย่างกรายเข้ามา ทุกอย่างดูสว่างขึ้น เสียงน้ำไหลจากแม่น้ำที่ไหลออกมาจากความมืดของภูผา แสงแดดสาดส่องลงมายังซากตู้โดยสารขนาดใหญ่ที่นอนราบไปกับฝั่งแม่น้ำ สันดอนทรายริ่มตลิ่งดูท่าว่ามันจะไปกองทับถมใกล้ๆ กับตู้รถไฟอีกตู้ ทุกอย่างดูเงียบสงบไม่มีสิ่งใดรบกวนเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

"ปัญจาบ...ปัญจาบ!!" เสียงอัคราดังขึ้น "ไม่เป็นไรใช่มั้ย!! ปัญจาบ"
"อะ...เอื้อออออมมมม!!"

ตัวของปัญจาบนอนคว่ำไปตามแนวตลิ่ง ท่อนล่างของเขาเปียกโชก ยืนโซซัดโซเซหาที่ตั้งหลักอยู่ เท้าของเขาจมลงบนทรายปริ่มน้ำ เดินไปยังซากตู้โดยสารเพื่อที่จะค้นหาอะไรบางอย่าง

"นันทา!!...หริ!!...พาติล!!" ปัญจาบตะโกนหา "อยู่ไหนกันน่ะ!!"
"ชะ...ช่วยด้วย" เสียงหริเล็ดลอดออกมา
"หริ!!" ปัญจาบได้ยินเสียง และหาตัวพบ เธอติดอยู่ในซากกล่องเสบียงอาหารแห้งภายในรถ "ห่ะ...อื้บ!! ฮื้ยยยยย"
"ขอบใจ...ปัญจาบคุง" หริรู้สึกสบายตัวขึ้น เมื่อปัญจาบเคลียร์อุปสรรคจนเธอคลานออกมาได้ "แล้วเห็นพาติลกับนันทาบ้างไหม??"
"ไม่เลย..." ปัญจาบปฏิเสธเพราะรู้สึกอ่อนเพลีย มือของเขาไปคลำหาของปะทังชีวิตในกล่องเสบียง "เพิ่งรู้สึกตัวเหมือนกัน ที่นี่คงน่าจะมีอะไรกินอิ่มๆ บ้างน้า"

"แค่ก...แค่ก...แค่ก" เสียงสำลักน้ำของนันทาดูตะกุกตะกัก เดินลงไปในแม่น้ำเพื่อตามหาหริ และปัญจาบ "โฮ้ยยยย... ปัญจาบ หริ อยู่ไหนกันล่ะเฮ้ยยยย!!"

"จ๋อม...แจ๋ม"

เสียงย่ำเท้าไปตามน้ำของนันทาดูเป็นจังหวะสั้นๆ ไม่ต่อเนื่อง เนื้อตัวของเขาเปียกโชกจนผ้าเตี่ยวติดเกราะเกือบจะเว้าไปกับเรือนร่างของเขา ด้านข้างของเขาที่เดินเลียบอยู่นั้นเป็นซากรถเสบียง ที่เพิ่งจะเกิดอุบัติเหตุจากโศกนาฏกรรมในเวลาเดียวกัน ล้มเสียหลักไม่เป็นท่าติดๆ กันกับตู้รถชั้นสอง สภาพเสียหายเกือบครึ่งคัน รอยแตกของกระจกไม่ได้แตกเป็นเมล็ดข้าวโพดเหมือนกระจกนิรภัยสมัยใหม่นัก

"นั่น!! พาติลนี่" เสียงอัคราดังขึ้นมาในจิตใต้สำนึกของนันทา "นอนหงายอยู่ตรงนั้น!!"
"ไหน!!" นันทาวิ่งลุยน้ำไปหา

พาติลนอนหงาย ตัวของเธอจมน้ำระดับตื้นๆ ไม่รู้สึกอะไรเลย นันทาอุ้มเธอขึ้นจากน้ำแล้ววางไว้บนโขดหินโสโครกในบริเวณใกล้เคียง จู่ๆ นันทารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง

"ช่วยด้วย!!" เสียงคล้ายๆ นฤมาณีกำลังขอความช่วยเหลือ "เธอจมน้ำ ช่วยปฐมพยาบาลให้ที"
"ห๋าาาา..." นันทาตกใจ แต่นั่นเป็นความช่วยเหลือของเธอ "จะมัวมาอายกับเรื่องเล็กๆ นี่ไม่ได้แล้วน๊ะ!!"

ตัดมาที่ด้านของหริ กับปัญจาบ พวกเขากำลังรวบรวมอะไรก็ได้ที่ตกหล่นอยู่ใกล้ๆ และพยายามตามหาพาติลกับนันทาต่อไปเรื่อยๆ ใกล้ๆ กับซากตู้รถไฟชั้นสองสีเลือดหมูนั้น

"โชคดีนะ ที่ตู้เสบียงยังมีอาหารเหลืออยู่" หริเข้าไปค้นหาสิ่งของที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้ในครั้งต่อไป "เดี๋ยวจะเอาของที่พอจะใช้ได้ติดตัวไปด้วยนะ...อ่ะ..เอ่ออ"
"..." ปัญจาบยืนนิ่งอยู่นอกตู้รถ ดูท่าทางเซื่องซึม มือของเขาพิงประตูรถเสบียงอย่างหมดอาลัย
"ปัญจาบคุง..." หริเดินเข้ามาหาด้วยความสงสัย "เป็นอะไรไปน่ะ?? อ่ะ!!"

หริได้รับคำตอบที่ไม่สู้ดีนัก ปัญจาบรู้สึกช็อค เมื่อเขายืนหมดหวังอยู่หน้าซากรถ ซากรถสกู๊ตเตอร์ของเขากลายเป็นเศษเหล็กในชั่วพริบตา ไม่มียานพาหนะไหนที่ดีไปกว่ารถคันนี้ ที่เคยช่วยให้พาติลเข้ามาร่วมเดินทางไปหาพี่ชาย ที่เคยช่วยให้หริเรียกร้องความยุติธรรมให้กับชาวบ้านตาดำๆ เกือบทั้งเมืองให้เป็นอิสระ ทุกอย่างกำลังวูบดับไปกับความเสียหายของรถทั้งคันที่ไม่มีวันกลับคืนมาได้อีก

"โห้ยยยยยย!! ปัญจาบบบบบ...หริ!!" เสียงนันทาดังก้องไปทั่ว เขาปรากฏตัวพร้อมกับแบกพาติลบนหลัง "ในที่สุดก็เจอจนได้..."
"พาติลเป็นไงบ้าง" หริเดินเข้ามาหา
"ก็..." นันทาอธิบายในสิ่งที่เขาเห็นมาทั้งหมด "กว่าจะช่วยปฐมพยาบาลเธอได้ ก็กินเวลาไปนานพอสมควร กว่าจะได้สติฟื้นคืนมาได้ รู้สึกดูร่อแร่มากเลยว่างั้นนะ"
"ทางนี้ดูแย่กว่าด้วยซ้ำ" หริพูดต่อจากของเดิมที่นันทาอธิบายไว้ "อารมณ์ของปัญจาบเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ..."
"นึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้" เสียงอัคราดังขึ้น "เขาคุ้นเคยกับรถสกู๊ตเตอร์ที่ขับมาอย่างดี เวลานี้อาจจะปล่อยให้เขาทำใจสักพักนึงไปก่อน"
"หมายความว่าพวกเรา..." นันทาพูดเหมือนกระต่ายตื่นตูม "ต้องรอให้ปัญจาบ และก็พาติลกลับสู่สภาพปกติก่อน...ในตอนนี้"
"ถูกต้อง" เสียงอัครายืนยัน "พวกเขาทั้งสองสามารถเรียกใช้ของที่จำเป็นอย่างอุปกรณ์ซ่อมแซมเสื้อผ้า หรือไม่ก็อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า นอกเหนือจากที่อยู่ในเคหเวทยาที่มีอยู่เดิม"
"ตอนนี้..." เสียงนฤมาณีอธิบายเพิ่มเติมบ้าง "ให้พวกเขาพักผ่อนคลายความรู้สึกกดดันที่เกิดขึ้นไปก่อน พรุ่งนี้ข้าจะกลับเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึกของพาติลได้เหมือนเดิมอีกครั้ง ฝากด้วยนะ..."
"จ๊ะ!!" หริตอบรับ รอให้นฤมาณีเข้าไปประจำอยู่ในจิตใต้สำนึกของเธอชั่วคราว

"ภัณฑเวดา...ไฟแช็ก!!"
"วาบบบบบ..."

นันทาพยายามพาตัวพาติลกับปัญจาบเข้ามาหลบอยู่ในซากตู้โดยสาร มือของเขาถือไฟแช็กที่เรียกออกมาใช้ส่องสว่างชั่วคราว เสียงน้ำไหลผ่านช่องเล็กๆ ดูระรื่นหูอย่างมาก โดยที่อารมณ์ของปัญจาบยังขุ่นมัวอยู่ ส่วนพาติลนั้นอยู่ในสภาพหนาวสั่นทั้งตัว หริพยายามหาวัสดุอะไรก็ได้มาทำการก่อกองไฟ ก่อนเวลาที่พระอาทิตย์จะควบราชรถลับขอบฟ้าไป

"นันทาคุง" หริเรียก
"อะไร...??" นันทาหันมา มือของเขาถือถ้วยกาแฟใส่น้ำร้อนที่หามาได้จากซากตู้เสบียงใกล้ๆ
"ข้าว่าพวกเขาดูน่าสงสารนะ" หริมองไปยังฝั่งของพาติลกับปัญจาบ "ถ้าไม่ใช่ฝีมือของจอมโจรดัลคาร์นนั่น ป่านนี้พวกเขาคงจะไปถึงสิ่งที่เขาหวังไว้ได้เร็วขึ้น"
"มันช่วยอะไรไม่ได้" นันทาพูดจาเหม่อๆ ข้างๆ หริ "ถ้าพวกเรายังคงแตกต่างกันอยู่"
"แตกต่าง??" หริพูดขึ้นมาด้วยความงุนงง
"เอ่อ...ไม่!!" นันทาเก็บอารมณ์เกิ้อเขิน มือขวาเกาหัวแกรกๆ ด้วยความตื่นเต้น "หมายความว่า เรายังไม่เป็นหนึ่งเดียวกันในตอนนี้นะ โธ่เอ้ย!! ตอบยากจริงๆ"
"หุหุหุ..." หริยกมือป้องปากตัวเอง บิดไปบิดมา
"อะไร...??" นันทาหันหน้ามาหาหริ "ขำอะไรของคุณ??"
"ไม่หรอก..." หริพูดไปเรื่อยๆ "ข้ายังไม่เคยเห็นเจ้าพูดเป็นการเป็นงานมาก่อนเลยนะ"
"เหรอ..." นันทาหันมามองหริอีกครั้ง ถ้วยกาแฟถูกวางไว้ห่างๆ

"ซา..." เสียงปัญจาบละเมอ "ซากู๊ตเต้อร์..."

"คงต้องนั่งมองดูพวกเขาตลอดทั้งคืน" หริเหยียดขาออกไปให้ใกล้กับกองไฟมากที่สุด "จะนอนก่อนก็ได้นะ แถวนี้ไม่มีใครเข้ามาได้ง่ายๆ หรอก"
"ความรู้สึกนี้" เสียงอัคราในจิตใต้สำนึกนันทาดังระเรือ "พวกศัตรูคงจะหาเราไม่เห็นแน่ๆ"
"ถูกกกก..." หริตอบ "แถวนี้เป็นที่ที่มีเขาสูงล้อมรอบ ทางเข้าออกค่อนข้างจะซับซ้อนอยู่แล้ว และก็อยู่ติดกับแม่น้ำด้วย"
"อืม..." นันทาเออออ "ยังไงก็ได้ ตามสบายเลยละกัน ค่ำคืนนี้..."
"จ้าาาา" หริตอบรับเช่นเดิม "งั้นราตรีสวัสดิ์ล่วงหน้าละกัน"

**************

"ปัญจาบ...ปัญจาบ!!" เสียงอัคราปลุกปัญจาบให้ตื่นในเพลาเช้าวันใหม่ "ตื่นได้แล้ว!! เช้าแล้วเฟ้ย!!"
"ฮ้าววววว..." ปัญจาบรู้สึกตัว อารมณ์งัวเงียเพราะนอนหลับยาวตลอดทั้งคืน

"ไง...??" นันทาเดินเข้ามาถาม พร้อมกับแก้วกาแฟจากตู้เสบียง "สบายขึ้นบ้างมั้ยนายอ่ะ??"
"แต่ว่า..." ปัญจาบกำลังจะพูด มือรับถ้วยกาแฟร้อนไว้ใกล้ตัว
"อย่า!!" นันทาขัดจังหวะ "อย่าพูดถึงเรื่องรถนาย...ตอนนี้"
"เอ่ออม..." ปัญจาบพูดไม่ออกเพราะสะดุ้งคำพูดของนันทา

"พี่!!...พี่ชะ!!" พาติลละเมอ และลุกตื่นขึ้นมาจากภวังค์ทันที "อาาาา...นี่ฉัน...ฝันร้ายหรือนี่ แคก...แค๊ก!!"
"เดี๋ยว!!" หริปรามพาติล แล้วยื่นถ้วยน้ำร้อนให้ดื่ม "สักหน่อยนะ"

"ทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตานะ" เสียงนฤมาณีดังจากจิตใต้สำนึกของพาติลอีกครั้ง
"คงได้เวลาออกไปจากที่นี่กันแล้ว" เสียงอัคราปลุกเร้าให้ทุกคนรับรู้ "เส้นทางยังอีกยาวไกลต่อจากนี้ด้วย"
"แล้วเราจะออกจากที่นี่ไปได้ยังไงกัน??" นันทาถามตรงๆ หน้าปัญจาบ
"เอ๋...??" ปัญจาบเกิดอาการงงงวย
"ไม่ๆๆ" นันทาปฏิเสธคำพูดสั้นๆ ของปัญจาบ "ฉันถามอัครา ไม่ใช่นาย..."

"เอ้า!!" เสียงอัคราตอบรับได้ไม่ดีนัก "แล้วจะมีพลังพิเศษไว้ทำไมกันเล่า!!"

"จริงสิ!!" ปัญจาบผุดความคิดออกมาได้หลังจากนั้น "ทำไมเราลืมเรื่องนี้ไปได้"
"เรามัวแต่เดินตามทางของตัวเอง" พาติลพูดแซมขึ้นมา "ฉันจะพยายามอีกครั้ง!!"
"ถ้าหากฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งกว่าเรา" หริดูจะคล้อยตามกันบ้าง "เราต้องทำให้ดีกว่าพวกมัน!!"
"เฮ้ย!!" นันทาไม่สบอารมณ์ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว "นี่พวกนายพูดอะไรกันแน่เนี้ย!! แต่ช่างมันเถอะ อย่างน้อยพลังของเราต้องเหนือกว่า!!...แล้วมันช่วยอะไรได้อีกเยอะ!!"

"ดี!!" เสียงอัคราดูมั่นใจ และเข้มแข็งขึ้น "ให้มันได้อย่างนี้สิฟะ...พวกเอ็งน่ะ!!"

"ไปกันเถอะ!!" ทุกคนพูดพร้อมกัน

"ตรีศูล!!"
"วาบบบบบบ"

"จะทำอะไรหรือ??" พาติลถามปัญจาบ
"คอยดูให้ดีละกัน" ปัญจาบใช้เวทย์จักรกลใส่ตรีศูล "แมชชินเนชั่น ไฮแจ๊คเกอร์!! ตรีศูลของข้าจงกลายเป็นพาหนะ!!"
"ห๋าาาาาาา...!!"

"แว้บบบบบ"
"วูมมมมมมมม"

"เฮ้ย!! ปัญจาบ" นันทาเห็นปัญจาบกระโดดขึ้นไปเหยียบตรีศูลที่ลอยอยู่เหนือพื้น ทำท่าทะยานออกไปเหมือนคนโต้คลื่น "เท่จังวะ ยังกับจอมเวทย์ขี่คทาเลยเฟ้ย อย่างนี้ยอมไม่ได้แล้ว!!"

"เสบียงในนี้มีเพียบ" พาติลกับหริค้นกล่องเก็บวัตถุดิบประกอบอาหาร "ยัดใส่ในเคหเวทยาเยอะๆ เลยนะ"
"จ้าาาา" หริตอบรับ และกำลังรวบรวมเอาของที่จำเป็นออกมา

ทุกคนพร้อมแล้วสำหรับการเดินทางต่อจากนี้ อุบัติเหตุนั่นไม่ได้ทำให้พวกเขาเกิดอาการท้อถอยอีกต่อไป พาติลและหริหายตัวเข้าไปอยู่ในเคหเวทยาในมือของปัญจาบ นันทาทำกายบริหารก่อนจะหาหนทางออกไปจากที่นี่ให้ได้ ขุนเขาล้อมรอบที่อยู่ด้านหน้ากำลังท้าทายความสามารถของพวกเขาได้ทุกเมื่อ

"ภัณฑเวดา!! จีพีเอส!!"
"วาบบบบบบ"

เครื่องระบุพิกัดดาวเทียมขนาดเท่าโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือของปัญจาบ เขากำลังเปิดเครื่องเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับดาวเทียมที่อยู่นอกโลก การเดินทางของพวกเขาได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

"เราอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุมาตั้งสิบกิโลเมตร" ปัญจาบอธิบายรายละเอียดแผนที่บนเครื่องระบุพิกัดดาวเทียม "โอ้มหาเทพ!!"
"ถ้าจะย้อนกลับไปตามแม่น้ำละก็..." นันทากำลังคิดหาทางออกจากที่นี่ร่วมกับปัญจาบด้วย "คงต้องปีนขึ้นจากเหวเมื่อถึงตรงจุดนั้นเลย..."
"ไม่!!" ปัญจาบพูดขัดจังหวะ "ถึงแม้ว่าถ้าไปตรงนั้น เราคงต้องลงน้ำทวนขึ้นไป แล้วเหวที่ตรงจุดเกิดเหตุก็ลึกมากด้วย"
"นี่!! เอาอย่างนี้มั้ย" เสียงโทรจิตของหริดังขึ้น "ข้ามเขาลูกนี้ไปก็ออกมาได้แล้ว"
"จะให้ทำยังไงล่ะเธอ!!??" ปัญจาบโทรจิตถามไปด้วยความเร่งรีบ
"รู้แล้ว..." นันทาหาคำตอบนั้นได้แล้ว "ถล่มแนวภูเขาเปิดทางออกไป"
"จะเอาอย่างนั้นเลยหรือ??" เสียงอัคราสงสัย
"ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ" นันทาเชื่อในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ "พลังขนาดนี้มันต้องทำได้แน่"
"เอ้า!!" อัคราตัดสินใจแน่วแน่ดีแล้ว "เชื่อก็เชื่อ"

ปัญจาบกับนันทามุ่งหน้าไปยังเชิงเขาสูงๆ มีก้อนหินปิดทับไว้อย่างหนา รอบๆ บริเวณนี้มีต้นไม้ขึ้นหนาพอสมควร

"ตรงนี้น่าจะมีร่องรอยการเข้าออกมาก่อน" หริโทรจิตบอกรายละเอียดให้ฟัง "ลอดทางปิดตายนี้ อาจจะเป็นถ้ำ ออกไปก็จะข้ามเขาลูกนี้ไปได้"
"งั้นก็ไม่ต้องรอแล้ว" ปัญจาบลงจากตรีศูล แล้วโบกเรียกเวทรอ "ทำอย่างที่ว่านี่แหละ"
"เออ" นันทาเกร็งหมัด รวบรวมพลังไว้อย่างมหาศาลแล้วยิงหมัดออกไป "ย้าาาาาาาหหหห์!!"

"ไซคิก โฮลี่ บลาส บอล!!" ชูตรีศูลขึ้นฟ้า เรียกลูกบอลพลังจิตให้พุ่งเข้าชนก้อนหินด้วย

"วาบบบบบบ"

"วูมมมมมมม!!"

"ตุบตุบตุบ.."
"ฮว๊าาาาากกกกก!!"

"เปรี้ยง!!!"
"วูมมมม"
"ตูม...ตูม...ตูม...ตูม!!"

"ครืนนนนนน!!!"
"ครืนนนน..."

ก้อนหินมีปฏิกิริยาเคลื่อนตัวออกด้วยแรงปะทะอย่างรุนแรงของปัญจาบและนันทา และก็เป็นอย่างที่หริอธิบายไว้จริงๆ ทางที่ถูกปิดตายนั้นเป็นถ้ำลึก ข้างในมืดมีดตรงยาวลึกลงไปเรื่อยๆ จนมองไม่เห็นจากภายนอก สักพักฝุ่นควันจากแรงระเบิดก็จางหายไป

"ระวังให้ดีนะ" เสียงอัคราเตือนปัญจาบกับนันทา "เจอทางตันเมื่อไรก็หมดหวังกันเลย"
"รู้แล้วน่า!!"

ปัญจาบกระโดดขึ้นไปทรงตัวอยู่บนตรีศูลอีกครั้ง แล้วพุ่งทะยานลอยเหนือพื้นเข้าไปยังถ้ำทันที ตามมาด้วยฝีเท้าอันทรงพลังของนันทาวิ่งเข้าไปอย่างกระชั้นชิดด้วย

"ระวังโขดหินให้ดีนะเฟ้ย!!" เสียงอัคราเตือนพวกเขาอีกครั้ง "น่าจะเอาอะไรที่ส่องสว่างได้ขึ้นมาใช้นะ"
"นี่ไง!!" นันทากับปัญจาบพูดพร้อมกัน ในมือปัญจาบมีไฟฉาย นันทาก็มีไฟแช็คติดตัวเหมือนกัน

แสงสว่างอันน้อยนิดสว่างขั้นมาแล้ว ปัญจาบทรงตัวอยู่บนตรีศูลที่ลอยอยู่เหนือพื้น และเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโดยไม่ติดอุปสรรคอะไร ส่วนนันทาก็วิ่งหลบหลีกโขดหินภายในถ้ำตามมาติดๆ จนกระทั่งพวกเขาเห็นแสงสว่างน้อยๆ จากภายนอกบ้างแล้ว

"เจอทางออกแล้ว" เสียงปัญจาบในถ้ำก้องมาก และอยู่ในอาการตื่นเต้น
"เฮ้ยนั่น!!" นันทาสังเกตเห็นอะไรบางอย่างกำลังจะปิดทางออกจากถ้ำ "อะไรน่ะ!!??"
"ทราย!!" เสียงอัคราดูตกใจมาก "มันกำลังโถมเข้ามาปิดทางไว้"
"ช่วยไม่ได้!!" ปัญจาบกำลังเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหานี้ "ต้องแทรกตัวออกไปให้ได้...ระวังนะ!!"

"ตะติยะ!!"

"ทุติยะ!!"

"ปฐมะ!!"

"ย๊าาาาาาหหห์"

"สวบ!!!"
"วูมมมมมม..."
"พรืดดดดดดดดด"

"บรึม!!"
"ซ่าาาาาาา..."

ปัญจาบกับนันทาแทรกตัวเข้าไปในกองทรายนั้นจริงๆ และโผล่ออกมายังด้านนอกโดยปลอดภัย ทรายนั้นแตกกระจายเป็นฝุ่นควันแดงๆ จนเห็นตัวพวกเขากระโจนออกมาอย่างชัดเจน

"แค้ก...แค้ก...แค้ก!! แอก!!"
"โอ้มหาเทพ!!" ปัญจาบตกใจ เกือบเสียหลักตกตรีศูล เมื่อหลุดออกมาจากทรายได้แล้ว
"นี่มัน!!" นันทาตะลึง วิ่งตามปัญจาบขึ้นมาจากกองทรายหน้าถ้ำทันจนได้ "ทะเลทรายนี่!! ร้อนเป็นบ้าเลย!!"

"ปัญจาบ!!" เสียงอัคราแนะนำอะไรสักอย่าง "เอาเครื่องเมื่อกี้ออกมาเปิดใช้อีกทีดิ!!"
"จีพีเอส!!" ปัญจาบน่าจะทราบดี กำลังหยิบเจ้าเครื่องมือนี้เปิดใช้อีกครั้ง "แปปนึง"

เครื่องระบุพิกัดดาวเทียมถูกเปิดใช้งานในขณะปัญจาบยืนทรงตัวอยู่บนตรีศูลที่กำลังวิ่งอยู่ นันทาวิ่งตามมาติดๆ เหมือนเดิม สักพักหน้าจอเครื่องนั้นแสดงแผนที่ออกมาให้เห็น

"ตอนนี้เราอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับแม่น้ำมากที่สุด" ปัญจาบอธิบายลักษณะภูมิประเทศที่ปรากฏบนแผนที่เครื่องฯ
"คงต้องลัดเลาะลงไปตามแม่น้ำนี้เรื่อยๆ" นันทาหยุดดูแผนที่กับปัญจาบด้วย "ไม่แน่นะ...อาจจะมีชุมชนติดแม่น้ำตั้งอยู่ก็ได้"
"จริงเหรอ??" เสียงพาติลโทรจิตขึ้นมา "ถ้าถึงแล้วก็บอกด้วยน๊ะ!!"
"รู้หรอกน่า!!" ปัญจาบโทรจิตกลับ

"คงต้องเปิดใช้อุปกรณ์ไปตลอดทาง" เสียงอัคราพูดตัดสินใจอย่างแน่วแน่ "จนกว่าเราจะเจออะไรน่าสนใจต่อจากนี้"
"งั้นก็ตามนี้" นันทาออกวิ่งก่อนปัญจาบ "ไปกันเถอะ!!"
"รอด้วย!!" ปัญจาบควบตรีศูลบึ่งทะยานตามหลังนันทาไปด้วยกัน

ร่องรอยเท้าจากการวิ่งด้วยความเร็วสูงของนันทา และร่องแหวกที่เกิดจากตรีศูลของปัญจาบปรากฏให้เห็นตลอดทาง ทะเลทรายอันเวิ้งว้างยังคงมีอุณหภูมิที่ร้อนระอุเทียบเท่ากับบริเวณภายในปล่องภูเขาไฟ การเดินทางของพวกเขายาวไกลกว่าเดิมเพราะต้องเลียบแม่น้ำไปเรื่อยๆ ตามแผนที่บนเครื่องระบุพิกัดดาวเทียม ตลิ่งริมแม่น้ำนั้นมีดินตะกอน และโคลนทับถมไปตลอดทั้งช่วง ซึ่งจะมีต้นไม้ทนแล้งผุดขึ้นมาตามธรรมชาติทั้งสองฝั่งแม่น้ำ ไม่เว้นแม้กระทั่งต้นอินทผาลัม หญ้าทะเลทราย หรือแม้กระทั่งต้นตะบองเพชรที่เกิดขึ้นนอกเหนือพื้นที่นี้

"ร้อน..." ปัญจาบปาดเหงื่อเต็มหน้าออก รู้สึกกระหายอย่างบอกไม่ถูก ขณะที่เขาบังคับควบคุมตรีศูลอยู่ "อีกไกลมั้ยเนี้ย"
"ทนหน่อยเถอะน่า" นันทาวิ่งตามมาติดๆ เหมือนเดิม เท้าของเขาจมทรายทุกครั้งที่วิ่งผ่านไป "ร้อนเหมือนกัน เท้าฉันจะสุกอยู่แล้ว"

"ปิ๊บ...ปิ๊บ...ปิ๊บ!!"
"อีกห้าสิบเมตรถึงจุดหมาย"

"อะไรน่ะ!!" ปัญจาบเอะใจ เสียงของเครื่องระบุพิกัดดาวเทียมดังขั้น และพบพื้นที่คล้ายกับสิ่งปลูกสร้างกลางทะเลทราย "นี่มัน..."
"นั่น!!" นันทาชี้ไปข้างหน้า เห็นสิ่งปลูกสร้างมาแต่ไกล แต่การก้าวเท้าวิ่งไปนั้นเป็นปกติ "รู้จักหรือเปล่าน่ะ"
"จะถามทำไมเล่า" ปัญจาบขยับหน้าหันมาพูดแข่งกับแรงปะทะของลม "ฉันก็ไม่รู้นินา!!"
"แวะเข้าไปดูข้างในนั้นกันไหม??" เสียงอัคราแนะนำในสิ่งที่ควรจะลอง "บางทีอาจจะเจออะไรเพิ่มเติมต่อจากนี้นะ"
"หือ???"

ปัญจาบ นันทา ตรงดิ่งไปยังสิ่งก่อสร้างริมแม่น้ำกลางทะเลทรายทันที แทบจะไม่น่าเชื่อว่า สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไรในบริเวณที่เป็นทะเลทรายริมแม่น้ำ ยังมีร่องรอยสิ่งปลูกสร้างรอบสถานที่นี้ปรากฏให้เห็น และอุดมไปด้วยต้นปาล์ม ต้นอินทผาลัมรอบๆ บริเวณ ลูกหญ้ากลิ้งขลุกๆ เป็นหลักฐานที่บ่งบอกได้ว่า สถานที่นี้ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่อีกเลยหลังจากนั้น

"แฮก...แฮก...แฮก" เสียงเหนื่อยหอบของนันทาปรากฏได้ชัด ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อโชกทั้งตัว "ถึง...จน...ได้"
"ไม่น่าเชื่อแฮะ..." ปัญจาบเดินเข้าไปในโถงอาคารเพื่อหาที่ร่มๆ เสียงพูดของเขาก้องไปทั่ว "ไม่เคยมีมาก่อนด้วยซ้ำ"

"วูมมมมมมม..."

"เอ้า...พาติล...หริ!!" นันทาถาม หลังจากพวกเธอทั้งสองออกมาจากเคหเวทยา "ออกมาทำไมตอนนี้เนี้ย??"
"ในนี้อย่างร้อนเลย" พาติลบ่นด้วยความหงุดหงิด "ไม่น่าถาม..."
"ถ้าเป็นไปได้นะ" หริพูดถึงสิ่งที่ไม่ได้คิดก่อนจะมาถึงที่แห่งนี้ "น่าจะสำรองน้ำดื่มไว้คงจะดีกว่า"
"สถานที่นี้มันแปลกๆ อยู่นะ" เสียงนฤมาณีพูดอย่างน่าสงสัย "ข้าเคยมาเยือนที่นี่พร้อมๆ กับอัครา ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย"
"รู้จักที่นี่ใช่ไหม??" พาติลถามนฤมาณีอย่างฉับพลัน
"เหมือนจะรู้จัก" เสียงนฤมาณีพูดจาวกวน ดูไม่น่าจะเข้าใจ "แต่ที่นี่ไม่มันไม่เหมือนกับตอนนั้นเลย...ไม่ใช่"
"ช่างเถอะ" หริขัดจังหวะ ได้พูดอะไรสักประโยคสองประโยคบ้าง "ดูยังไง สถานที่นี้อาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเราอีกแล้ว"
"อะไรนะ!!"

"ว่าไงนะ!!" จอมโจรดัลคาร์นขึ้นเสียงโทรจิตใส่ลูกน้อง "พวกเอ็งวางระเบิดภาษาอะไรวะ!! ตู้รถไฟพังเละเป็นเศษเหล็กไปแล้ว พวกมันรอดมาได้เฉยเลย!!"
"ขอโทษครับ!!" เสียงลูกน้องโทรจิตกลับมา "ก็วางไว้ตามจุดที่นายสิ่งนี่ล่ะครับ"
"เออ!!" จอมโจรดัลคาร์นโทรจิตก่นกลับ "แค่นี้เองเหรอวะ!! แต่มันก็ช่วยไม่ได้ ถ้าพวกมันหนีรอดไปได้ แสดงว่ามันมีเวทมนต์ดีๆ คุ้มครองตัวอยู่แน่ๆ แต่ไม่คนามือพวกเราหรอก!!"
"นายครับ!!" ลูกน้องอีกคนโทรจิตเข้ามา "พวกเราจับร่องรอยเวทมนต์ได้บางส่วนครับ!!"
"พวกเองจะเอาอะไรอีกล่ะทีนี้!!" จอมโจรดัลคาร์นโทรจิตถามด้วยอารมณ์โกรธเคือง
"น่าจะลงไปทางทะเลทราย" เสียงลูกน้องหน่วยสอดแนมโทรจิตตอบกลับ "เลียบแม่น้ำไปจนถึงมหาเทวสถานร้างริมแม่น้ำนั่น มีอยู่สถานที่เดียวในทะเลทรายนี่ล่ะครับ"
"เอ้าๆๆๆๆ!!" จอมโจรดัลคาร์นโทรจิตพูดกับลูกน้องทุกคนด้วยความหงุดหงิด "เอายังไงก็ได้ จะจับเป็นหรือจับตาย เป้าหมายก็เหมือนเดิมทุกประการ เข้าใจมั้ย!!"
"ได้ครับนาย!!" เสียงโทรจิตของลูกน้องเข้าใจคำสั่งทุกคน

"อ่าาาาาาห์" ปัญจาบเดินลงไปยังท่าขั้นบันไดลงแม่น้ำ ขนาบไปด้วยศาลาริมแม่น้ำด้วย "ลมเย้นนนน...เย็นแฮะ"
"ถ้าจำไม่ผิดนะ" เสียงอัครากำลังนึกถึงสิ่งที่คุ้นเคยอยู่ "ที่นี่น่าจะเป็นอดีตเทวสถานเก่า ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย...นอกจากช่วงเทศกาล"
"ที่นี่อ่ะนะ" ปัญจาบพูดด้วยสีหน้าอารมณ์ดี "ถือว่าน่าสนใจดี แต่ก็แปลก ไม่มีคนอาศัยอยู่เลยหลังจากนั้น..."
"ก็มันผ่านไปตั้งสิบกว่าปีน่ะสิ" เสียงอัคราพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่นี่เลวร้ายมาก กลางวันร้อนจัด กลางคืนอากาศหนาวเย็น ไม่มีใครอาศัยอยู่ได้นอกจากพวกนักบวช นักรบทะเลทราย หรือไม่ก็จอมเวทย์เท่านั้นแหละ"
"แล้วรู้รายละเอียดอะไรอีกมั้ยล่ะ??" ปัญจาบถามอัครา
"ไม่รู้เลย" เสียงอัคราหดหู่ลงเอาดื้อๆ "หลังจากนั้นก็ไม่รู้อะไรเลย จริงๆ นะ"
"ไม่เป็นไรหรอกน่า!!" ปัญจาบพูดปลอบประโลม "อย่างน้อยฉันก็เดินดูรอบๆ ว่ามีอะไรเพิ่มเติมจากเดิมด้วยก็ดีนะ"

"ข้างในสวยมาก" หริเดินเข้าไปสำรวจพื้นที่พร้อมกับพาติล และนันทา "ต่างจากข้างนอกลิบลับ"
"ข้างในสุดนั่น" พาติลมองเห็นสิ่งของภายในความมืด "มีเทวรูปด้วยนะ"
"ยืนเป็นคู่ๆ เลย" นันทาเข้าไปสำรวจรอบเทวรูปก่อนจะยกมือไหว้ "มีมหาพรหม สรัสวตี วิษณุ ลักษมี อิศวร แล้วก็ปารพตี"
"ครบองค์ตรีมูรติ" เสียงนฤมาณีดูอ่อนโยนเหมือนไปเกี้ยวพารานสีมาสดๆ ร้อนๆ "ยืนข้างชายาแล้วเหมือนเป็นสิ่งขาดไม่ได้เลยเนาะ"
"น่าเสียดาย" ถึงคราวพาติลพูดบ้าง "ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ขาดการบูรณะอย่างนี้ ความศรัทธาของที่นี่คงจะหายไปหมดแน่ๆ"
"เอาเถอะ" นันทากำลังค้นหาสิ่งของที่ให้แสงสว่างในความมืด รอบๆ "รู้สึกว่าข้างนอกใกล้จะมืดจะค่ำอยู่แล้ว รีบเตรียมหาของมาจุดส่องสว่างกันดีกว่า"
"อือ!!" หริและพาติลตอบตกลง

แสงไฟจากคบเพลิงประจำเทวสถานร้างสว่างขึ้น ทำให้พวกเขามองเห็นจิตรกรรมฝาผนังได้อย่างชัดเจน นันทาถือคบเพลิงทองแดงด้ามไม้เดินไปตามจุดตั้งโคมตะเกียง บริเวณรอบอาคารเทวสถานเริ่มสว่างขึ้นในยามราตรี ดุจมันกลับมามีชีวิตชีวาอีกหนในรอบสิบปีที่ไม่เคยมีใครอาศัยอยู่เลย

"บรื่ออออ..." นันทาเดินถือคบไฟออกมาด้านนอก ลงมาจากอาคารเทวสถาน รู้สึกถึงอุณหภูมิต่างจากภายในอย่างฉับพลัน แต่ก็เหลือบไปเห็นชุดของปัญจาบวางกองไว้บนบันไดท่าน้ำ "หนาววุ้ย...อากาศที่นี่เลวร้ายจริงๆ อ่าวเฮ้ย!! ปัญจาบ!!"
"อะไร!!" ปัญจาบโผล่ขึ้นมาจากน้ำครึ่งท่อน เนื้อตัวเปียกชุ่ม "อาบน้ำอยู่...มีอะไรหรือ??"
"ไม่กลัวหนาวหรือไง??" นันทายืนพูดกับปัญจาบ แล้วเดินไปจุดโคมตะเกียงที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
"โอ้ย...ริมแม่น้ำตอนนี้กำลังดีแฮะ" ปัญจาบว่ายน้ำเข้ามาใกล้ตัวนันทา "ตอนมาที่นี่มันรู้สึกรำคาญตัวยังไงชอบกล"
"ประมาณว่าร้อน เหนียวตัว แล้วไม่ค่อยสบายตัวด้วย" นันทาหันมาพูดหลังจากจุดไฟโคมตะเกียงแล้ว "ใช่ไหม??"

"ควับ!!"

"เฮ้ย!!" นันทาสะดุ้งโหยง "จับขาทำไมวะ!! ปล่อย!!"
"ไม่อาบน้ำด้วยกันเหรอนายน่ะ!!" ปัญจาบกระชากขานันทาให้เสียการทรงตัว
"เฮ้ยยยยยยยย!!" นันทาทรงตัวไม่อยู่ กระโจนตกแม่น้ำทันที

"พรืดดดดดด..."
"ตูมมมมมมมมมม..."

"บุ๋ง...บุ๋ง..."
"ซ่าาาาาาา...!!"

"ทำบ้าอะไรของนาย!!" นันทาโผล่พ้นน้ำ เนื้อตัวเปียกโชก ว่ายน้ำเข้ามาหาปัญจาบ "มานี่เลย"
"อ่ะ...อ๋าาาาา...หว๋าาาาา" ปัญจาบตกใจ โดนนันทาเล่นเข้าให้ซะแล้ว
"แกล้งกันชัดๆ นี่หว่า" นันทากอดปัญจาบ แล้วจับถ่วงน้ำเล่นๆ หัวๆ "ขอเอาคืนบ้างดิ ฮะฮะฮ่า!!"
"แอ๊กกกก!!...บุ๋ง...บุ๋ง...บุ่ง"

"จ๋อม..."

"เจอแล้วครับนาย" มือสังหารที่โผล่ขึ้นจากน้ำ ซ่อนตัวในพงหญ้าจากสายตาของปัญจาบกับนันทา โทรจิตรายงานกลับไป "พวกมันกำลังอาบน้ำอยู่ ไม่ได้สนใจอะไรเลยครับนาย"
"แน่ใจนะ!!" จอมโจรดัลคาร์นโทรจิตหา "คราวนี้ถ้าพลาด อย่ากลับมาให้เห็นหน้าอีกนะเฟ้ย!!"
"ครับนาย!!" มือสังหารตอบรับคำสั่ง

"เฮ้ออออ" พาติลปาดเหงื่อ หลังจากทำพิธีบูชาเทวรูปแล้วเสร็จ "นันทาออกไปตามปัญจาบนานแล้วนะ เมื่อไรจะกลับเข้ามาซะทีเนี้ย"
"ของกินก็ทำเสร็จแล้วนะ" หริเตรียมกับข้าวรอไว้แล้ว "เอาของหวานที่ข้าทำไว้ส่วนหนึ่งไปวางบูชาหน้าเทวรูปด้วยล่ะ"
"จ้า...แม่ครัวจำเป็น" พาติลตอบรับ แล้วหยิบของหวานไปวางไว้หน้าเทวรูปจนครบ

"เทวสถานร้างเหรอ??" นันทาเพิ่งจะเข้าใจรายละเอียดมากขึ้นมาบ้าง
"ถูกเผง" ปัญจาบอธิบายต่อ "สถานที่นี้ไม่ค่อยเหมาะที่จะเป็นชุมชนสักเท่าไร และมันก็ผ่านเวลามาเกือบสิบปีด้วยซ้ำ"
"ถ้าอย่างนั้น..." นันทาด่วนสรุปอย่างรอบคอบที่สุด "ที่นี่จะมีคนเดินทางเข้ามาในช่วงเทศกาลประจำปีโดยเฉพาะแน่นอน"
"ประมาณนั้นเลย" เสียงอัครายืนยัน

เสื้อผ้าของนันทากับปัญจาบตากไว้ที่บริเวณระเบียงอาคาร ทว่าปัญจาบไม่มีชุดเปลี่ยน ทำให้เขามีเพียงผ้าเตี่ยวนุ่งเพียงผืนเดียว แต่นันทานั้นกลับกัน เขามีผ้าสำรองไว้ ทำให้เขากลับมานุ่งโธตีแทนชุดเกราะได้ทันที แสงจากโคมตะเกียงส่องสว่างทั้งคืน ดูสบายตายามอยู่ในความมืดมิด ไม่แน่ว่าสถานที่แห่งนี้ จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปอย่างที่หริพูดหรือเปล่า สิ่งที่พวกเขารู้อยู่ตอนนี้คือการพักผ่อนเอาแรงจากการเดินทางมาตลอดทั้งวัน บนทะเลทรายผืนใหญ่แห่งนี้

"ที่นี่นะ" เสียงหริเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในแวดวงของมือสังหาร หวังจะฆ่าเวลาอันน้อยนิดก่อนจะแยกย้ายไปพักผ่อน "เมื่อก่อนเคยมีคนเล่าสืบต่อกันมา ว่าเคยมีกลุ่มพราหมณ์เข้ามาก่อตั้ง ปลูกสร้างสถานที่นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นศาสนสถานสำหรับนักบวชพเนจร ใครจะไปคิดกันว่า ข่าวลืออย่างของวิเศษหลายๆ ชิ้นที่สร้างขึ้นมานั้นแพร่สะพัดไปทั่ว..."
"เอ่อ..." ปัญจาบคั่นการสนทนา ตัวเขานอนราบไปกับพื้นทำท่าว่าจะผ่อนคลายอารมณ์ "แล้วไงต่อ??"
"คิดดูให้ดีนะ" หริพูดต่อจากของเดิม "กองโจรในละแวกนั้นต้องการสิ่งมีค่าที่มีพลังทางเวทมนต์ เอามาใช้เพื่อทำให้พวกเขาเก่งขึ้น แล้วก็ทำให้พวกเขามีพลังที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถทัดทานได้"
"รู้สึก...มันจะตรงกับสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้นะ" นันทานั่งขัดสมาธิ เอามือเท้าเข่าพูดคุยกันบ้าง "ไอ้เรื่องหนังสือต้องสาปของพาติลอะไรนั่น"
"เออ!!" พาติลนึกขึ้นมาได้ "ลืมไปเลย ตอนที่นักบวชชราพูดแค่บางส่วนบนรถตอนนั้นน่ะ"
"ยังไงหรือ?? พาติลจัง" หริยุติการเล่าไว้ชั่วคราว แล้วหันมาถามพาติล
"เดี๋ยว...สักครู่นึง" พาติลใช้เวทย์กระเป๋าเรียกของออกมา "ภัณฑเวดา!! หนังสือต้องสาป!!"

"วาบบบบบบบ..."

"โอ้!!" ลูกน้องมือสังหารคนเดิมนั้นแอบสังเกตการณ์ พูดเบาๆ กับพวกที่อยู่ใกล้ๆ "พวกมันเรียกหนังสือออกมาแล้ว แต่ว่ามันยังไม่มีใครง่วงนอนเลยสักคน"
"ตรงนี้ดูไปก่อน" มือสังหารอีกคนบอกต้นทางอย่างเงียบที่สุด "งั้นจะอ้อมไปดักซุ่มรอชิงหนังสือเหมือนกัน เผื่อพลาด"
"ถ้างานนี้ทำพลาด" มือสังหารโทรจิตบอกพรรคพวกในกลุ่ม "เราก็โดนนายเอาเรื่องแหงๆ"
"รู้เว้ย!!" มือสังหารอีกคนโทรจิตตอบกลับอย่างโมโห "กำลังจะได้ที่ล่ะ"

"ในหนังสือต้องสาปนี่" ปัญจาบถามพาติล เขารู้สึกสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมจากหนังสือต้องสาป "ยังมีอะไรจดบันทึกลงไปบ้างไหม??"
"เอ้า...มันก็ไม่สนุกสิ" พาติลคิดแผลงๆ ด้วยความนึกสนุก "ดับไฟแล้วจะได้บรรยากาศอีกแบบไปเลย"
"ทำแบบนั้นไม่ได้นะ พาติลจัง!!" หริลุกขึ้นมาพูด "เผื่อบางทีพวกของดัลคาร์นอาจจะรู้ว่าเรามาที่นี่ก็ได้"
"ถึงกระนั้นก็เถอะ" พาติลพยายามจะไม่สนใจสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว "ฉันอยากจะรู้อะไรหลายๆ อย่างที่พี่ฉันเขียนเอาไว้ด้วย"
"เอาอย่างนี้ไหม" เสียงอัคราเสนอแนวคิดแปลกๆ ออกมาอย่างเงียบๆ "หาที่ที่พวกมันหาเราไม่เจอก่อนจะดีมากนะ"
"ทำได้เหรอ??" หริถามอัคราอย่างเบาที่สุด "รู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากลด้วย"
"ลองดูเลย" พาติลกระซิบหูหริ แล้วคว้าของบางอย่างออกมา "เอาเถอะน่า!!"
"อ๋าาาา...ว้ายยยยย"

"ได้โอกาสแล้ว!!" กลุ่มมือสังหารไม่รอช้า บุกเข้าประชิดเป้าหมายทันที

"วูมมมมมม..."

"โครม!!"
"เพล้ง!!"

ชั่วพริบตาเดียวที่โคมตะเกียงดับหมดทั้งโถง กลุ่มมือสังหารได้ที่เข้าจู่โจมไม่มียั้ง ทุกอย่างในความมืดดูสับสนไปหมด และไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีไฟส่องสว่างเปิดสำรวจทั่วบริเวณโถงพิธีกรรมหลังจากนั้น

"โป๊ก!!"
"โอ้ย!!"

"ตึง!!"
"แคร้ง!!"

"ตุบตับ!!"

"เฮ้ย!!" มือสังหารคนหนึ่งโวยวายอยู่ในความมืด "มันเกิดอะไรกันขึ้นวะ!! อัก!!"
"ปล่อยสิฟะ!!" มือสังหารอีกคนขึ้นเสียง แต่รู้สึกเจ็บตัวไม่น้อย "อะไรเนี้ย!!"

"ปุ!!...ฟูววววววว"

"บ้าน่า!!" มือสังหารคนหนึ่งปาไฟเย็นฉุกเฉินลงพื้น แต่ก็ต้องเจอกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า "พวกแกน่ะ...ตะลุมบอนกันทำบ้าอะไรฟะ"
"ห่ะ..." กลุ่มมือสังหารเพิ่งจะรู้ตัว
"พวกมันหายไปไหนกันหมดฟะ??" พวกมือสังหารกวาดสายตามองไปรอบๆ โถงพิธีกรรม
"จะไปรู้เหรอ!!" มือสังหารอีกคนบ่นด้วยความน่ารำคาญ "เมื่อกี้ยังอยู่ครบตั้งสี่คนเลยนะเฟ้ย"
"งั้นก็ค้นให้ทั่ว" เหล่ามือสังหารต่างแยกย้ายกันไปหาทั้งบริเวณ
"เอ้อ!!"

การบุกจู่โจมของกลุ่มมือสังหารนั้น ทำให้ข้าวของที่วางบูชาเทวรูปพังลัมระเนระนาด อาหารหวานคาวที่นำไปบูชาเทวรูปหกเลอะเทอะไปหมด แต่ไม่มีมือสังหารคนไหนรู้ได้เลยว่า พวกปัญจาบได้หลบเข้าไปอยู่ในเคหเวทยา นับว่าเป็นการวางแผนรับมือที่ไม่เลวเลยทีเดียว

"เป็นไงบ้าง" หริถามปัญจาบที่ยืนมองผ่านม่านหน้าต่าง
"พวกมันแยกย้ายกันไปหาตามจุดอับที่คุ้นเคยดี" ปัญจาบชะเง้อมองผ่านหน้าต่างอย่างระมัดระวัง "ไปกันหมดแล้วล่ะ"
"ถ้าไม่มีเคหเวทยาล่ะก็" พาติลพูดด้วยอารมณ์ร้อนๆ หนาวๆ "ป่านนี้พวกมันหาเจอเร็วขึ้นแน่ๆ"
"ให้ใครก็ได้" หริบอกทุกคนให้เตรียมจัดการรับมือต่อจากนี้ "ออกไปย้ายเคหเวทยาไปไว้ยังที่ปลอดภัยก่อน ตอนนี้เลย"
"ฉันเอง" นันทารับอาสา เดินไปที่ประตูเคหเวทยา
"ระวังตัวด้วยล่ะ" หริพูดกับนันทาก่อนจะเริ่มจัดการงานให้สำเร็จลุล่วง "เสร็จแล้วรีบกลับเข้ามาเลยนะ"

"หาเจอไหมวะ!!" มือสังหารโทรจิตหาพวกเดียวกัน
"ค้นจนทั่วแล้ว" มือสังหารอีกคนโทรจิตกลับมา "ไม่เจอพวกมันเลย"
"แถวท่าน้ำก็ไม่มีร่อยรอยการหลบหนี" มือสังหารอีกคนก็โทรจิตกลับมาเหมือนกัน
"แสบมากนะพวกแก" มือสังหารตัวหัวหน้าพูดตะโกนดังๆ ด้วยอารมณ์โกรธแค้น "ไม่ได้มีแค่นี้หรอกเฟ้ย!! รู้นะว่าพวกแกอำพรางตัวอยู่"
"ไม่มีประโยชน์หรอกมั้ง" กลุ่มมือสังหารโทรจิตพูดคุย "ยังไงก็ต้องรอให้เช้าซะก่อน คราวนี้เราต้องบุกโจมตีในรูปแบบของพวกเรา"
"เอ้อ...งั้นก็ขอบใจพวกเอ็ง" มือสังหารตัวหัวหน้ากล่าวเล็กน้อย "จะได้ไม่โดนนายดุด่าอยู่คนเดียว"

เป็นอันว่าการไล่ล่าของมือสังหารนั้นพักรบไปชั่วคราว ทุกอย่างเงียบงัน เคหเวทยาถูกนันทาลอบย้ายหนีไปโดยไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัว ช่วงเวลานี้ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างหยุดลง แต่ในเวลานี้กลับกลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างต้องถอยร่นออกมาคนละก้าวแทน

"เรียบร้อยแล้ว" นันทาปรากฏตัวหลังจากแตะหลังคาเคหเวทยาเพียงครั้งเดียว "เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ"
"ดีล่ะ" หริดูมั่นใจขึ้น "พวกมันอาจจะสังเกตการณ์แบบไม่คลาดสายตาจนถึงเช้าแน่ ถ้าเกิดเราไปปรากฏตัวให้พวกมันเห็น"
"เอาล่ะๆ" พาติลเปิดหนังสือต้องสาป ค้นหารายละเอียดปลีกย่อยเพิ่มเติม "สักครู่นึงนะ"
"เดี๋ยว!!" เสียงอัคราบอกให้หยุดที่หน้าปัจจุบันของหนังสือต้องสาป "อันนี้แหละ"
"ทำไมหรือ??" พาติลถามด้วยความสงสัย
"ในหน้านี้เขียนถึงบทสวดพิธีกรรมเก่าแก่ เป็นบทสวดที่มีการกล่าวอ้างถึงสถานที่นี้" เสียงอัคราอธิบายรายละเอียดอย่างสั้นๆ "ไหนลองเปิดไปหน้าเกือบๆ ถึงรายชื่อผู้สร้างหนังสือสิ"
"กำลังเปิดอยู่" พาติลพลิกหน้าหนังสือไปเรื่อยๆ จนเจอ "เจอแล้ว"
"หน้าที่บอกให้เปิดไปนั้นคือรายชื่อสถานที่ที่บันทึกเอารายละเอียดบทสวด หรือเวทมนต์คาถาต่างๆ เท่าที่มี" เสียงอัคราอธิบายเพิ่มเติม "ก่อนที่จะเกิดสงครามครั้งใหญ่ พี่ชายของพาติลจารึกเอาพลังเวทมนต์ที่มีพลังสูงส่งใส่ลงไป เวลานั้นพี่ชายของพาติลพยายามขอร้องให้พราหมณ์บริกรรมคาถาให้มันมีชีวิต สามารถเลือกใครก็ได้ที่เปิดอ่าน กลายเป็นผู้มีพลังเวทมนต์เหนือธรรมชาติเพื่อต่อสู้กับสงคราม อะไรทำนองนั้น"
"เอ่อ..." ปัญจาบจับผิดประเด็นที่อัคราอธิบาย "ออกทะเลแล้วนิ นี่มันเรื่องเดิมที่เคยพูดให้ฉันฟังตั้งนานแล้วนะ"
"ไม่ๆๆ" พาติลตอบแทนปัญจาบ "เธอน่ะรู้แล้ว นันทากับหริเขายังไม่รู้เลย"
"อ่ะนะ" ปัญจาบอุทานสั้นๆ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร

"เจอล่ะ" เสียงนฤมาณีรับรู้ข้อมูลจากหนังสือ "อยู่ลงไปเกือบท้ายๆ น่ะ"
"ไหน" พาติลไล่รายชื่อสถานที่ลงมาจนเจอ

"คาถาเลือกผู้กล้า"
"เทวสถานเคหคงคา, ทะเลทรายมัลธาราห์"

"ใช่เลย" เสียงอัคราเข้าใจสิ่งที่ต้องการแล้ว "ที่นี่แหละ ปัญจาบ!! เปิดอุปกรณ์อะไรเทียมๆ หน่อยสิ"
"อุปกรณ์ระบุตำแหน่งดาวเทียม" ปัญจาบขยายความจากเดิม "จีพี..."
"เออ...นั่นแหละๆ" เสียงอัคราต้องการอย่างนั้น
"เปิดตอนนี้ไม่ได้" ปัญจาบไม่สามารถเรียกใช้อุปกรณ์จีพีเอสอีกแล้ว "ตามความเป็นจริง จีพีเอสจะทำงานได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในพื่นที่โล่ง ไม่มีอะไรบดบังหรือหักเหสัญญาณเท่านั้นนะ"
"รู้สึกว่าปัญจาบคุงเริ่มจะชำนาญขึ้นแล้วนะ" หริเอ่ยปากประเมินความสามารถของเขา "โดยเฉพาะกับพวกอุปกรณ์ที่เราไม่เคยได้พบได้เห็นมาก่อน"
"อย่างน้อยก็ทุ่นแรงได้เยอะ" พาติลพูดด้วยความั่นอกมั่นใจ "จะได้เข้าถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น แล้วก็จะได้เจอหน้าพี่ชายฉันเร็วๆ ด้วย"

"ฮ้าวววววว..." นันทาออกอาการง่วง ตัวของเขานอนราบไปกับพื้นเคหเวทยา
"น่าจะดึกแล้วนะ" หริรู้ดีว่าได้เวลาพักผ่อนกันแล้ว "นอนพักเอาแรงเถอะ พรุ่งนี้เราต้องรีบหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้"
"นอนก่อนก็ได้นะหริ... ปัญจาบด้วย" พาติลไม่ขัดขวางเวลาพักผ่อนของทุกคน "ราตรีสวัสดิ์ทุกคน"
"อือ..." หริกับปัญจาบตอบรับ "เช่นกัน"

**************

แสงสว่างจากเทพสุริยะสาดส่องมาเต็มที่ สถานการณ์ในเช้าวันใหม่ก็ยังคงตึงเครียดมากกว่าปกติ การเฝ้าระวังของกลุ่มมือสังหารนั้นไม่มีทีท่าว่าจะละสายตาไปได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว ฝั่งของมือสังหารนั้นผลัดกันสังเกตการณ์เป็นระยะๆ อีกด้านหนึ่งก็กำลังวางแผนรอรับมือถ้าหากมีการเล่นไม่ซื่อของฝ่ายตรงข้าม ไม่แน่ว่าจะต้องมีการประมือกันในไม่ช้านี้

"จะไหวมั้ยเนี้ย" ปัญจาบลอบมองผ่านผ้าม่านประจำเคหเวทยา "พวกมันเล่นดักล้อมหน้าล้อมหลังจนจะออกไปเอาชุดที่ตากไว้ไม่ได้เลย"
"เสบียงที่ตุนเอาไว้" หริคาดการณ์ถึงสิ่งใกล้ตัวอย่างของกิน "หากอยู่ในเคหเวทยาต่อไป เราอาจจะอดตายก็ได้"
"พาติลก็ช่วยกันคิดหน่อยสิ" ปัญจาบรบเร้าให้พาติลช่วยกันระดมความคิดบ้าง
"จะให้ทำยังไงเล่า!!" พาติลรู้สึกรำคาญกับสถานการณ์ยากๆ แบบนี้ "จะให้ปลอมตัวหลบหนีออกไปอย่างนั้นหรือย๊ะ!!"
"ใช่แล้ว!!" หริช่วยกันคิดหาวิธีอีกแรงจนนึกออกมาได้ "ปลอมตัว... ต้องใช้ได้แน่ๆ"
"เอ๋..."

"แปลกว่ะ..." มือสังหารคนหนึ่งรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล "นี่ก็เช้าจนสว่างแล้ว พวกมันยังไม่โผล่ออกมาแม้แต่คนเดียว"
"เองลองเข้าไปดูให้แน่ใจสิวะ!!" มือสังหารตัวห้วหน้าแนะนำแผนการ "ไปกันหลายๆ คน จะได้ไม่โดนพวกมันตลบหลังเอาง่ายๆ"
"สองคนก็พอนิ" มือสังหารอีกคนเสนอ "ถ้าพวกมันตลบหลังจริงๆ ล่ะก็ ยังไงก็ได้ หรือจะบุกตามเข้าไปจับเป็นพวกมันก่อนก็ดี"
"อะไรนะ!!" มือสังหารตัวหัวหน้าเออออ "งั้นก็ตามใจพวกเอ็งว่ะ"

"พวกมันเข้ามาแล้ว" นันทาผลัดกันมองผ่านหน้าต่างบ้าง "เข้ามาแค่สองคนเอง"
"หรือว่าจะล่อให้พวกเราออกมา!!" พาติลพูดเป็นกระต่ายตื่นตูม
"คงจะเป็นอย่างนั้น" หริคาดการณ์ตามคำพูดของพาติล "ถ้าออกไปตอนนี้ก็จะโดนพวกมันบุกเข้ามาสมทบแหง"
"โอ้มหาเทพ!!" นันทาตกใจ "พวกมันเดินป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เทวรูปด้วย"
"งั้นก็ช่วยไม่ได้!!" ปัญจาบคิดจะเปิดประตูออกไป "เราต้องทำอะไรสักอย่าง"
"ไม่นะ!! ปัญจาบ!!" นันทาห้ามปราม แต่ก็เอาไม่อยู่ "บ้าเอ้ย!!"

"แกรก...วูมมมมมม"

"เจออะไรบ้างไหม??" มือสังหารที่อยู่ในโถงพิธีกรรมคนหนึ่งลงมือค้นหาร่องรอยการเคลื่อนไหวจากข้าวของที่ล้มระเนระนาด
"ไม่มีเลย" มือสังหารอีกคนในบริเวณเดียวกันก็ไปสำรวจหลังเทวรูป "พรางตัวได้ร้ายกะ...อัค!!"

"พูดอะไรวะ!!...โอ๊ะ!!" จู่ๆ ก็โดนใครบางคนทำให้สลบไปด้วย

"รีบลากออกไปเร็ว" ปัญจาบโทรจิตกระซิบหานันทาทันที
"ได้เลย" นันทาโทรจิตกระซิบกลับ และลากร่างมือสังหารหายเข้าไปในความมืด

"เรียบร้อย" ปัญจาบอยู่ในชุดมือสังหารสีดำทะมึน โผกหน้าอย่างมีดชิดเพื่อให้แนบเนียนที่สุด ทิ้งร่างของมือสังหารที่เหลือเพียงผ้าเตี่ยวตัวเดียว "ของส่วนใหญ่ที่มันพกไว้ก็มีพวกระเบิด ยาพิษ แล้วก็อุปกรณ์เอนกประสงค์เฉพาะอย่าง..."
"ปัญจาบ" นันทาโทรจิตเรียกให้มาดูการแต่งตัวของเขา "เป็นยังไงบ้าง"
"ก็ดีนะ" ปัญจาบมองดูนันทาในชุดมือสังหารที่เหมือนกับเขา "โชคดีจริงๆ ที่นายได้มือสังหารร่างใหญ่พอสมควร ไม่อย่างนั้นพวกมันอาจจะจับได้ว่าเราปลอมตัวมา"
"งั้นเราก็ไปจากที่นี่ได้ดิ" นันทาโทรจิตในขณะที่วิ่งไปเอาเคหเวทยาออกมา
"ระวังด้วยล่ะ" หริโทรจิตบอกปัญจาบกับนันทา
"อือ..."

"เฮ้ย..." มือสังหารสังเกตเห็นบางอย่างเดินออกมา "เห็นเงาตะคุ่มๆ ในโถงข้างในไหมวะ??"
"เห็นดิ" มือสังหารอีกคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเตรียมตัวพร้อมเหมือนกัน "อีกคนตัวใหญ่เหมือนคนที่เข้าไปเมื่อกี้ด้วย"
"งั้นพวกเราเตรียมตัว!!" กลุ่มมือสังหารเริ่มประจัญหน้าแถวประตู "ระวัง!!...ห่ะ"

"โอ้จอมปิศาจ!!" มือสังหารผงะ จู่ๆ ที่เดินออกมาเป็นพวกเดียวกัน "พวกเอ็งหรือเนี้ย..."
"ใช่" ปัญจาบในชุดมือสังหารตอบ "หาไม่เจอเลยสักคน พวกเขาพรางตัวได้เก่งจริงๆ"
"แน่ใจเหรอพวกแกน่ะ??" มือสังหารตัวหัวหน้าถาม
"ก็แน่สิเฟ้ย!!" นันทาในชุดมือสังหารขึ้นเสียง แล้วเดินไปหยิบชุดปัญจาบกับผ้าเตี่ยวติดเกราะของเขาที่ตากอยู่ระเบียง แกล้งพูดเหมือนไม่พอใจ "พอล่ะ ข้าไม่อยากร่วมงานกับพวกเอ็งต่อแล้ว"
"เดี๋ยวสิวะ!!" มือสังหารตัวหัวหน้าขึ้นเสียงถาม "ไปหยิบชุดพวกมันทำไมกัน!!"
"ชุดพวกนี้เหรอ??" นันทาในชุดมือสังหารอธิบาย "จะเอาไปทำลายหลักฐานซะหน่อย"
"เออ..." มือสังหารหมดอารมณ์จะพูด "ตามใจพวกแกก็แล้วกัน ข้าไม่เอาพวกแกไว้แล้วเว้ย!!"

"เป็นไงมั่ง" พาติลโทรจิตถามหลังจากพ้นสายตาพวกมือสังหารมาได้
"ถามไม่กี่อย่างเอง" ปัญจาบโทรจิตกลับ แล้วพยายามรีบเก็บชุดของเขาด้วยเวทย์กระเป๋าทันที "ค่อนข้างหละหลวมสุดๆ ถ้าไม่มีดัลคาร์น"
"ดีล่ะ" นันทาเก็บชุดของเขาไว้เรียบร้อยแล้ว "รีบไปจากที่นี่กัน อย่าลืมเครื่องมืออะไรเทียมๆ นะ"
"เครื่องระบุพิกัดดาวเทียมเฟ้ย!!" ปัญจาบชักตรีศูลออกมาเป็นยานพาหนะ จะออกลุยทะเลทรายอีกครั้ง
"ฮะอ่ะอ่ะ" เสียงอัคราอดหัวร่อไม่ได้

"ใช้ไม่ได้" มือสังหารตัวหัวหน้าบ่นน้อยบ่นใหญ่ เดินเข้าไปพิสูจน์ร่องรอยภายในโถงพิธีกรรม "ไอ้สองตัวนั่นมันงี่เง่าเกินไป หาพวกมันแค่นี้ไม่เจอะ..."

เมื่อกลุ่มมือสังหารเข้าไปสำรวจ ก็พบร่องรอยการตะลุมบอนอีกระลอก แต่คราวนี้เล่นเอาชุดไปหมดทั้งตัว ที่เหลือก็มีชุดยาพิษ และอุปกรณ์ติดตัวเพียงบางชิ้น กับสภาพมือสังหารสองคนที่นอนสลบเหลือเตี่ยวเพียงผืนเดียวข้างๆ เทวรูปทั้งสองฝั่ง

"โอ้จอมปิศาจ!!" มือสังหารที่ยืนอยู่ข้างๆ หนัวหน้าผงะ "มันลอกคราบอย่างนี้เลย"
"ลอกคราบบ้าบออะไรของแกวะ!!" มือสังหารตัวหัวหน้าตวาดใส่ "มันเล่นขโมยชุดปลอมตัวเป็นพวกเราไปใส่เฉยเลย!!"
"งั้นเมื่อกี้ก็แสดงว่า..."

"วูมมมมมมมม...ฟ้าวววววว"
"สวบ...สวบ...สวบ...สวบ!!"

"เมื่อกี้ตกใจแทบแย่" ปัญจาบกระชากผ้าคุลมหน้าออก มือของเขาถือเครื่องระบุตำแหน่งดาวเทียม แล้วพูดคุยระหว่างเดินทางกับนันทา "พวกมันเกือบจะจำเสียงเราได้แล้ว"
"ตอนที่...พวกมัน...เข้า...มาใกล้...เคหเวทยา...นะ" นันทาหันมาพูด สลับกับการหายใจเป็นจังหวะ ขณะที่กำลังวิ่งตามปัญจาบไปในทะเลทรายอันกว้างขวาง "อด...เป็นห่วง...ไม่ได้...ก็เลย...ตามมาช่วย...เก็บ...มือสังหาร...สองคนนั่นนะ... แหม...มันมือ...จริงๆ"
"ดูนั่น!!" ปัญจาบเหลือบไปเห็นด้านหลังของนันทา "พวกมันตามมาแล้ว"
"ห๋าาา..." นันทาหันไปมอง และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ "เฮ้ย...!! มัน...มันตาม...มาแล้วว่ะเฟ้ย!!"

กลุ่มมือสังหารใช้วิชาตัวเบาไล่ตามพวกของปัญจาบได้ทัน การวิ่งด้วยวิชาตัวเบาของมือสังหารทำได้สมบูรณ์แบบเพราะชุดของมือสังหารตามแบบฉบับนั้นมีแรงปะทะของลมน้อย และน้ำหนักลงเท้านั้นมีน้อยมาก จึงสามารถเคลื่อนไหวทางไกลได้เร็ว และเหนื่อยน้อยลง กลุ่มมือสังหารวิ่งฝ่าทะเลทรายตามเข้ามาใกล้ได้ไม่ยากเย็นนัก

"จะหนีไปหามหาเทพหรือไงวะ!! พวกแก!!" เสียงตะโกนของมือสังหารดังเข้าหูปัญจาบกับนันทาชัดเจนมาก "หนีไม่พ้นหรอกน่า!!"
"ใครบอก!!" ปัญจาบตะโกนโตักลับ "พวกแกต่างหากเฟ้ย ที่คิดจะทำเรื่องบ้าๆ แบบนี้!!"
"เปล่าประโยชน์!! อุ๊ป!!"

"ครืดดดดดด..."

"แค๊ก...แค๊ก...แค๊ก!!"
"แสบตาว้อยยยย!!"
"มองไม่เห็นอะไรเลย!!"

ปัญจาบใช้ขาขวาถ่วงให้หัวของตรีศูลที่ลอยอยู่ครูดไปกับพื้นทราย ทำให้เกิดฝุ่นทรายตลบบดบังทัศนวิสัยของกลุ่มมือสังหารได้ส่วนหนึ่ง ยังมีมือสังหารที่ตามอยู่ข้างหลังมาอีกเป็นสิบๆ คน ต่างใช้วิชาตัวเบารุดเข้ามาจัดการด้วยความรวดเร็ว

"ย๊าาาาาาห์"

"ปัญจาบ!! ระวัง!!" นันทาตะโกนเตือนเมื่อมีมือสังหารเคนหนึ่งเข้าประชิดตัวตามหลังปัญจาบ
"ห่ะ!! ฮึ้ย!!"

"แควกกกกก" ชุดมือสังหารที่ปัญจาบสวมใส่อยู่ขาดเป็นบางส่วนด้วยมีดสั้นของมือสังหาร

"ไซคิก โฮลี่ บลาส บอล!!" ปัญจาบเรียกใช้เวทย์ลูกบอลพลังจิตเตรียม หวังจะตอบโต้หรือตัดกำลังลงไป

"วูมมมมมมมม..."
"ตูม...ตูม...ตูม!!"

"ฮว๊ากกกกกก!!"
"อ๊าาาาาคคคคค!!"

"โดนเล่นงานไปเกือบสิบ!!" มือสังหารตัวหัวหน้าโทรจิตสั่งการในขณะที่วิ่งตามพวกปัญจาบด้วยวิชาตัวเบา "ระวังพวกมันให้ดีนะเว้ย!!"
"หัวหน้า!! ระวัง!!" เสียงมือสังหารตะกุกตะกักกเพระโดนเล่นงานจากพวกปัญจาบ "อัค!!"

"ห่ะ!!"
"ย๊าาาาาาาห์"

"พลัก!!"

นันทากระโดดถีบมือสังหารคนแรกล้มลงไป และยิงหมัดใส่หน้ามือสังหารคนที่สอง หรือแม้ไถลร่างของเขาสกัดจังหวะการวิ่งของมือสังหารอีกสองคนให้ล้มคะมำลง ฝีมือของนันทาคราวนี้ยังไม่ตกหล่นแม้สักครั้งเดียว

"นันทา!!" ปัญจาบควบตรีศูลวกกลับมาช่วย "งั้นก็เอาด้วยสิ!!"

"บ้าน่า!!" จอมโจรดัลคาร์นมองดูปัญจาบกับนันทาไล่ล่ากลุ่มมือสังหารกลางทะเลทรายผ่านลูกแก้วของเมซซี่ "มันไม่กล้วรังสีความมืดที่ข้าใช้กับพวกมันเลย... เจ็บใจนัก!!"
"เอาน่า" เมซซี่เปล่งพลังใส่ลูกแก้วเรื่อยๆ ให้ดัลคาร์นสังเกตการณ์ "เดี๋ยวหลังจากนี้ข้าจะส่งสุมนไปเล่นงานพวกมันด้วย"
"จริงหรือ??" ดัลคาร์นหันมามองหน้าเมซซี่ "งั้นก็ดีสิ"
"แล้วไอ้เจ้ายักษ์คุชติข้างหลังนี้ล่ะ??" จอมโจรดัลคาร์นถาม
"คงต้องรอดูอาการสักพัก" เมซซี่พยายามหันมาพูดในขณะที่เปล่งพลังใส่ลูกแก้วอยู่ "สูญเสียพลังไปมาก..."
"เอาล่ะ พอ" จอมโจรดัลคาร์นยุติการดูภาพจากลูกแก้ว แล้วถลำเข้ามาใกล้ตัวเมซี่ "อย่างน้อยก็จะได้เตรียมตัวกันทัน จะได้เล่นงานพวกมันรวดเดียวเลย"
"เหรอ??" มือของเมซซี่กอดรัดเอวดัลคาร์น ทำหน้าเย้ายวน "ขอให้จัดการพวกนั้น แล้วเอาหนังสือต้องสาปกลับมาให้ได้ก็แล้วกัน พ่อจอมโจรเอัยยยย..."
"อืม...ห่ะ!!" จอมโจรดัลคาร์นตอบรับ แต่ถูกเมซซี่กระชากลงไปนอนแนบสนิทตามอารมณ์หนุ่มสาว ไม่อายแม้กระทั่งมีหิรัญยะอยู่ด้วย

ที่กลางทะเลทรายที่มีอุญหภูมิสูงกว่าปกติ ปัญจาบและนันทาเหน็ดเหนื่อยจากการปะทะกันกับมือสังหารโดยรอบ ชุดมือสังหารที่ขาดวิ่นของทั้งคู่ปรากฏรอยแผลฉกรรจ์ชัดเจน รายล้อมไปด้วยมือสังหารที่หมดทางต่อสู้นอนพังพาบไม่ได้สติ ก็ได้แต่ว่าพวกเขาจะรับมือแบบหลังชนฝาอีกนานหรือไม่?? หรือการต่อสู้นั้นสิ้นสุดลงแล้วหรือ??

"แฮก...แฮก...แฮก" นันทาหายใจหอบ เหงื่อออกทั้งตัว รู้สึกร้อนวาบ
"น้ำมั้ย" หริโทรจิตถาม "กินๆ ไปก่อนเถอะนะ"
"ขอบใจ" ปัญจาบตอบรับ ขวดน้ำดื่มปรากฏอยู่ตรงหน้า เขารีบเปิดฝาดื่มก่อนใคร "อึก...อึก...อึก...อ่าาาาาาาาห์"
"ฮ่าาาาาา..." นันทาดื่มน้ำจนหมดขวด "เย็นนิดเดียวเอง"
"แย่แล้ว!!" เสียงอัคราตื่นตัวอย่างฉับพลัน "มองดูบนฟ้านั่นสิ!!"
"ห๋าาาา..."
"อะไรน่ะ!!"

"วูมมมมมมมมมม..."
"ฟ้าววววว!!"

"ก๊าาาาาาาาาซ"
"แกว๊กกกกกกกก!!"

"พืบ...พืบ...พืบ...พืบ"

กลุ่มสัตว์ประหลาดบนท้องฟ้ากระพือปีกบินถลาไปตามกำลังลม พวกมันตัวสีนิล ตาของมันแดงลุกโชน พวกมันบินตามกันมาเป็นฝูง และเริ่มจัดรูปแบบเข้าโจมตีปัญจาบกับนันทาอย่างเลือดเย็น

"ระวัง!!" นันทาบอกให้ปัญจาบเตรียมรับมือ "มาแล้ว!!"
"ห่ะ!!"

"แกว๊กกกกกกกก!!"
"วูมมมมมมมมมม..."

"เอาล่ะ!!" ปัญจาบชูตรีศูลขั้นฟ้า เรียกเวทย์เข้าโจมตี "ไซคิก โฮลี่ บลาส บอล!!"

"ควาง...ปะชิ้งงงงงง!!"
"วูมมมมมม..."
"ซูมมมมมมมมม"

"ฟ้าวววววววว!!"

"ไม่จริงน่ะ!!" ปัญจาบตะลึง "พลาดได้ยังไง"
"หลบไป!!" นันทากระโจนเข้ามาผลักปัญจาบให้ล้ม
"อัก!!"

"ครืดดดดดด"

"ซูมมมมมมมมมมม..."
"ก๊าาาาาาาาาซ"

"เมื่อกี้เวทย์ก็ตรงเข้าชนมันนะ" นันทาเงยหัวขึ้นพูด หัวเลอะเม็ดทรายนิดหน่อย "แต่ลูกบอลพลังจิตของนายถูกผลักออกไป"
"ข้าเห็น!!" เสียงอัครารู้สึกถึงพลังที่ตรวจจับได้ "โล่สะท้อนเวทมนต์..."
"ว่าไงนะ!!"

"วะฮะฮะฮา..." เสียงจอมโจรดัลคาร์นโทรจิตเข้าหูปัญจาบกับนันทา "วะฮาฮาฮาฮาฮาฮา..."
"ดัลคาร์น" เสียงหริโทรจิตถาม "คิดจะเล่นตุกติกอะไรเนี้ย!!"
"โอ้วววว..." จอมโจรดัลคาร์นโทรจิตกลับมา "จำได้กันทุกคนล่ะสิทีนี้ เรามาสนุกกับการไล่ล่าพวกแกกันเลยดีกว่ามั้ง ระวังมันจะเข้ามาฉีกมาจิกพวกแกนะพวก!!"
"ห่ะ...เหวออออ"

"ซูมมมมม..."
"แกว๊กกกกกกกก!!"

"ไม่ไหวแน่" นันทาพูดหาวิธีรับมือ พร้อมกับพยุงปัญจาบลุกขึ้นมา "เราต้องทำอะไรสักอย่าง"
"มีเหรอ" ปัญจาบรู้สึกตัวพอยืนไหวได้ "อะไรล่ะ??"
"ไม่มีอะไรหรอก..." นันทาคิดวิธีสุดท้ายที่จะรับมือได้ "ใส่เกี่ยวให้เร็วกว่าราษกส(Rakshasa)แล้วกันสิฟะ!!"
"เฮ้ย!!" นันทาวิ่งหนีไปแล้ว ปัญจาบไม่รอช้า ควบตรีศูลตามไปด้วย "รอก่อนเซ้!!"

"ก๊าาาาาาาาาซ"
"แกว๊กกกกกกกก!!"

"ฟืบ...ฟืบ...ฟืบ...ฟืบ"
"ฟ้าวววววววว"

สัตว์ประหลาดนั้นบินไล่ล่าปัญจาบกับนันทาอย่างกระชั้นชิด ขณะเดียวกันนันทาก็ได้แต่ออกฝีเท้าเร่งความเร็วตามให้ทันปัญจาบ เครื่องระบุตำแหน่งดาวเที่ยมในมือปัญจาบนั้นไม่มีอะไรปรากฏบนหน้าจอเลยทั้งๆ ที่เครื่องเปิดทำงานได้ตามปกติ

"ก๊าาาาซ!!"

"วูม...วูม"
"บรึมมมมม!!"

"ให้ตายสิ!!" นันทาหันไปมองกลุ่มเวทยืที่พ่นออกมาจากปากของมัน "นี่มันอะไรกันเนี้ย"
"พวกมันก็มีเวทย์ไว้ตอบโต้พวกแกได้เหมือนกัน" เสียงจอมโจรดัลคาร์นโทรจิตมาเป็นระยะ "จอมยุทธ์อย่างแกมีโฮลี่ไซคิกบลาสบอล พวกมันก็มีอีวิลไซคิกบลาสบอลเหมือนกัน...น่าสนุกดีนะ"

"แชดดดด..."
"ควาง..."

"เปรี้ยง!!!"
"บรึมมมมมม...!!"

"เหวออออออ..." ปัญจาบหลบแรงระเบิดจากเวทย์ลูกบอลพลังจิตจากสัตว์ประหลาดที่บินตามมาอยู่บนฟ้า
"ร้ายเอาเรื่องเลยเฟ้ย!!" นันทากระโดดหลบแรงระเบิดด้วย "ไปทั้งแบบนี้แหละ"
"ใครก็ได้" ปัญจาบพยายามโทรจิตหาพาติล หรือหริในเคหเวทยา "บอกทีว่านี่ตัวอะไรกันแน่เนี้ย??"
"โอ้...ลืมบอกไป" เสียงจอมโจรดัลคาร์นโทรจิตเข้ามา "เจ้านี่มันคือ เวหอสูร นกปิศาจที่มีพลังพอจะสังหารจอมเวทย์ได้ง่ายๆ เลยนะ"
"เวหอสูร" ปัญจาบหันไปมองพวกมันเป็นระยะ "บ้าเอ้ย!!"

"ครืนนนนนนนน!!"
"ซ่าาาาา...ครืดดดดด"

"อะไรน่ะ" นันทาตะลึง มองเห็นสัตว์ประหลาดอีกชนิดโผล่ออกมาจากพื้นดิน
"หนอนยักษ์!!" เสียงอัคราอธิบายเท่าที่มี "พวกมันจะออกมาล่าเหยื่อเมื่อมีคนย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตของมัน"
"เฮ้ย!!" เสียงโทรจิตของจอมโจรดัลคาร์นดูตกตะลึงมาก "เป็นไปได้ยังไงวะ!!"
"โอ้มหาเทพ!!" ปัญจาบไม่ได้คิดเลยว่าจะเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ "หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ!!"

"ฟูวววว...ฟูวววว"
"ครืนนนนนน..."

"พืบ...พืบ...พืบ...พืบ"
"ก๊าาาาาาาาาซ"

"ปุ้ง!!"
"บรึม!!"

"ปุ้ง!!"
"พลัก!!"
"แก๊วกกกกกก!!"

"หลบเร็ว!!" ปัญจาบเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของตรีศูลเพื่อหลบแรงระเบิดอย่างจัง
"กระสุนสูญญากาศ" นันทากระโดดสูงหลบแรงระเบิดเหมือนกัน "แรงพอๆ กันเลย... แต่ก็สอยเจ้าเวหอสูรไปตัวนึง"
"งานนี้!!" ปัญจาบคิดแผนการบ้าบิ่นอีกครั้ง "ฝ่าเข้าไปในดงหนอนยักษ์นั่นปะไร!!"
"อันตรายนะเฟ้ย!!" เสียงอัคราเตือนเอาไว้ "โดนมันกินล่ะก็ ทุกอย่างจบเห่กันพอดี"
"ยังไงก็ต้องลอง" ปัญจาบโทรจิตบอกนันทาให้เตรียมตัว "พร้อมนะ!!"

"จตุระ!!"

"ซูมมมมม.."
"พืบ...พืบ...พืบ...พืบ"

"ตติยะ!!"

"ฟูวววว...ฟูวววว"
"ครืนนนนนน..."

"ทุติยะ!!"

"วาบบบบบบบ"
"วูม...วูม...วูม!!"

"ปฐมะ!! ไปเลย!!"
"ตรีศูล่าาาาาาาร์!!"

นันทากับปัญจาบลุยทะยานลอยเข้าไปหากลุ่มหนอนยักษ์อย่างบ้าคลั่ง ฝูงนกปิศาจเวหอสูรได้โอกาสบินเข้าหาพอดี ส่วนหนอนยักษ์นั้นยังอาละวาดไม่เลิก อย่างไรแล้วพวกเขาจำเป็นต้องฝ่ามันไปให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม

"ฟูวววว..."
"ครืนนนนนน"
"วูมมมมม"

"ย้าาาาาาาาห์"
"อีาาาาาากกกก!!"

"ก๊าาาาาาซ์"
"วูม...วูม...วูมมมม"

"ฟูววววววว..."
"ปุ้ง!!"

"บรึมมมมมม...!!!"

"แกว๊กกกกกกกกก"
"ฟูวววววว..."

"ตูมมมมมมมม!!"
"วูมมมมมม"

"ครืดดดดด"

"วู้ววววว..." ปัญจาบดีใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อผ่านอุปสรรคมาได้ "ตรีศูล่าาาาาาร์"
"แคก...แคก...แคก...สะใจมาก" นันทารู้สึกตื่นเต้น แต่ก็รู้สึกลุ้นๆ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร "กระโดดข้ามพวกมันมาได้เฉียดฉิวจริงๆ นกปิศาจพวกนั้นโดนหนอนยักษ์เล่นงานหมดซะฝูงเลย"
"รีบไปเถอะ" ปัญจาบบอกนันทาให้เดินทางต่อ "ไม่งั้นพวกมันจะโผล่มาอีกนะ"
"อือ"

"กรอดดดด" จอมโจรดัลคาร์นมองผ่านลูกแก้วเวทมนต์ของเมซซี่อีกครั้ง "หนีไปจนได้"
"พวกมันจะเก่งไปถึงไหน" เมซซี่บ่นอุบประเมินกำลังฝ่ายตรงข้าม "ยังมีของดีให้ลองอีกเยอะ"
"จะเอาอีกหรือ??" จอมโจรดัลคาร์นนั่งถามเมซซี่อย่างใกล้ชิด "ไม่เข็ดหรือไงเธอ"
"ยังมีของดีให้เอาไว้ลองกับพวกนั้นเยอะเลย" เมซซี่ยืนยันอย่างมั่นใจ "จะได้รู้สักทีว่าพวกมันจะรับมือกันยังไงบ้าง"
"เอาไงก็ได้" จอมโจรดัลคาร์นพูดอย่างเรียบๆ "จะได้จัดพรรคพวกของข้าไปไล่ล่าเอาหนังสือต้องสาปด้วยเหมือนกัน"
"ใช่สิ!!" เมซซี่พูดด้วยอารมณ์ร้ายพอประมาณ "ก็เรามันอุดมการณ์เดียวกันอยู่แล้วน่า"

"วูมมมมมมม..."

"ซูมมมม.ม.ม...."
"สวบ...สวบ...สวบ..."

"พวก...มัน...คงไม่ตาม...มาแล้ว...กระมัง" นันทาหันไปมองข้างหลังเป็นระยะ และพยายามพูดไปหายใจไปในขณะวิ่งตามปัญจาบ
"วิ่งมาไกลขนาดนี้" ปัญจาบหยิบเครื่องระบุตำแหน่งดาวเทียมขึ้นมาเปิดดูแผนที่ "เราออกมานอกเส้นทางที่เลียบแม่น้ำลงไปทางใต้แล้วนะ"
"ยังไง...เราคงต้อง...หา...จุดพัก...ในทะเล...ทราย" นันทายังพูดขาดตอน สลับกับจังหวะหายใจขณะวิ่งอยู่ "หรือไม่ก็...โอเอ...ซิส"
"โอเอซิสหรือ??" ปัญจาบขยายความเพิ่มเติม

"ปิ๊บ...ปิ๊บ...ปิ๊บบบบบ!!"
"พบเป้าหมายในระยะหนึ่งกิโลเมตรข้างหน้า"

"โอเอซิส...เหรอ??" นันทาถามปัญจาบ
"ไม่ใช่..." ปัญจาบปฏิเสธ "เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่กลางทะเลทราย มีน้ำล้อมรอบ และอยู่ติดแม่น้ำสายใหญ่ด้วย"
"หมาย...ความว่า" นันทากำลังใช้ความคิด ทั้งๆ ที่ยังวิ่งตามปัญจาบมาเรื่อยๆ "เรา...ไม่ได้ออก...นอก...เส้นทาง...เลียบแม่น้ำ...เลยเหรอ??"
"น่าจะเป็นอย่างนั้น" ปัญจาบกำลังปะติดปะต่อความคิดเข้าด้วยกันด้วยสมมุติฐาน "ที่นั่นอาจจะปลอดภัยจากการตามล่าของพวกดัลคาร์นก็ได้"

**************
แก้ไขล่าสุดโดย VachalenXEON เมื่อ ศุกร์, 23 กรกฎา 2010, 20:53, ถูกแก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
รูปแทนตัวผู้ใช้
VachalenXEON
ยอดฝีมือ
ยอดฝีมือ
 
Posts: 690
ได้เข้าร่วม: พฤหัส, 01 มกรา 1970, 07:00
สถานที่: ราชอาณาจักรบริสโตเนียร์ - AOW - นครราชสีมา บลาๆๆ

Re: [นิยาย]Hindurica - ศึกภารตะมหาประลัย(หัดแต่ง)

โพสท์by VachalenXEON on อาทิตย์, 11 เมษา 2010, 15:24

Stage 10 : ปราการทุรคา(2/1)

สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่กลางทะเลทรายนั้น กำลังรอคอยการเข้ามาค้นหาสิ่งมหัศจรรย์พันลึกของนักผจญภัยต้องคำสาป ด้านนอกนั้นมีต้นไม้ทนแล้งผุดขึ้นมารอบๆ ปัญจาบกับนันทาเข้ามายังพื้นที่โดยสวัสดีภาพ บรรยากาศตอนบ่ายๆ ที่ดูจะร้อนจัดจนแทบจะอยู่ไม่ได้ กลับกลายเป็นว่าสภาพอากาศของที่นี่เย็นสบายใต้ร่มเงาต้นไม้ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ถัดไปอีกก็คือแนวสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นมา เสมือนกับเป็นป้อมปราการสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับโมเฮ็นโจดาโร(Mohenjodaro) สภาพตอนนี้ยังมีร่องรอยการต่อสู้ปรากฏให้เห็นตามผนังอีกด้วย

"วูมมมมมมม..."

"เป็นไงบ้าง?" พาติลถามปัญจาบกับนันทา หลังจากออกมาจากเคหเวทยามาพร้อมกับหริ
"กว่าจะมาถึงที่นี่ได้" ปัญจาบบอกเล่าสิ่งที่ผ่านมาในขณะเดินทางจนมาถึงที่นี่ มือก็พยายามลูบรอยแผลฉกรรจ์ตลอดเวลา "ฝ่าดงหนอนยักษ์มานี่ค่อนข้างเสี่ยงจริงๆ"
"ยังไม่พอนะ" นันทาดึงผ้าคุลมหน้ามือสังหารออก เดินไปวักน้ำขึ้นมาลูบหน้าให้เย็นชื่นใจ ทั้งๆ ที่เขาเองมีบาดแผลมากมาย แต่ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงนัก "มีเจ้าสัตว์ประหลาดบินไล่ล่ามาเป็นฝูงด้วย"
"เอาเถอะ" หริพูดคั่น ยืนหันข้างให้พาติล "เอาชุดของพวกคุณมาให้พาติลก่อน เดี๋ยวหล่อนจะซ่อมให้"
"ได้สิ" ปัญจาบกับนันทาพูดพร้อมกัน "ภัณฑเวดา!! เครื่องแต่งกาย!!"

"แย่จริงๆ เลยครับนาย" ทหารประจำป้อมฯ รายงานต่อหัวหน้ากองภายในห้องบัญชาการ "กองกำลังเสริมที่กำลังจะเข้ามาประจำการที่นี่ถูกลอบสังหารหมดโดยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย และยังมีฝ่ายตรงข้ามลอบเข้ามาโจมตีป้อมอยู่เป็นระยะครับผม"
"อืม..." หัวหน้ากองทหารรับทราบข้อมูล "กองกำลังอิสระชนชาติอาหรับยังไม่ยอมที่จะถอนกำลังอีก กำลังคนของเราก็มีไม่เพียงพอ ใช่ไหม??"
"ครับ" นายทหารประจำป้อมฯ ตอบ "ตอนนี้มีอยู่ไม่เกินราวๆ ห้าสิบนายครับผม"
"เอาล่ะ" หัวหน้ากองทหารชี้แจงคำสั่งที่พอจะทำได้ "กลับไปสังเกตการณ์ตามปกติ จัดแจงให้ทหารที่เหลือ เดินตรวจตราให้เข้มยิ่งขึ้น ถ้าหากพวกกองกำลังส่งคนมาบุกล่ะก็ ให้จับตายทันที"
"ทราบครับ" นายทหารประจำป้อมฯ รับคำสั่ง แต่ก็รู้สึกคาใจอยู่บ้าง "แต่ว่า..."
"ไม่เป็นไร" หัวหน้ากองทหารยังเชื่อในความสามารถของสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่นี้ "ป้อมปราการนี้ไม่มีศัตรูหน้าไหนเข้ามาถึงภายในได้นักหรอก เพราะอย่างไรแล้วก็ถือว่าเป็นที่มั่นสุดท้ายสำหรับป้องกันการรุกรานของข้าศึก สมกับเป็นปราการที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงได้ยาก ที่เหลือก็แค่รอให้กำลังเสริม หรือไม่ก็อาสาสมัครใกล้เคียง พร้อมเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาถึงเท่านั้นเอง"
"ครับ" นายทหารประจำป้อมฯ ตอบรับทันที "จะทำให้สุดกำลังเท่าที่มีอยู่ตอนนี้ครับผม"

"ป้อมปราการทุรคาเหรอ??" ปัญจาบถามอัครา ในขณะที่กำลังนุ่งโธติ สวมใส่เสื้อของเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม
"ถูกต้อง" เสียงอัคราตอบ "ที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาในสมัยสงครามระหว่างกองกำลังทหารจากอินทรานครกับกองกำลังอิสระชนชาติอาหรับ ตอนที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ที่นี่เคยเป็นป่าอุดมสมบูรณ์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว และก็เคยมีชุมชนตั้งอาศัยอยู่ห่างจากป้อมปราการนี้ด้วย พอเกิดสงครามความขัดแย้งกันขึ้น ที่นี่เลยกลายเป็นสนามรบจนเหลือเพียงแค่ทะเลทรายอย่างนี้แหละ"
"เรื่องแบบนี้ไม่เคยเจอมาก่อน" ปัญจาบพูดจาเหมือนเคยมีประสบการณ์นั้นด้วย "เคยเจอแต่สงครามระหว่างฝ่ายธรรมะกับอธรรมในสนามรบที่ไม่ได้กว้างขวางนัก ให้สังหารฝ่ายตรงข้ามหรือทำลายรูปปั้นทิ้งในเวลาที่กำหนด"
"นั่นมันไม่ใชสงครามแล้วนะ" พาติลพูดจับผิดปัญจาบ ในขณะที่เธอซ่อมแซมชุดผ้าเตี่ยวติดเกราะของนันทาอยู่ "แต่เป็นการประลองหมู่ระหว่างฝ่ายในสถานที่จัดเฉพาะต่างหากเล่า ฉันเคยเห็นมาด้วยซ้ำ ถ้าพี่ชายของข้าไม่ได้ห้ามเดินทางไปดินแดนยุทธภพในตอนนั้นหรอก"
"ว่าไงนะ!!" ปัญจาบขึ้นเสียง
"พอทีเถอะ!!" นันทารั้งเอาไว้ "ยิ่งไม่อยากอารมณ์เสียเพราะออกทะเลกับเรื่องเล็กๆ นี่ล่ะนะ"

ห่างจากป้อมปราการไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลทรายมัลธาราห์ราวๆ ยี่สิบกิโลเมตร ยังมีร่อยรอยการตั้งค่ายหลังจากสงครามครั้งใหญ่มานับไม่ถ้วน ซากกระโจมผ้าลินินสีขาว เสาธงหักๆ และกำแพงไม้แตกๆ ที่มีสภาพยับเยินอย่างเห็นได้ชัด นั้นบ่งบอกได้ว่าที่นี่คือจุดรวมพลของกองกำลังอิสระชนชาติอาหรับ ไม่นานนักกลุ่มนักรบนั้นขี่อูฐเดินทางข้ามทะเลทรายมาถึงที่นี่โดยปลอดภัย ทุกคนล้วนโผกผ้าสีหม่นๆ ปิดหน้าปิดตาเหมือนกับกองโจรของดัลคาร์น ชุดนั้นเป็นชุดลำลองหนาๆ ที่มีน้ำหนักเบา มีลวดลายที่บ่งบอกความเป็นชนชาติอาหรับแท้ๆ และถือโล่กับดาบโค้งติดมือตลอดเวลาอีกด้วย

"มาถึงกันแล้วหรือ??" หัวหน้ากองกำลังฯ เอ่ยเสียงดังๆ ถึงกลุ่มนักรบที่เดินทางมาถึงพอดี "กำลังรออยู่ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม!! เพราะสถานการณ์ตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามสูญเสียกำลังพลไปมาก นั่นเป็นโอกาสดีที่พวกเราจะสามารถยึดป้อมปราการ และตั้งถิ่นฐานเพื่อแผ่ขยายอำนาจของเรา ยังไงซะ!! อาณาจักรชนชาติอาหรับของพวกเราต้องยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก!!"

"เฮ้!!!...เฮ้!!"
"วิ้ดดดดดดดดด...วิ้ว!!"

เสียงตะโกนปลุกใจของกลุ่มนักรบอาหรับดังสนั่น มือขวาชูดาบโค้งขึ้นฟ้าทุกคน ทำลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปจนหมดสิ้น

"เตรียมจัดรูปขบวน!!" หัวหน้ากองกำลังฯ ออกคำสั่ง "แบ่งกำลังส่วนหนึ่งสำหรับบุกจู่โจมทางน้ำ พยายามจัดหาเรือที่ยังใช้การได้มาประจำการ หรือไม่!! ใครที่ว่ายน้ำเก่งๆ ก็อาสาได้เลย อาจจะทำให้เราได้เปรียบ แล้วอีกส่วนหนึ่งให้ล่อฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ด้านในป้อมฯ ออกมาให้มากที่สุด ทราบ!!"

"ครับ!!"

"เดี๋ยว!!" เสียงคล้ายๆ จอมโจรดัลคาร์นดังขึ้นมา "พวกแกยังมีจุดอ่อนอยู่นะเว้ย!!"
"ใครน่ะ!!" หัวหน้ากองกำลังฯ ตะโกนถามด้วยเสียงอันกึกก้อง "ออกมาเดี๋ยวนี้นะเฟ้ย!!"
"อยู่นี่!!" จู่ๆ จอมโจรดัลคาร์นปรากฏตัว พร้อมๆ กับลูกสมุนของเขา
"นี่มัน!!" เสียงนักรบต่างฮือฮากันใหญ่
"จอมโจรดัลคาร์น...ที่ได้ข่าวว่าแหกคุกหลบหนีออกมาได้" หัวหน้ากองกำลังฯ อธิบายให้กลุ่มนักรบให้ทราบโดยทั่วกัน "ใช่เขาจริงๆ ด้วย!!"
"ถูกต้อง" จอมโจรดัลคาร์นตอบ

คราวนี้จอมโจรดัลคาร์นเดินทางข้ามทะเลทรายมายังจุดนัดพบของกองกำลังอิสระชนชาติอาหรับ ซึ่งมาพร้อมกับพรรคพวกของเขา มาพร้อมกับหน่วยโจมตีระยะไกลด้วยธนู และหน่วยโจมตีระยะไกลด้วยเวทมนต์จำนวนมากพอสมควร สามารถนำไปใช้เป็นกองกำลังผสมเฉพาะกิจที่เน้นการโจมตีแบบมีประสิทธิภาพมากที่สุดได้ทันที

"ถ้ามาถึงที่นี่..." หัวหน้ากองกำลังฯ เดินเข้าไปถามจอมโจรดัลคาร์นใกล้ๆ "มาด้วยจุดประสงค์อันใด??"
"ก็..." จอมโจรดัลคาร์นตอบกวนๆ หยิ่งๆ "ก็มันว่าง ไม่มีอะไรจะทำ..."
"ว่าไงนะ!!" หัวหน้ากองกำลังฯ หมดความอดทนทันที "บังอาจ...!!"
"ดะ...เดี๋ยวครับ!!" กลุ่มนักรบห้ามปรามหัวหน้ากองกำลังฯ เอาไว้

"นี่ล่ะจุดอ่อนที่แท้จริง...ความโกรธนี่เอง" ดัลคาร์นวิเคราะห์ แล้วพูดต่อ "ที่มานี่ ข้าได้ข่าวมาว่าพวกท่านกำลังทำสงครามกับกองกำลังทหารในพื้นที่ขัดแย้งกันอยู่ ข้าก็พยายามตามไล่ล่าพวกนักรบต้องคำสาป เพื่อที่จะนำหนังสือต้องสาปมาให้ได้"
"หนังสือต้องสาป!!" หัวหน้ากองกำลังฯ ผงะ "มันมีอยู่จริงหรือนี่??"
"เอาล่ะ" จอมโจรดันคาร์นยื่นข้อเสนอให้หัวหน้ากองกำลังฯ ตัดสินใจ "ข้าจะร่วมกับพวกท่านจัดการกับฝ่ายตรงข้ามด้วย เพื่อให้งานของท่านบรรลุผลได้โดยราบรื่น แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเล็กน้อย"
"อะไรอีก!!" หัวหน้ากองกำลังฯ ถามก่อนการตัดสินใจ "จงตอบข้ามา!!"
"อยากจะให้ร่วมมือกันกำจัดตัวอันตรายของข้า ที่อาจจะทำให้แผนการของท่านล้มเหลวด้วย" จอมโจรดัลคาร์นอธิบายข้อแลกเปลี่ยน "พวกมันมีพลังพอที่จะหยุดกองกำลังของท่าน ถ้าหากพวกมันไปร่วมสมทบกับฝ่ายตรงข้าม ว่าไงล่ะ??"
"ดี!!...ดีมาก!!" หัวหน้ากองกำลังฯ ตัดสินใจเด็ดขาดเพียงครั้งเดียว "ข้าจะร่วมมือกับท่าน!!"

**************

"แล้วเราจะเข้าไปในป้อมปราการนั้นยังไงกันน่ะ??" พาติลถาม ในขณะที่ชุดของนันทาซ่อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"ป้อมปราการนี้ใหญ่ และมีการคุ้มกันแน่นหนา เต็มไปด้วยทางลับทางลัดมากมาย" เสียงอัคราอธิบายรายละเอียดเท่าที่เคยทราบในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ "ด้านนอกจะมีสะพานเปิดได้ เชื่อมต่อเข้ากับสะพานท่าที่สร้างล้ำลงไปในน้ำ ตอนที่ข้ายังมีชีวิตอยู่นะ ด้านฝั่งของตัวป้อมจะมีร่องลับคล้ายๆ กับบันไดลิงซ่อนอยู่ เผื่อว่ามีทหารฝ่ายเดียวกันหนีจากข้าศึกลงว่ายน้ำกลับเข้าป้อมปราการอีกด้วย"
"ทำไว้ล่อให้ฝ่ายตรงข้ามให้สามารถว่ายน้ำเข้ามาตีประตูได้ แทนที่จะเป็นทางลัดสำหรับฝ่ายเดียวกัน" ปัญจาบสรุปพอประมาณ "สงสัยการบุกของศัตรูน่าจะได้เปรียบตรงนี้ล่ะ"
"แน่นอน..." นันทาผุดความคิดขึ้นมาได้ ในขณะที่กำลังนุ่งชุดที่พาติลซ่อมเสร็จกลับเข้าไปเช่นเดิม "เราจะว่ายน้ำข้ามไป..."
"ว่าไงนะ!!" พาติลอุทาน
"อาศัยหลบอยู่ใต้น้ำว่ายเข้าไปยังฝั่งของประตูป้อม" นิ้วของนันทาชี้ไปยังประตูป้อมจุดหนึ่ง ไม่ไกลจากฝั่งมากนัก "พอถึงตรงนั้นก็พยายามหาจุดปีนขึ้น.."
"ไม่เอานะ!!" พาติลร้องโวยวาย "ฉันไม่ชอบน้ำลึก!! ฉันกลัวจมน้ำอ่าาาาา!!"
"เอ้า!!" ปัญจาบเหนื่อยใจกับเสียงโวยวายของพาติล "จะไปมั้ยเนี้ย... ถ้าไม่ว่ายข้ามไปอีกฝั่งนึงจะถึงเหรอ??"
"เกิดเป็นตะคริวขึ้นมาจะว่ายังไงย๊ะ!!" พาติลพูดจาจ้วงจาบเหมือนกำลังกังวลใจ เดินไปเดินมาทั่วบริเวณ แต่ก็ไม่ทันระวัง "ว๊ายย!!"

"โครม!!"

"พาติลจัง!!" หริ ปัญจาบกับนันทาเข้ามาดูอาการเมื่อพาติลสะดุดอะไรบางอย่างล้ม "เป็นอะไรมากมั้ย"
"โอย..."

"นี่..." ปัญจาบอุทาน "นี่มัน..."
"มือจับประตู" นันทาขุดคุ้ยทรายจนพบอะไรเข้าให้ "ฝาประตูเข้าทางลับนี่นา"
"เพราะเหตุบังเอิญแท้ๆ เลยเชียว" หริดูจะโล่งใจเลยทีเดียว "อย่างน้อยเราก็เข้าไปในป้อมนั้นได้"
"ดีล่ะ!!" ปัญจาบอาสาเป็นคนเปิดคนแรก "จะเปิดละนะ"

"อ่ะ...ฮึบบบบ...ฮึ้ยยยยยย"

"ฝาประตูแน่นมาก" นันทาสังเกตรายละเอียด และอาสาเปิดฝาประตูทางลับ หลังจากปัญจาบทำไม่สำเร็จ "มีช่องแปลกๆ เยอะด้วย นอกเหนือจากช่องระบายอากาศน่ะ ขอฉันลองบ้าง"

"ฮว๊าาาาาาากกก!!"

"ไม่ไหว..." นันทาดึงฝาประตูไม่สำเร็จเหมือนกัน "แน่นโครตโครต"
"ช่องนึงเป็นกุญแจ ช่องนึงเขียนว่า สลอท อิน(Slot in) เอาไว้" หริดูรายละเอียดช่วยอีกแรง
"ทันสมัยดีแท้" ปัญจาบพูดสบอารมณ์ "มีช่องเสียบแผ่นโค้ดเนมทหารกับช่องเสียบบัตรอะไรนี่ มันอะไรกันหนะ..."
"จริงสิ" พาติลนึกขึ้นมาได้ "ลืมเรื่องบัตรที่เราห้อยคอ หรือติดตัวเอาไว้สนิทเลย"
"บัตรสมาชิกกองกำลังกัลกีชั่วคราวน่ะเหรอ" ปัญจาบครุ่นคิดถึงเรื่องนั้นพอดี "น่าจะใช้ได้ ลองดูเถอะ"
"อือ..." นันทา หริ และพาติลตกลง และหยิบบัตรดังกล่าวออกมาทันที

"สอดลงไปล่ะนะ" ปัญจาบสอดบัตรสมาชิกฯ ลงบนช่องเสียบเป็นคนแรก
"ปิ๊บ!!" เสียงแปลกๆ ดังออกมาจากประตูขึ้น เหมือนกับรับรู้ว่ามีคนมาเปิดใช้ทางลับนี้
"ฉันบ้าง" หริ กับพาติลเสียบบัตรตามลงไป
"ปิ๊บ!!"
"ปิ๊บ!!"
"ลองหน่อยๆ" นันทาลอดบัตรลงไปเป็นคนสุดท้าย
"ปิ๊บ!!"

จู่ๆ มีไฟสีแดงปรากฏ สักพักมันกลายเป็นสีเขียว เท่ากับว่าเป็นการเปิดประตูให้พวกเขาลงไปในทางลับใต้ดินได้สำเร็จ แล้วปุ่มสีเหลืองก็โผล่ขึ้นมา สิ่งที่ไม่คาดคิดนั้นทำให้ปัญจาบเดินเข้าไปกดสวิตซ์เข้า ฝาประตูทางลับถูกเปิดออกได้อย่างง่ายดาย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความแยบยลมากที่สุด สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นป้อมปราการที่มี่ลูกเล่นหลายๆ อย่าง สำหรับรับมือกับศัตรูภายนอกอีกด้วย

"ลงไปกันเถอะ" นันทาก้าวลงไปเป็นคนแรก
"ได้สิ" พาติลกับหริตอบ ส่วนปัญจาบกำลังดึงบัตรสมาชิกฯ ออกมา ก่อนจะปิดประตูตามลงไป

"แอ๊ดดดดดดด..."
"ปึ้ง!!"
"แกรก..."

"แย่แล้วครับ!!" นายทหารฝ่ายสังเกตการณ์รายงานต่อหัวหน้าในห้องควบคุม "ประตูทางลับฉุกเฉินมีคนเปิดเข้ามาได้ครับ"
"พวกกองกำลังใช่ไหม??" หัวหน้ากองสังเกตการณ์ถาม
"ไม่ใช่ครับ" นายทหารอีกนายรายงาน "จากการตรวจสอบด้วยเวทย์ตรวจจับความร้อน พบว่าเป็นพลเรือนไม่ทราบสังกัด แต่มีร่องรอยพลังเวทมนต์สูงมาก..."
"จะเป็นอะไรก็ช่าง" หัวหน้ากองสังเกตการณ์ออกคำสั่ง "กดสัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉิน เรียกทุกหน่วยที่อยู่ใกล้เคียงไปยังจุดเกิดเหตุ!! เดี๋ยวนี้!!"
"ทราบแล้วครับ!!"
"เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ??" หัวหน้าบังคับการวิทยุถามหัวหน้ากองสังเกตการณ์ด้วยความแปลกใจ
"ครับ" หัวหน้ากองสังเกตการณ์วิทยุตอบ "มีกลุ่มพลเรือนรุกล้ำเข้ามาในป้อมฯ ครับผม... เราไม่แน่ใจว่าเป็นใส้ศึกของฝ่ายตรงข้ามหรือเปล่า"
"หือ??"

"หวออออออออ....หวอออ"

"อะไรน่ะ!!" ปัญจาบกับนันทาตกใจเสียงกริ่งฉุกเฉิน
"ก็บอกแล้วไง!!" พาติลพูดเสียงดัง "เรารุกล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาตนี่นา!!"
"แย่ล่ะ!!" นันทาได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังระรัว และกำลังเข้ามาใกล้ทุกที
"ทางนี้ก็มี" หริหันไปมองอีกด้านหนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่ามันคล้ายๆ กัน "ทหารของที่นี่แน่ๆ"
"ไปเร็ว!!" นันทาออกฝีก้าวพร้อมจะหลบหนี
"ห่ะ...เหวออออ"

"ตุบตุบตุบตุบ..."

"หยุด!!... อย่าหนี!!" ทหารนายหนึ่งพูดไกล่เกลี่ยด้วยเสียงอันดัง ในขณะที่กำลังไล่ตามพวกเขาอยู่

"ทางนี้" หริวิ่งนำทางไปจนเจอทางลับ ตามมาด้วยพาติล ปัญจาบ และนันทา
"อือ...!!"

"ตุบ...ตุบ...ตุบ!!"
"วูมมมมมมม..."

"อ๊ะ!!" ทหารนายหนึ่งอุทาน "เมื่อกี้ยังเห็นหลังไวๆ อยู่นะ"
"เฮ้ย!!" ทหารอีกนายสังเกตการณ์ ยุติการติดตามชั่วคราว "ไม่ต้องแล้ว"
"ไปทางนี้กันเถอะ!!" นายทหารที่อยู่ด้านหลังแนะนำ "ยังไงก็หาเจอง่ายๆ เหมือนตอนที่พวกเราซ้อมนั่นแหละ"
"ได้เลย!!" กลุ่มทหารตอบรับพร้อมกัน

"อืม..." หริลอบชำเลืองบริเวณทางเดินชั้นบนของป้อมฯ พูดบอกด้วยเสียงที่เบาที่สุด "ทางสะดวกแล้วทุกคน"
"พวกเขาไม่ตามมาแล้วมั้ง" พาติลพูดไปตามน้ำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่เดินตามหริมา
"ว่าแต่" ปีญจาบยังงงๆ กับสถานที่แปลกๆ แบบนี้ ในขณะที่เดินตามกันมาเหมือนกัน "ที่นี่มันยังไงชอบกล"
"สถานที่นี้มันดูค่อนข้างจะซับซ้อนอย่างมาก" เสียงอัคราอธิบายไปเรื่อยๆ "มีทางลัดลงไปยังจุดปฏิบัติการเยอะแยะไปหมด เหมือนกับว่าที่นี่กลายเป็นรังแมลงขนาดยักษ์ไปเลย"
"ถ้าอย่างนั้น..." นันทาพูดสรุป "สถานที่นี้ก็กว้างขวางมากน่ะสินะ"

"น้องครับ!! หยุดอยู่ตรงนั้น...ยกมือขึ้น!!" จู่ๆ เสียงของทหารนายหนึ่งดังขึ้น และก็มาพร้อมกับการปิดล้อมของกำลังทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่อีกด้วย

"แกรก..."

"งานเข้าแล้วล่ะทุกคน..." หริเข้าตาจน ยกมือโชว์วงแขนขาวเรียบเนียนทั้งสองข้าง เมื่อทหารจ่ออาวุธทุกชนิดล้อมเอาไว้ "ไม่น่าเล้ยยย"
"ไหนบอกว่าทางสะดวกไงล่ะเธอ??" พาติลถามหริไปอย่างนั้น
"ไม่ต้องแล้วเฟ้ย!!" ปัญจาบนันทา รวมทั้งเสียงอัครานั้นพูดพร้อมกัน

"ครับ..." ทหารนายหนึ่งพูดเกลี้ยกล่อมให้พวกเขายินยอมแต่โดยดี "เอามือประสานไว้หลังหัว แล้วก็นั่งคุกเข่าลงไป ครับ...ดี...ดีมาก ส่วนผู้ชาย นอนหมอบลงไปเลย เดี๋ยวนี้ครับ..."
"อ่ะ...เอ่อมมมม" ปัญจาบกับนันทาดูเหมือนจะพูดไม่ออก ได้แต่ทำตามที่นายทหารนั้นสั่งมา
"เอาล่ะ" ทหารระดับหัวหน้าหมู่พูดถึงสิ่งที่พวกเขาได้ละเมิดขั้นมา "พวกคุณทั้งสี่คนกำลังเข้ามายังพื้นที่ที่หวงห้าม ซึ่งเราไม่อนุญาตให้พลเรือนเข้ามายังพื้นที่นี้โดยพลการ เว้นแต่ว่าหากมีสงครามและมีผู้ลี้ภัยตามความจำเป็นเท่านั้น แต่ในยามนี้พวกเราไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าพวกคุณเป็นใส้ศึกของฝ่ายตรงข้ามหรือไม่"
"เดี๋ยวๆ" นายทหารที่อยู่ข้างๆ กระซิบ "ไม่ลองค้นตัวหาหลักฐานในตัวผู้ต้องสงสัยสักหน่อยเลยหรือ??"
"โอ้" ทหารระดับหัวหน้าหมู่นึกขึ้นมาได้ "งั้นเดี๋ยวเราจะขอค้นตัวพวกคุณทั้งสี่คนก่อนนะครับ ว่ามีสิ่งผิดกฏหมาย หรือหลักฐานอื่นๆ ที่เข้าข่ายว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ ต้องขออภัยด้วยนะครับ"

"ด่ะ...เดี๋ยว" ปัญจาบพยายามเงยหน้าขึ้นมาพูด "คือแบบว่า..."
"ไม่มีแต่..." ทหารระดับหัวหน้าหมู่ออกคำสั่ง "ให้ผู้ต้องสงสัยที่เป็นผู้ชายสองคน ยืนหันหน้าเข้าผนัง ยกมือขึ้นแล้วทำการค้นตัวให้ละเอียด ส่วนผู้หญิงก็จะให้ทหารหญิงของเราตรวจค้นด้วย หวังว่าพวกคุณคงจะยอมรับได้นะครับ"

"ห่ะ...เฮ้ย!!"
"อ้า..."

ปัญจาบกับนันทาถูกกลุ่มทหารลากตัวขึ้น แล้วจัดให้ยืนหันหน้าเข้าผนังโดยที่มือยังยกอยู่ การค้นหาหลักฐานนั้นกินเวลาไปมากพอสมควรตั้งแต่หัวจรดเท้า ส่วนพาติลกับหรินั้นมีทหารหญิงเข้ามารับผิดชอบต่อ การค้นตัวนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่แย่สุดๆ สำหรับเวลานี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็สมควรที่จะทำ เพียงเพราะเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารนั่นเอง

"เป็นอย่างไรบ้าง" ทหารระดับหัวหน้าหมู่ถาม
"ไม่พบสิ่งของต้องสงสัยเสียสักชึ้น" ทหารนายหนึ่งรายงาน "มีแต่บัตรที่ระบุว่าเป็นของกองกำลังอะไรกิๆ นี่ล่ะนะ"
"ไหน??" ทหารระดับหัวหน้าหมู่หยิบสิ่งที่ค้นตัวมาได้จากมือของทหารคนเมื่อกี้ "อืม..."

"ตรงนี้ไม่พบสิ่งของต้องสงสัยค่ะ" ทหารหญิงรายงานการค้นตัวด้วย "เจอสิ่งนี้เหมือนกันด้วยนะคะ"
"เข้าใจล่ะ" ทหารระดับหัวหน้าหมู่หยิบบัตรมาเปรียบเทียบรายละเอียดด้วย "อย่างนี้นี่เอง"

"นั่นพวกคุณจะทำอะไร??" ปัญจาบถามด้วยความสงสัย เมื่อกลุ่มทหารเข้ามาควบคุมตัว รวมทั้งนันทา พาติล และหริอย่างแน่นหนา "ปล่อยน๊ะ!!"
"ไม่มีอะไร" ทหารระดับหัวหน้าหมู่พูดสั้นๆ แล้วออกคำสั่ง "พาพวกเขาไปยังห้องเพื่อรอการสอบสวนต่อไป"
"ทราบครับ!!" กลุ่มทหารที่เข้าควบคุมตัวนั้นตอบรับ และพาพวกปัญจาบเดินไปทันที
"เดี๋ยว!!" พาติลตะโกนเสียงดังให้ทหารหยุดการกระทำ "ปล่อยนะ...ปล่อย!!"

"เป็นอย่างไรบ้าง" หัวหน้าบังคับการสังเกตเห็นทหารนายหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง พร้อมๆ กับกลุ่มทหารที่ควบคุมตัวพวกปัญจาบเข้ามาในห้อง
"พบพลเรือนต้องสงสัยสี่คน" ทหารระดับหัวหน้ารายงานต่อหัวหน้าบังคับการ "รวมถึงค้นตัวพบบัตรถึงสี่ใบครับ"
"เอามาให้ดูหน่อย" หัวหน้าบังคับการขอให้ทหารนำหลักฐานมาให้ตรวจสอบ
"ครับผม" นายทหารยื่นบัตรที่เป็นหลักฐานมาให้
"อืม..." หัวหน้าบังคับการกำลังอ่านรายละเอียดบนบัตร "เป็นบัตรสำหรับสมัครสมาชิกอาสาหน่วยรบพิเศษกัลกีจริงๆ ด้วย"
"ขอขัดจังหวะครับ!!" ทหารระดับหัวหน้าขออนุญาตขัดจังหวะถาม "ของจริงหรือครับ??"
"ถูกต้อง" หัวหน้าบังคับการตอบ "บัตรชนิดนี้ น้อยคนนักที่จะได้มาโดยง่าย พูดง่ายๆ คือต้องเข้าร่วมการปฏิบัติการกับหน่วยรบเพื่อช่วยระงับเหตุให้เร็วขึ้น หากทำงานสำเร็จจะได้รับมาโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพียงผู้เดียว แล้วบัตรนี้สร้างขึ้นโดยใช้วิทยาการล้ำหน้าที่ดีที่สุดในโลกด้วย"

"น้องครับ" ทหารระดับหัวหน้าหันมาถามพวกของปัญจาบ "แล้วไปทำภารกิจอะไรถึงได้บัตรนี้มาครับ"
"อ่าาาา" ปัญจาบพูดไม่ออกเลยสักนิด
"เคยร่วมมือกับกองกำลังกัลกีมาค่ะ" หริสารภาพแบบยืดยาวมาพอเข้าใจ "คือได้ยินข่าวว่าทางการเขากำลังติดตามจับกุมจอมโจรดัลคาร์น ที่ได้หลบหนีออกมาจากเรือนจำ แล้วมีเหตุการณ์กลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้ามาในพื้นที่ด้วย"
"ครับ" ทหารระดับหัวหน้ารับฟังอยู่ "ลองเทียบกับข่าวกรองในวงการของเรา รู้สึกว่าตรงกันทุกประการเลย"
"ประมาณนั้นเลย" ทหารอีกคนตอบ

"ถ้าอย่างนั้น" หัวหน้าบังคับการขัดจังหวะ และออกคำสั่ง "ให้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยเป็นอิสระ!! ผู้ต้องสงสัยสี่คนนี้ไม่ใช่ใส้ศึก..."
"ว่าไงนะครับ??" ทหารระดับหัวหน้าผงะกับคำสั่ง
"เดี๋ยวนี้!!" หัวหน้าบังคับการพูดจาเด็ดขาดขึ้น "ส่วนที่เหลือแยกย้ายกันไปประจำการตรวจตราตามปกติ อีกส่วนหนึ่งให้จัดหาเอกสาร กับเครื่องมือสำนักงานมาที่นี่ เราจะให้พลเรือนสนธิกับกำลังของพวกเราเพื่อช่วยงานของที่นี่ด้วย ทราบ!!"
"ครับ!!"

ปรากฏว่าปัญจาบ นันทา หริ และพาติลถูกปล่อยตัวโดยปริยาย กลุ่มทหารนั้นได้แยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ตามเดิมอย่างงงๆ ทุกอย่างเงียบสงบลงโดยไม่มีเหตุใดๆ เกิดขึ้น

"ทีนี่ก็มาว่ากันในเรื่องของพวกเธอ...ทั่งสี่คนนี่ล่ะ" หัวหน้าบังคับการพูดกับทุกคนที่อยู่ในห้องบัญชาการนี้
"จะให้พวกเราไปทำอะไรอีกเหรอครับ" นันทาถามเป็นคนแรก
"คือแบบนี้..." หัวหน้าบังคับการอธิบาย "ป้อมปราการนี้กำลังอยู่ในช่วงเพลี้ยงพล้ำอย่างมาก ทหารที่นี่บาดเจ็บล้มตายจากการปฏิบัติหน้าที่เยอะพอสมควร ซึ่งตอนนี้ก็กำลังต้องการกำลังเสริม อาสาสมัครใกล้เคียง เสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากเพื่อช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ได้เรื่อยๆ ปัญหามันก็อยู่ที่ว่า กว่ากำลังกำลังเสริมจะมาถึงก็กินเวลานานอย่างมาก"
"ระยะทางที่ไกลมาก" พาติลขยายประเด็น "แล้วต้องฝ่าทะเลทราย... ใช่ไหมค๊ะ??"
"ถูกต้อง" หัวหน้าบังคับการตอบ "แล้วป้อมปราการนี้ตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนของสาธารณรัฐอาหรับตรีโวลีย์ มีขนาดใหญ่ มีร่องน้ำล้อมรอบ ติดกับแม่น้ำที่ไหลผ่านก็จริง แต่ว่า..."
"เพราะอะไรเหรอครับ??" ปัญจาบถามคั่นประโยค
"ป้อมปราการยังมีจุดที่จะต้องบูรณะซ่อมแซมตลอดเวลา แต่ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามลอบสังหารบ่อยๆ แล้วยิ่งเวลามีทหารของเรา หรือกรณีพลเรือนในละแวกนี้มีการป่วย หรือบาดเจ็บขึ้นมา มันจะทำให้ประสิทธิภาพในการปกป้องเขตของเราลดลง เพราะต้องเอาแพทย์สนามไปช่วยอีกส่วนหนึ่งด้วย และยิ่งฝ่ายตรงข้ามพัฒนาอาวุธโจมตีขึ้นมา ทุกอย่างมันจะแย่ลงกว่าเดิมหลายเท่า"
"พอเข้าใจแล้วค่ะ" พาติลรับรู้คำพูดของหัวหน้าบังคับการได้ทุกคำ "เรื่องพวกเราช่วยท่านได้ เพราะยังไงพวกเราก็เป็นนักรบต้องคำสาป"
"นักรบต้องคำสาป..." หัวหน้าบังคับการฉงน "หมายความว่าอย่างไร??"
"เป็นเหมือนกับทหารเวทย์ หรือจอมเวทย์ทั่วไปนี่ล่ะค่ะ" พาติลอธิบาย "เป็นผลจากเจ้านี่นะคะ... ภัณฑเวดา!! หนังสือต้องสาป!!"

"วูมมมมมมมม"

"ถ้าอย่างนั้น" หัวหน้าบังคับการพูดสรุป หลังจากเห็นหนังสือต้องสาปในมือของพาติล "พวกเธอ!!"
"เป็นนักรบที่ถูกคัดเลือกจากหนังสือต้องสาป" ปัญจาบพูดตอบ พร้อมกับอธิบายสั้นๆ "มีความสามารถเหนือมนุษย์ทั้งในด้านการโจมตีประชิด ระยะไกล หรือเวทย์..."
"อย่างใดอย่างหนึ่ง??" หัวหน้าบังคับการถามด้วยความอึ้ง
"ครับ" ปัญจาบตอบ "หรือไม่ก็ควบๆ กัน"
"ไปเอาคำพูดนี้มาจากไหน??" พาติลกระซิบถามผ่านหูปัญจาบ
"ไม่รู้สิ" ปัญจาบกระซิบตอบ "อัคราสั่งให้พูดหรือเปล่า??"
"เฮ้ย!!" เสียงอัคราพูดแก้ตัว "ข้าไม่ได้สั่งเอ็งพูดนะเฟ้ย หรือว่าท่านจอมเทพอีกแหงๆ แต่ก็ช่างมันเถอะนะ"
"เอาอย่างนี้" หัวหน้าบังคับการสรุปอย่างเป็นทางการอีกรอบ แล้วยืนบัตรกลับคืนไป "เพื่อพิสูจน์ว่าพวกเธอมีความสามารถแบบนั้นจริงๆ พรุ่งนี้ให้ลงไปยังลานฝึกซ้อมกลาง จะมีผู้บังคับการกองฝึกรออยู่ จะได้ฝึกฝนวิธีการ เรียนรู้พื้นฐานของการต่อสู้แบบทหาร แต่ที่นี่ไม่มีกฏระเบียบในเรื่องของระเบียบแถวให้ฝึกเรียน แต่จะให้เรียนรู้จากกลุ่มทหารที่ประจำการอยู่ที่นี่ไปด้วย จากนี้ไปให้พวกเธอทุกคนรับเอาภารกิจสำคัญไปปฏิบัติ ทำเพื่อบ้านเกิดของพวกเรา และบ้านเกิดของตนเองด้วย เชิญแยกย้าย...เอานี่ บัตรของพวกเธอ"
"ครับ/ค่ะ!!" ทุกคนเข้าใจคำสั่งแล้ว และรับบัตรกลับคืนมาจนครบก่อนจะแยกจากห้องบัญชาการไป

"นึกว่าจะโดนควบคุมตัวรอส่งให้ทางการซะแล้ว" ปัญจาบถอนหายใจ เมื่อเดินออกมาจากห้องบัญชาการพร้อมๆ กับนันทา หริ และพาติล
"กะว่าจะโดนส่งไปยังอินทรานครน่ะสิ" นันทาเพ้อเจ้อพอแนบเนียน "ไปถึงที่นั่นแล้วเกิดพี่กฤษนนท์รู้ว่าพวกเราไปบุกรุกป้อมฯ ขึ้นมานะ"
"ฉันว่ามันรู้สึกแปลกๆ นะ" พาติลออกอาการระแวง สั่นไปทั้งตัว "ที่นี่มันมีสิ่งที่น่ากลัวมากกว่าหลายเท่า"
"พาติลจัง" หริถามถึงความรู้สึกแปลกๆ ของพาติล "เกิดอะไรขึ้น??"
"ฉันเห็น..." พาติลจ้องไปตามระเบียงทางเดิน "ฉัน..."
"ที่นี่มีวิญญาณ..." อัคราก็รับรู้เหมือนกัน "นายมองเห็นไหม"
"เห็นสิ" ปัญจาบตอบ พลังของเขาก็รับรู้เหมือนกัน "พวกเขาจ้องมองมาที่เราด้วย"
"เฮ้ย!!" นันทาพูดขึ้นมาด้วยอารมณ์แปลกใจพอประมาณ "ฉันมองไม่เห็นอะไรนอกจากระเบียงมืดๆ ว่างๆ เนี่ยนะ"
"ข้าด้วย" หริพูด "ไม่รู้สึกอะไรเลย"
"แสดงว่านันทา กับหริไม่มีพลังสัมผัสทางวิญญาณ" เสียงนฤมาณีพูด แต่ก็รู้สึกเป็นห่วงพาติลทุกที "คอยเดี๋ยวนะ!! พาติล!! เธอไม่ต้องกลัว!!"
"ลองใช้วิธีก้มดูผ่านหว่างขาหน่อยไหม??" เสียงอัคราพูดกับหริ และนันทา "เป็นการสังเกตดูในสิ่งที่ตาของมนุษย์มองไม่เห็น นักล่าวิญญาณหรือหมอผีจะใช้วิธีนี้ตรวจหาวิญญาณเร่ร่อน หรือวิญญาณที่ไม่สงบพอจะไปสู่ปรโลกได้ เอาล่ะ"
"อือ" หริกับนันทาตอบตกลง

แล้วภาพที่นันทา กับหริก้มมองผ่านหว่างขาของตนเอง สิ่งที่เจอนั้นคือวิญญาณของทหารประจำป้อมประจำการอยู่ตามผนัง ซึ่งเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่บ้าง ติดโรคระบาดบ้าง พวกเขาหายตัวเข้าออกผนังตามปกติตามสัญชาตญาณ บ้างครั้งพวกเขาก็มองมาที่ตัวนันทากับหริอย่างงงๆ และไม่ได้สนใจอะไรนอกจากเดินผ่านไปผ่านมาเท่านั้นเอง

"ปับ!!"
"ปึก!!"

"พอได้แล้วมั้ง" ปัญจาบตบบั้นท้ายของหริกับนันทาให้เลิกก้มมองหว่างขา แล้วเดินแยกออกไปยังผนังระเบียงด้วยอารมณ์สุนทรี
"เออน่า" นันทายืดตัวกลับมาตรงเหมือนเดิน หริก็ทำเช่นกัน "สะกิดอะไรกันนักกันหนาตรงก้นตูวะ ฮึบ!! อ่าาาา"
"ไปเถอะ" ปัญจาบบอกทุกคน "หาที่พักเอาแรงกันก่อนก็ได้นะ ตรงนี้เดี๋ยวจะตามไป"
"ไม่ไปพร้อมกันเลยเหรอ??" หริถาม
"ก็..." สายตาของปัญจาบยังมองเห็นวิญญาณอยู่ แต่ก็พูดให้หริกับนันทาเข้าใจ "ยังมีสิ่งที่ผมยังไม่รู้อีกมากสำหรับที่นี่ พาพาติลไปเถอะ"
"อืม...ได้" นันทาตอบรับ "เดี๋ยวเจอกัน แต่ว่าปวดหลังชะมัดเลยว่ะ..."

เมื่อหริ พาติล นันทาเดินไปตามระเบียงทางเดิน มุ่งหน้าสู่โรงนอนตามแผนที่ประจำป้อมฯ ซึ่งติดอยู่ข้างผนัง สายตาของปัญจาบยังมองเห็นวิญญาณ สัมภเวสีเหล่าทหารอยู่ เมื่อไม่มีใครอยู่เลยนอกจากทหารที่กำลังเดินตรวจตราประจำกะตามปกติ เขาจึงถือโอกาสเดินสำรวจโครงสร้างทางเดินภายใน และหาโอกาสประจวบเหมาะแก่การพูดคุยกับวิญญาณ หวังจะหาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเข้าไปอีก

"พี่ๆ" ปัญจาบเดินเข้าไปถามวิญญาณตนหนึ่งอย่างใกล้ที่สุด "เป็นคนที่นี่หรือเปล่าครับ??"
"หืม??" เสียงวิญญาณทหารนั้นพูดก้องหู แต่กับคนปกติจะไม่ได้ยิน "คุณมาที่นี่ทำไม!! ออกไปซะ ยังไงมันก็อันตรายสำหรับคุณอยู่ดี!! อ๊ะ!!"
"ไม่ต้องห่วง" พลังออร่ารอบตัวปัญจาบทำงาน ปากของเขาก็พูดไปตามปกติ "ผมมาดีครับ และก็ไม่ได้ทำอะไรพี่สักหน่อย"
"แสดงว่าคุณมีพลังสามารถติดต่อกับเราได้" เสียงวิญญาณทหารนั้นพูดตอบ "แต่กับเพื่อนๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีใครได้ยินสักนิด..."
"แล้วพี่เป็นอะไรถึงได้ตายล่ะ??" ปัญจาบถาม ทำเอาทหารที่กำลังเข้าเวรอยู่สะดุ้งโหยง เห็นปัญจาบยืนพูดคนเดียว
"หือ..." เสียงวิญญาณทหารตนนั้นตอบ "ก็กำลังยิงต่อต้านฝ่ายตรงข้ามเมื่อห้าปีก่อน แล้วจู่ๆ อะไรไม่รู้วิ่งเข้าหน้าผาก แล้วก็ล้มลงไป ไม่รู้จริงๆ"
"โดนธนูยิงเข้าหัวนี่เอง" เสียงอัคราสรุป "ร่องรอยมันฟ้องอยู่นี่นา"
"นี่คุณมีเทพประจำตัวหรือ??" เสียงวิญญาณทหารตนนั้นดูตื่นเต้นมาก
"ใช่ครับ" ปัญจาบตอบ "อยู่ในจิตใต้สำนึกคอยช่วยเหลือผมตลอดเวลา"
"จริงเหรอ!!" เสียงวิญญาณทหารนั้นยิ่งดูตื่นเต้นขึ้นไปอีก "ยอดไปเลย!!"

"เพิ่งเข้ามาใหม่ใช่ไหมครับ??" เจ้าหน้าที่ประจำโรงนอนของป้อมฯ ถามถึงหริ พาติล และนันทา
"ค่ะ" หริตอบ แล้วแสดงบัตรฯ ให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบ "มาในนามอาสามัครนะคะ"
"ได้ยินวิทยุรายงานมาว่ามากันสี่คน" เจ้าหน้าที่ฯ รู้สึกสงสัยถึงจำนวนคนที่ขาดหายไป "แล้วอีกคนหายไปไหน??"
"เดี๋ยวก็ตามมาครับ" นันทาพูดตอบ "ขออนุญาตเบิกอุปกรณ์โรงนอนครับผม"
"สักครู่" เจ้าหน้าที่ฯ ดูรายการผังโรงนอน และกำลังจะไปจัดหาอุปกรณ์หมอนมุ้งมาให้ "โซน ดี สิบสาม มีเตียงว่างสองหลัง เป็นเตียงสองชั้น"
"ครับ/ค่ะ" หริ กับนันทาตอบรับพร้อมกัน และยังคงต้องพยุงพาติลต่อไป
"ราตรีสวัสดิ์ครับ" เจ้าหน้าที่บอกรายละเอียดก่อนจะปล่อยให้ไปพักผ่อนตามอัธยาศัย "ที่นี่ทหารผลัดเช้าตื่นตีสี่ครึ่งนะครับ"

"จะให้พวกผมบอกหัวหน้าบังคับการณ์ที่นี่" ปัญจาบอึ้งกับสิ่งที่เหล่าวิญญาณทหารต้องการให้กระทำ "ให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พวกคุณเหรอครับ"
"ใช่แล้ว" วิญญาณทหารอีกตนตอบ พอจะรู้เรื่องไสยศาสตร์บ้างเล็กน้อย "พวกเราไปไหนไม่ได้เลยทั้งนั้น ที่นี่มีพลังลึกลับที่เราไม่เข้าใจ หลังจากที่เราเสียชีวิตแล้วก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้ เหมือนมีเขตอาคมป้องกันไม่ให้มีสิ่งชั่วร้ายเข้ามา แต่ก็ส่งผลกระทบให้คนที่เสียชีวิตอยู่ที่นี่ ไปไหนมาไหน หรือไปสู่สุคติไม่ได้อย่างที่เห็นนี่ล่ะ"
"เข้าใจครับ...แต่ว่า" ปัญจาบยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ในตอนนี้
"ลองดูเถอะ" เสียงอัครารบเร้าให้ปัญจาบลงมือกระทำ "พวกเขาต้องการจะไปจากที่นี่ ไปหาลูกเมียของพวกเขา ไปสู่สุคติ ไปยังปรโลก อะไรทำนองนี้..."
"แต่มันไม่ใช่ตอนนี้นะ!!" ปัญจาบพูดพอจะมีเหตุผลขึ้นมาบ้าง "เรายังไม่พร้อมเลยสักนิด นี่ขนาดเราหนีการไล่ล่าจากพวกดัลคาร์น ยังไม่พออีกเหรอ!!"

"นี่!!" ทหารนายหนึ่งที่กำลังเดินลาดตระเวนอยู่ ตะโกนให้ปัญจาบได้ยิน "เบาๆ หน่อยได้ไหม!!"
"อ่ะ ครับ!!" ปัญจาบสะดุ้ง ทำให้กลุ่มวิญญาณทหารที่นี่หายไปจากสายตาของเขาทันที "ไม่มีอะไรๆ"
"คุณเองก็น่าจะไปพักผ่อนกับสหายของคุณบ้างนะครับ" ทหารนายหนึ่งพูดเตือน "พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาจะได้ปฏิบัติหน้าที่ที่คุณได้รับมาอย่างเต็มที่ และก็ไม่จำเป็นต้องเสียงดัง ไม่อย่างนั้นข้าศึกก็รู้ว่ามีกำลังพลของเราเหลืออยู่ เข้าใจมั้ย"
"ครับ" ปัญจาบตอบรับ แล้วเดินแยกจากทหารนายหนึ่งไปยังโรงนอนตามแผนที่โดยดี
"งั้นก็ราตรีสวัสดิ์" ทหารนายหนึ่งพูด และเริ่มเดินลาดตระเวนต่อไป

"ไง...ปัญจาบ" นันทาเห็นปัญจาบเดินมาถึงโรงนอนพอดี "เตียงของเราอยู่โซน ดี สิบสามนะ เร็วๆ หน่อยล่ะ"
"พวกนายยังไม่นอนอีกเหรอ" ปัญจาบถาม
"เขาบอกว่าสิ้นสัญญาณนกหวีดเมื่อไร ทุกคนต้องหลับทันที" นันทาอธิบายเหตุผล พาปัญจาบเดินไปยังเตียงที่เจ้าหน้าที่จัดสรรไว้ "แล้วเวลานี้ก็ยังไม่ถึงสี่ทุ่ม ก็เลยมีทหารออกมาอาบน้ำ ทำภารกิจส่วนตัวกันประปราย ยังมีเวลาเหลือเพือในการจัดที่นอนให้เรียบร้อย"
"พาติลเป็นไงมั่ง??" ปัญจาบถามอาการของพาติลจากนันทา
"หลับสนิทเลย" นันทาบอก "เธออ่อนเพลียมาทั้งวัน อ่า...ถึงแล้ว"

ห้องพักในโซน ดี สิบสาม ไม่ได้ต่างอะไรไปจากบ้านที่ไม่ได้ผ่านการบำรุงรักษาใดๆ เสียงพัดลมติดเพดานดังพอระรื่นหู เตียงสองชั้นสภาพกลางเก่ากลางใหม่ ผ่านการใช้งานมาแล้วถึงสิบปีนับตั้งแต่ป้องปราการฯ สร้างเสร็จ โดยรอบนั้นเป็นเตียงทหารที่ยังมีคนไปนอนอยู่โดยไม่รู้สึกกลัวอะไร นอกจากนี้ยังมีข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน ชุดเครื่องแบบ อาวุธประจำตัว รวมถึงผ้าเตี่ยวชั้นในชายที่ทหารรุ่นก่อนหน้านี้ลืมไว้อีกด้วย

"โทรมจังวุ้ย" นันทาเริ่มจะไม่ชินกับโรงนอนโซนนี้แล้ว "แต่ว่าข้าวของแต่ละอย่างดูน่าสนใจจริง สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน มีดโกน บลาๆๆ"
"เขรอะสุดๆ" ปัญจาบปีนขึ้นไปบนเตียงสองชั้นเพื่อปัดเอาคราบฝุ่นออก "ไม่เป็นไร...ทำความสะอาดนิดหน่อยก็ใช้ได้แล้ว"
"ในนี้ก็ใส่ของได้นะ มีไม้แขวนเสื้อด้วย" หริเดินไปเปิดตู้เหล็กสำหรับเก็บของข้างๆ เตียง "แต่ก็คงไม่จำเป็นหรอก"
"ในตู้ยังมีชุดเครื่องแบบทหารเตรียมไว้อย่างดี" นันทาเปิดตู้ดูของใกล้ๆ เตียงของตนเอง "ส่วนใหญ่เป็นชุดผู้ชายทั้งนั้น"
"ในนี้ตู้นี้ก็มีเหมือนกัน" หริสำรวจดูภายในจนไปเจอะไรเข้า "อ่ะ...เอ่อ"
"เป็นอะไรเหรอหริ??" นันทาเดินเข้ามาหาหริเมื่อเธอยืนนิ่งอย่างกับหุ่นลองเสื้อ "เหมือนเจออะไรในตู้น่ะ...ไหน??"
"เนี้ย" หริชี้นิ้วเข้าไปที่มุมล่างซ้ายภายในตู้ เป็นกล่องเก็บเอกสารธรรมดาๆ กล่องหนึ่ง "ในนี้อาจจะเต็มไปด้วยสัตว์มีพิษก็ได้นะ"
"อืมๆ" นันทาลากกล่องออกมาเปิดดู
"อะไรเหรอ" หรินั่งลงถามนันทาอย่างใกล้ชิด
"โอ้...มหาเทพ!!" นันทาหยิบหนังสือขึ้นมา หน้าปกนั้นเป็นรูปนางแบบบอลลิวูด(Bollywood) ในชุดวาบหวิว ทำเอาใจของนันทาตุ้มๆ ต่อมๆ "นี่มันหนังสือนิตยสารปลุกใจเสือป่า(Play Boy)นี่"
"..." หริหน้าแดงก่ำขึ้นมาเมื่อเห็นปกนิตยสารนั้นเข้า "ไปเอามาจากไหนนะเนี้ย"

"เฮ้อว..." ปัญจาบล้มลงนอนบนเตียงสองชั้นด้านบน ทว่าหัวของเขากระแทกโดนอะไรเข้าอย่างจัง "โอ๊ะ!!"
"เป็นอะไรเหรอ??" นันทาลุกพรวดขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงปัญจาบ
"ไม่รู้ดิ" ปัญจาบเอามือประคบหัวบรรเทาอาการ "หัวหนุนหมอนแล้วไปโดนอะไรแข็งๆ เข้า"
"ลองรื้อที่นอนออกมาดูก่อนดิ" เสียงอัครากับนันทาพูดพร้อมกัน
"เออๆ" ปัญจาบดึงที่นอนขึ้น แล้วเจอสมุดจดบันทึกซ่อนอยู่ จึงหยิบออกมา "ของที่ว่า...นี่เหรอ"
"แสดงว่าทหารรุ่นก่อนหน้านี้ลืมเอาไว้แหงๆ" นันทาสรุปง่ายๆ

สมุดบันทึกแปลกๆ นั้นมาอยู่ใต้ที่นอนได้อย่างไรทั้งๆ ที่มีลิ้นชักข้างเตียงให้จัดเก็บอยู่แล้ว สภาพของมันดูดีมาก ถึงแม้ว่าเวลาผ่านไปนานจนกระทั่งถูกค้นจนเจอ เมื่อปัญจาบเปิดอ่านมัน และเริ่มดูรายละเอียด เนื้อหาส่วนใหญ่จดบันทึกถึงหมายเลขประตูทางลัดไปยังจุดปฏิบัติการณ์ภายในป้อมฯ จดบันทึกนัดหมายเรียกกำลังพลในแต่ละครั้ง บันทึกการซ่อมแซมอาวุธ บางหน้ามีรูปถ่ายทหารเจ้าของสมุดบันทึกเล่มนี้แซมเข้ามา และยังมีข้อความจดหมายที่เตรียมเอาไว้ รวมไปถึงมีซองจดหมายแทรกพร้อมสแตมป์ด้วย

"ในนั้นเขาเขียนอะไรไว้บ้างน่ะ" นันทาถาม
"ก็เขียนเหมือนกับสุมดบันทึกทั่วไปนี่ล่ะ" ปัญจาบพูดตอบ ยื่นสมุดมาให้นันทาอ่านบ้าง "เขาน่าจะเขียนไปตามประสาคนคิดถึงบ้านน่ะ"
"อืม" นันทากำลังอ่านเนื้อหา และตีความไปด้วย "แบบว่าจากบ้านมานาน ที่นี่อาจจะลำบากสำหรับเขา แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากมาที่นี่เพื่อปกป้องดินแดนที่เขาอาศัยอยู่ เหมือนกับตอนนี้ไง"
"มาเพราะเลือดรักชาติ" อัคราพูดสรุปไปตามแนวคิดของคนทั่วไป "ไม่ว่าจะเป็นชาย หรือหญิง ก็มีสิทธิที่จะเป็นแนวหน้าได้ทุกเมื่อ ได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน แล้วก็..."
"เดี๋ยวๆๆ" ปัญจาบชะลอการพูดของอัคราไว้ "ข้างในมีบันทึกเขียนถึงคนที่เปิดอ่านบันทึกเล่มนี้ด้วย"
"ไหน..." นันทากระโดดขึ้นมานั่งบนเตียงชั้นสองเพื่อดูเนื้อหาของสมุดบันทึก "แล้วเขาเขียนยังไงต่อ"
"ก็อ่านด้วยกันนี่ไงล่ะ" ปัญจาบพูด แล้วดึงตัวนันทาเข้ามาอ่านด้วย

บันทึกถึงผู้อ่านสุมดบันทึก เขียน:
ถึงคนที่เปิดอ่านสมุดจดบันทึกเล่มนี้

แม้ว่าผมจะไม่ได้มีเวลากลับมาเขียนหลังจากปฏิบัติหน้าที่มาบ้างนัก ส่วนใหญ่จะจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำหลังจากหมดหน้าที่ประจำวัน บางทีผมไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรในเมื่อลูกๆ ภรรยาของผม กำลังเฝ้าคอยการกลับมาหลังจากปลดประจำการตามกำหนด เวลานั้นที่ผมกลับไปถึง พวกเขาควรจะมีความสุขกันในครอบครัว ออกไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ ออกไปบูชาเทพเจ้าเพื่อความเป็นสิริมงคล ถ้ามันถึงเวลานั้นจริงๆ

ผมกำลังพยายามเขียนจดหมายจากสมุดเล่มนี้ส่งกลับไปหาครอบครัวทุกๆ วัน และรอให้จดหมายนั้นถูกตอบกลับมา ตอบว่าที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง? อยู่สบายดีไหม? มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง? และบางครั้งก็ไม่ได้ตอบกลับไปเพราะมีการบุกของฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลา และพยายามฝากเอาจดหมายที่เขียนจนเสร็จวานให้ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ช่วยไปส่งให้ ไม่รู้เลยว่าผมเองจะมีโอกาสรอดกลับไปหาครอบครัวตามที่ต้องการได้หรือไม่ แล้วก็รู้สึกผิดที่ทำให้ลูกๆ และภรรยาของผมคิดถึงอย่างมาก เป็นกังวลว่าผมจะเป็นอะไร กลัวว่าผมอาจจะไม่มีชีวิตอยู่ได้อีก และก็เคยพูดเอาไว้ว่าถ้าผมเกิดเสียชีวิตขึ้นมาในขณะปฏิบัติหน้าที่ ภรรยาจะพาลูกทำ "พิธีสตี"(กระโจนเข้ากองไฟเพื่อบูชาความรักของศิวะและปารพติ) แต่ก็ไม่อยากให้ลูกๆ กับภรรยาของผมต้องมาทุกข์ทรมานกับสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้หรอกนะ ซึ่งถ้ามันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี สักวันผมอาจจะได้กลับไปตามสัญญาก็น่าจะใช่

ผมไม่ได้พาออกนอกเรื่องโดยไม่จำเป็นนะ เพียงแต่ว่ามันคิดถึง ก็เลยต้องเขียนลงไปซักหน่อยว่าผมกำลังรู้สึกอย่างไรบ้าง บางทีก็อาจจะนึกสงสารผม ถ้าหากผมมีชีวิตอยู่ หรือเสียชีวิตไปแล้ว ช่วยจัดการสมุดบันทึกนี้ด้วยวิธีใดก็ได้ ทำให้ผมสบายใจขึ้นถ้าผมยังต้องการให้ครอบครัวของผมอยู่ด้วยกันตลอดไป และอาจจะทำให้ผมไปสบาย ได้เข้าไปอยู่ใต้หัตถ์เทพเจ้าที่นับถือ และไม่ติดพันกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผมเสียชีวิตไปแล้วนะ

สิ่งใดที่ผมเคยทำไว้ ไม่ว่ามิตร เพื่อน ครอบครัว ศัตรู หรือคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก ขอโปรดอโหสิไม่ยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว แล้วก็ช่วยทำให้ผมได้พบกับครอบครัวเป็นครั้งสุดท้ายหลังจากนั้นด้วย



"อะฮึกๆๆ"
"เฮ้ย!!" นันทาถาม เพราะได้ยินเสียงสะอื้นดังออกมา "เป็นอะไรฟะ"
"ฉันเปล่านะเฟ้ย" ปัญจาบแย้ง "ไม่ได้ร้องให้สักหน่อย"
"แล้วใครร้องล่ะ??" ปัญจาบถาม
"ฉันเอง กระซึกๆๆ" เสียงอัคราดูอารมณ์เศร้าโศก "อ่านจนอิน อะฮึกๆ"
"อ๋อ..." เสียงปัญจาบกับนันทาอุทานพร้อมกัน

"ปริ๊ดดดดดดดดดดด....ปริ๊ดดดดปริ๊ดดดดด"

"ทหารหรืออาสาสมัครทุกนาย นอนให้เงียบที่สุด และอย่าให้รู้นะว่ายังไม่หลับ ราตรีสวัสดิ์นะครับ!!"

"นี่" หริบอกปัญจาบกับนันทา "ได้เวลานอนแล้วล่ะ"
"อือ" ปัญจาบทักก่อนจะกางมุ้ง ห่มผ้านอน "งั้นราตรีสวัสดิ์นะ"
"จ่ะ" หริตอบรับ ไฟโรงนอนทะยอยดับลงทีละโซน

**************

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดปลุกทหารในโรงนอน ปัญจาบ พาติล หริ และนันทา รวมถึงทหาร และอาสาสมัครนายอื่นๆ เริ่มทยอยตื่นขึ้นมาทำภารกิจส่วนตัวก่อนจะเรียกรวมพล สีหน้าบางคนเริ่มจะงัวเงียเพราะยังนอนหลับไม่ค่อยเต็มอิ่ม ไม่แปลกเลยที่ในห้องน้ำและห้องอาบน้ำนันคราคร่ำไปด้วยทหารและอาสาสมัครยืนอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันรวมกันๆ อย่างเป็นระเบียบ เหมือนวิถีชีวิตประจำวันไม่มีผิด เพราะอย่างไรแล้วพวกเขาก็คงไม่ต้องเปลือยหมด แค่นุ่งชั้นใน หรือผ้าเตี่ยวผืนเดียว ห่มผ้าเช็ดตัวก็เพียงพอแล้ว

"พาติล หริ ไปอาบน้ำในห้องน้ำหญิงก็ได้นะ" เสียงนฤมาณีบอกพวกเธอให้รู้ "ที่นี่ช่างวุ่นวายจริงๆ"
"จริงสินะ" หริรู้ตัวดี "จะให้ไปอาบน้ำทำภารกิจรวมกับผู้ชาย ก็อาจจะประเจิดประเจ้อเกินไปหน่อย"
"ก็แหงล่ะสิ" พาติลหงุดหงิดตั้งแต่เช้า ถืออุปกรณ์สำหรับอาบน้ำตามหริไปด้วย "จะให้พวกผู้ชายมองดูพวกเราเปลื้องผ้าอาบน้ำอย่างไรกัน"
"ก็หวังไว้อย่างนั้น เพราะยังไงเราก็มาเพื่อช่วยพวกเขาอีกแรงนะ" หริพูดเชิงจุดประกายแนวคิดของการมาที่นี่ "ไปเถอะ พาติลจัง"
"จ้า"

"ซ่า...ซ่าาาาา"

"พี่ๆ" ปัญจาบจัดการถูสบู่ทั่วตัวในขณะที่ชุ่มไปด้วยน้ำแล้ว และมีเวลาถามทหารที่นี่สักเล็กน้อย "พี่ประจำการมากี่ปีแล้วครับ"
"หืม..." ทหารที่กำลังอาบน้ำใกล้ๆ กับปัญจาบตอบมา "อยู่มาสามปีแล้วกระมัง ครบห้าปีก็รอปลดประจำการ มีอะไรจะถามอีกไหม??"
"ครับ" ปัญจาบตักน้ำล้างหัวล้างตัวจนไม่เหลือฟองสบู่ติดตัว แล้วหันกลับมาถามอีก "อยู่ประจำการที่นี่ ปกติพี่ถนัดใช้อาวุธแบบไหน?? ของผมใช้กระบี่นะครับ"
"เหรอ...สักครู่" ทหารคนเดิมเก็บสบู่เก็บอุปกรณ์อาบน้ำเข้าที่ จัดการนุ่งผ้าเช็ดตัว ถอดผ้าเตี่ยวชั้นในออกมาซัก และมีเวลาตอบปัญจาบอย่างเต็มที่ "พี่ถนัดปืนใหญ่ส่วนบุคคลน่ะ"
"ปืนใหญ่ส่วนบุคคล" ปัญจาบตกใจเล็กน้อย และกำลังจัดเก็บอุปกรณ์อาบนำเข้าที่เหมือนกัน "มันเป็นยังไงเหรอครับ??"
"คล้ายๆ กับเครื่องยิงลูกระเบิด เป็นปืนใหญ่ที่ย่อส่วนมาจากปืนใหญ่ชนิดติดตั้งอยู่กับที่" ทหารที่คุยอยู่กับปัญจาบก็อธิบายไปเรื่อยๆ พอเข้าใจ "พลังโจมตีพอๆ กัน ถึงจะหนักกว่าปืนกลแต่สามารถเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนก็ได้ เดี๋ยวพอรวมพลเสร็จแล้วจะเอามาให้ดูก็แล้วกัน"
"ยอดไปเลย!!" ปัญจาบชื่นชมสิ่งแปลกใหม่ที่ทหารบอกเล่าพอจะทราบสังเขป

"ตุบ!!"

"ห่ะ..." ปัญจาบได้ยินเสียงของตก ซึ่งเป็นสบู่ก้อนของนันทานั่งเอง "อ่ะ...เออ"
"อะไร..." นันทาหันมามองหน้าปัญจาบด้วยความแปลกใจ "มองอะไรเล่า ปัญจาบ??"
"แบบว่านะ..." ปัญจาบดูเก้อเขิน มองดูสารรูปของนันทาเมื่อเทียบกับทหารและอาสาสมัครที่กำลังอาบน้ำอยู่
"อย่างนี้ก็เข้าข่าย" เสียงอัคราพูดด้วยอารมณ์ขบขัน "ก้มเก็บสบู่แน่นอน..."
"คิดอะไรอยู่เล่า" นันทาพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"เปล่า...ไม่มีอะไร" ปัญจาบตอบด้วยอารมณ์วกวน "อาบน้ำยังไม่เสร็จอีกเหรอ?"
"เออ..." นันทาพูด แล้วก้มหยิบสบู่ขึ้นมา "คิดอะไรแปลกๆ"

หลังจากทำภารกิจส่วนตัว รับประทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อย นันทากับปัญจาบก็อยู่ในชุดเครื่องแบบทหารอาสาสมัครสีกากีอ่อนๆ ซึ่งก็ดูกลมกลืนกับทหารประจำการอย่างลงตัว ทุกอย่างพร้อมสำหรับการรวมพลเพื่อปฏิบัติภารกิจประจำวัน โดยมีหริและพาติลตามหลังมาเช่นเคย เมื่อกลุ่มทหารผลัดที่พวกของปัญจาบประจำอยู่ออกเดินตามมาเป็นแถวไปยังลานฝึกกลางป้อมๆ ซึ่งทุกอย่างกำลังเริ่มสอนให้พวกของปัญจาบใช้ชีวิตอย่างนักสู้อกสามศอกทีละเล็กทีละน้อย ระหว่างนั้นปัญจาบเหลือบไปมองรูปแกะสลักลอยตัวอย่างเทพีทุรคาทศกรทรงพยัคฆ์ลายพาดกลอน สีหน้าของนางดูกล้าหาญอย่างสตรี นางยืนหยัดอยู่เหนือจอมมารตามความเชื่อท้องถิ่น รอบๆ นั้นเต็มไปด้วยเครื่องสักการะ เพราะว่าตั้งอยู่หน้าทางเข้าลานฝึกทหารกลางป้อมฯ นั่นเอง

"เดินเร็วๆ หน่อยสิน้อง" ทหารข้างหลังนายหนึ่งพูดเตือนปัญจาบ "เหม่อนิดเดียวก็อาจประมาทได้นะครับ"
"อ่า...ครับๆ" ปัญจาบสะดุ้ง แล้วเดินตามกลุ่มทหารให้ทัน

"แถวตรง!!"
"วันทยาหัตถ์!!"

"เอามือลงได้" หัวหน้าครูฝึกภาคสนามกล่าวต้อนรับ "สวัสดีทหารและอาสาสมัครเข้าสู่การฝึกประจำวัน และก็ขอยินดีต้อนรับอาสาสมัครใหม่ทั้งสี่คนที่เดินทางเข้ามาโดยบังเอิญ ถึงแม้ว่ากองกำลังประจำการภายในอยู่ในจำนวนน้อยมาก เอาล่ะ...ขอให้อาสาสมัครใหม่ทั้งสี่คนเดินออกมาแนะนำทางความรู้จักหน่อยสิ"

"น้องน่ะครับ" ทหารที่อยู่ในแถวสะกิดบอกให้รู้ตัว
"ห่ะ" นันทาสะดุ้ง และเดินตามพาติล หริ และปัญจาบออกไปยืนเรียงหน้ากระดาน

"ตะโกนดังๆ เรียกพลังหน่อย!!" ครูฝึกเร้าให้พวกปัญจาบตะโกนแนะนำตัวดังๆ

"ปัญจาบ ลุตไวด์อุสครับ!!"
"พาติล อาซเมอร์ทาร์นค่ะ!!"
"หริ นาซากิค่ะ"
"ผม!! นันทา มหาขัตติยะครับ!!"

"นี่เป็นอาสาสมัครที่จะมาช่วยพวกเรา จนกว่ากำลังเสริมจะมาถึง" หัวหน้าครูฝึกกล่าวแนะนำแก่กลุ่มทหารและอาสาสมัครสักเล็กน้อย "ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีพลังอำนาจพิเศษพอๆ กัน แต่เราก็จำเป็นที่จะให้เป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านการรุกรานของฝ่ายตรงข้าม และควรจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของเราเพื่อเป็นกำลังสำคัญในอนาคต พวกเธอที่ยืนอยู่ข้างๆ ครูก็สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนวิทยาการ การฝึกต่างๆ กับทหารที่นี่ได้เมื่อถึงเวลาหลังการฝึกประจำวัน หรือในเวลาปฏิบัติการได้ตลอดเวลา สุดท้ายก่อนการเริ่มฝึกประจำวัน ครูก็ขอภาวนาเทพีทุรคาโปรดคุ้มครองเหล่าทหารและอาสาสมัครทุกคนปราศจากอันตรายทั้งปวงด้วย"

"นามัสการ!!" เสียงทหารเปล่งวาจาดังสนั่นด้วยความเคารพ
"ดี!!" หัวหน้าครูฝึกออกคำสั่ง "เริ่มการฝึกฝนประจำวันตามปกติ เลิกแถว!!"
"เฮ้!!" ทหารทุกนายตอบรับ
"นัดหมาย!!" หัวหน้าครูฝึกออกคำสั่งอีกครั้ง "หลังจากหมดช่วงเวลาการฝึก ทหารและอาสาสมัครทุกนายเข้าแถวแล้วเดินทางไปยังโรงอาหารเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน และหลังจากนั้นก็เป็นเวลาของการปฏิบัติการลาดตระเวนตามปกติจนกว่าจะมีการเปลี่ยนผลัด... ทราบ!!"
"ทราบ!!" ทหารทุกนายตอบรับอีกครั้งก่อนจะแยกย้ายไปฝึก

"ส่วนพวกเธอ" หัวหน้าครูฝึกกล่าวกับพวกของปัญจาบ "การฝึกจะเริ่มต้นพร้อมกับทหารรุ่นพี่ เมื่อสักครู่นี้มีโทรจิตระยะไกลจากหน่วยสอดแนม รายงานมาว่ากองกำลังอิสระชนชาติอาหรับ กำลังสะสมกำลังพลเพื่อเตรียมจะบุกเข้าป้อมปราการนี้ ที่แย่ที่สุดคือมีจอมโจรดัลคาร์นเข้าสมทบ ครูจำเป็นต้องฝึกให้พวกเธอทั้งสี่คนสามารถเรียนรู้การรบอย่างรวดเร็ว วางแผนทั้งการจู่โจมและตั้งรับอย่างแยลยล และดึงเอาพลังที่มีอยู่ในตัวของของพวกเธอออกมาใช้ให้มากที่สุดเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้าม..."
"ขออนุญาตครับ" ปัญจาบขัดจังหวะ "ผมรู้จักเขาดีครับ"
"เดี๋ยวสิ!!" หัวหน้าครูฝึกถูกขัดจังหวะจนรู้สึกเอะใจขึ้นมา "ห่ะ...อะไรนะ เธอรู้จักเขาหรือ??"
"ครับ" ปัญจาบยืนยัน "หริเขาก็รู้เรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน"
"หริเหรอ??" หัวหน้าครูฝึกรีบจบการสนทนานี้โดยเร็ว "รู้สึกดูคุ้นๆ ตา ในบัญชี...เอ่อมม... เอาล่ะ เอาไว้คุยกันหลังจากการฝึกนั้นเสร็จสิ้นก็แล้วกัน ที่เหลือแสดงอาวุธขึ้นมาให้พร้อม!!"
"ครับ!!" กลุ่มทหารรุ่นพี่ตอบรับคำสั่ง และเรียกใช้อาวุธผ่านเวทย์กระเป๋า "ภัณฑเวดา!! ยุทโธปกรณ์!!"

"วูมมมมม..."
"วาบบบบบ"

"สุดยอด" ปัญจาบประหลาดใจ เมื่อทหารรุ่นพี่ก็มีเวทย์ชนิดนี้เหมือนกัน
"อาวุธแต่ละอย่าง" พาติลตะลึงเมื่อเห็นความสามารถของทหารรุ่นพี่ "ไม่น่าเชื่อ"

ในมือของกลุ่มทหารรุ่นพี่มีอาวุธที่น่าสนใจอย่างมาก อย่างปืนกลเวทมนต์ ปืนใหญ่ส่วนบุคคลที่ทหารนายหนึ่งที่เคยอธิบายให้ปัญจาบฟัง ไม้เท้าเวดาของทหารเวทมนต์ เป้าสัญญาณเรียกหน่วยโจมตีทางอากาศรูปร่างคล้ายวัชระของทหารสอดแนมเคลื่อนที่เร็ว และอาวุธทวนที่มีอำนาจเรียกสายฟ้าโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้ของทหารเดินเท้าเวทมนต์อีกด้วย

"พวกเธอมีอาวุธแล้วหรือยัง??" หัวหน้าครูฝึกถามพวกของปัญจาบ "ถ้ายังก็เลือกเอาด้วยเวทย์กระเป๋าในจิตใต้สำนึกของพวกเธอ แล้วแต่ว่าจะถนัดด้านไหนนะ"
"มีแล้วครับ" ปัญจาบตอบ "อาวุธพื้นฐานเท่าที่มีก็ ตรีศูลของผม มีดคู่ของคุณหริ แต่ว่าพาติลกับกับนันทายังไม่มีอาวุธติดตัวนอกจากพลังเวทมนต์ระดับสูง..."
"ไม่ได้มีแค่นี้หรอก" นันทาเสริม "มือกับเท้าอันทรงพลังนี่แหละอาวุธของฉัน แต่ก็ขาดสนับมืออยู่ดี"
"งั้นของฉันก็มีแค่เข็มเย็บผ้าวิเศษ" พาติลสาธยายถึงอาวุธของเธอ "กับผ้าพาดสาหรี่เวทมนต์แค่นั้น..."
"แต่อยากจะให้พวกเธอมีอาวุธหลัก และอาวุธรองเป็นของตัวเอง" หัวหน้าครูฝึกขัดจังหวะการพูดของพวกปัญจาบ
"ยังไงเหรอครับ/คะ??" พวกปัญจาบพูดพร้อมกัน
"คลังสรรพวุธที่นี่จะไม่ปรากฏในแผนผังป้อมปราการ" หัวหน้าครูฝึกอธิบายปลีกย่อย "แต่ที่นี่ใช้เวทมนต์เบิกออกมาใช้งานได้ด้วยพลังจิตใต้สำนึก และมันจะติดตัวเราไปตลอดกาล จนกว่าจะเลิกใช้ ถูกฝ่ายตรงข้ามสังหาร หรือถูกทำลายทิ้ง ต่อจากนี้ไปมันก็จะกลายเป็นอาวุธของพวกเธอ ลองใช้เวทย์กระเป๋าที่รุ่นพี่ของพวกเธอเสกออกมาสิ"
"ครับ/ค่ะ" พวกปัญจาบตกลงรับคำพูด

"ภัณฑเวดา!! ยุทโธปกรณ์!!"

"วูมมมมม..."
"วาบบบบบ"

"เอ๋..." พาติลกับปัญจาบอุทาน เมืออาวุธเดิมของเขามีการเปลี่ยนแปลง "ไม่ใช่อาวุธใหม่หรอกเหรอ??"
"นี่มัน" นันทากับหริประหลาดใจกับสิ่งที่อยู่ในกำมือของเขา

จู่ๆ อาวุธที่พวกปัญจาบเรียกนั้นปรากฏอยู่ในมือของพวกเขา นันทานั้นได้รับปลอกแขนโลหะผสมใยสังเคราะห์ติดสนับมือมาให้พร้อม ธนูอเนกประสงค์พร้อมซองใส่ลูกธนูที่ถูกเรียกมาด้วยกันก็อยู่ในอ้อมแขนของหริ ตรีศูลของปัญจาบที่มีอยู่เดิมกลายสภาพกลับมาเป็นกระบี่ เหมือนกับที่เขาเคยพกพามันตลอดเวลา แต่สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นตรีศูลเหมือนเดิมได้ ส่วนพาติลนั้นได้เข็มถักนิตติ้งกายสิทธิ์ ถึงแม้จะดูแปลกประหลาดกว่าใคร แต่ก็ใช้เรียกเวทมนต์ของเธอได้เช่นเดิม

"ดีมาก" หัวหน้าครูฝึกเริ่มสั่งการ "เริ่มการฝึกฝนได้!!"
"เฮ้!!" ทุกคนตอบรับคำพูดด้วยเสียงอันดัง
"มันจะใช้ได้จริงเหร้อ" พาติลบ่นเบาๆ ด้วยความเหนื่อยใจ

ตัดกลับมาที่แคมป์รวมพลของกองกำลังอิสระชนชาติอาหรับ ความเปลี่ยนแปลงเริ่มปรากฏได้อย่างเห็นได้ชัด จำนวนนักรบซึ่งรวมไปถึงพรรคพวกของดัลคาร์น กำลังจัดรูปขบวนสำหรับจู่โจมทำลายป้อมปราการ และแบ่งกองกำลังส่วนหนึ่งเข้าจู่โจมทางน้ำ โจมตีแบบโทรจันเพื่อเปิดทางให้กองกำลังภายนอกเข้าไปข้างในป้อมฯ ได้ รถศึกนั้นเดินทางมาถึงที่หมายและพร้อมนำไปใช้งานได้ทุกเมื่อ ค่ายที่เคยรกร้างขาดการดูแลรักษา มีสภาพทรุดโทรมจมหายไปกับพายุทราย ตอนนี้ผิดกับอดีต เมื่อการซ่อมแซมนั้นเกิดขึ้นแล้ว กำแพงไม้ กระโจม ป้อมปืนถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แต่สามารถรื้อถอนออกได้ในภายหลัง มีการกางผ้าใบสร้างเป็นลาน กลุ่มควันจากการหุงหาอาหาร และการผลิตอาวุธมีกระจายอยู่ทั่วค่าย การรบครั้งนี้นับว่าเตรียมตัวมาดี พวกเขาหวังว่าจะสามารถยึดป้อมปราการ และแผ่ขยายอำนาจของพวกเข้าล้ำเข้าไปในเขตแดนภารตะได้โดยสะดวก เมื่อนั้นทะเลทรายมัลธาราห์กำลังจะลุกเป็นไฟเพราะสงครามอีกครั้ง

"ดัลคาร์น!!" หัวหน้ากองกำลังฯ เรียกหา "ตอนนี้คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว กองกำลังของเราก็พร้อมจู่โจมได้ทุกเมื่อนะ!!"
"แหงล่ะ..." จอมโจรดัลคาร์นยืนกอดอกดูการทำงานของลูกน้อง ชำเลืองหาหัวหน้ากองกำลังฯ เพียงเล็กน้อย "ลูกน้องของข้าไม่ได้ทำให้กองกำลังของท่านผิดหวังหรอกนะ ยังมีอะไรหลายๆ อย่างพร้อมที่จะถ่ายทอด แลกเปลี่ยนวิทยาการซึ่งกันและกัน อย่างน้อยนักรบของท่านก็ควรจะได้รับรู้การรบแบบที่ข้าคุ้นเคยกันบ้าง และบางทีถ้ามีอาวุธดีๆ ใช้ ก็อาจจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการรบสูงขึ้น และร้ายกาจยิ่งขึ้น"
"น่านแหละ" หัวหน้ากองกำลังฯ พูดต่อจากดัลคาร์น "ถึงได้สั่งการให้กลุ่มนักรบเตรียมรถศึกมาด้วย รถยิงหินเอย รถธนูเอย รถหักเหแสงอาทิตย์ แล้วก็เรือลาดตะเวนเล็กเกือบหนึ่งร้อยลำ ทั้งหมดนี่คือสิ่งที่เจ้าจำเป็นต้องใช้ แลกกับวิทยาการของเจ้า การรบแบบกองโจร แล้วก็พลังเวทมนต์ไสยศาสตร์ ถึงจะสูญเสียกำลังพลไปมันก็ฟื้นคืนชีพได้ แค่นี้ก็สามารถต่อกรกับกองทัพจากอินทรานครได้สบายอยู่แล้ว"
"การรวมพลครั้งนี้ถือว่าช่วยให้ท่านบรรลุภารกิจให้ถึงที่สุดเท่านั้น แต่สำหรับข้านั้นก็แค่ช่วยสนับสนุนในการรบเฉยๆ ไม่ได้มีจุดประสงค์ใดแอบแฝงแน่นอน" จอมโจรดัลคาร์นสาธยายต่อพอเข้าใจถึงปลึกย่อย
"แน่นะ??" หัวหน้ากองกำลังฯ ถามดัลคาร์นอีกครั้งเพื่อความแน่นอน "หวังว่าการรบนั้นต้องเด็ดขาดมากกว่านี้อีก"
"ก็หวังไว้อย่างนั้น" ดัลคาร์นกล่าวทิ้งท้าย

"นายครับ!!" ลูกน้องของดัลคาร์นและนักรบอาหรับ วิ่งมารายงานกันทั้งคู่ "เราจับกุมตัวทหารสอดแนมของฝ่ายตรงข้ามได้หนึ่งนาย ซึ่งแฝงตัวเข้ามาปะปนกับนักรบของเรามาสักระยะหนึ่งแล้วครับ"
"ไม่ทันไรก็เริ่มจะรู้เรื่องของพวกเราแล้วรึ..." หัวหน้ากองกำลังฯ พูดจาลอยๆ เหมือนจะเริ่มรู้ตัวบ้างแล้ว "พาทหารสอดแนมที่ถูกจับกุมตัวมาให้ข้าดูหน่อยสิ"
"ครับนาย" นักรบอาหรับเข้าใจคำสั่ง และปฏิบัติตามทันที

"ปล่อย!!" ทหารหน่วยสอดแนมของฝ่ายป้อมปราการฯ ยังตะโกนไม่เลิก และถูกควบคุมตัวโดยกลุ่มนักรบอาหรับอยู่ "ปล่อยเดี๋ยวนี้นะเฟ้ย!!"
"ถามหน่อย..." หัวหน้ากองกำลังฯ ถามทหารสอดแนมที่ถูกควบคุมตัว "เอาง่ายๆ ใครสั่งให้แกเข้ามาสอดแนมที่นี่??"
"บอกให้โง่น่ะสิ" สิหน้าของทหารสอดแนมตอนนี้ดูมีอารมณ์ยั่วยุมากขึ้น และยังคงถูกทุบตีเพื่อเค้นความจริงออกมา "ตอนนี้หลักฐานไม่ได้อยู่กับข้านะเฟ้อะ...อั่ก!!"
"งั้นก็แสดงว่าหลักฐานการสอดแนมทั้งหมดนั้นถูกส่งไปทางโทรจิตเรียบร้อยแล้ว" จอมโจรดัลคาร์นกำลังประเมินคำพูดของทหารสอดแนมอยู่ "ข้าว่าอย่างนั้นนะ แต่ถึงกระนั้น การใช้โทรจิตระยะไกลยังมีจุดอ่อนอยู่ ซึ่งข้อมูลที่ถูกส่งไปจะเกิดการผิดเพี้ยนเมื่อระยะการรับส่งไกลกว่าจะไปถึง ข้านึกอยู่แล้วว่ามันจะเป็นแบบนี้ขึ้นมา"
"ก็ดี" หัวหน้ากองกำลังฯ ดูมั่นใจกับสิ่งที่จอมโจรดัลคาร์นพูดเอาไว้ "กว่าข้อมูลสอดแนมนั้นจะไปถึงป้อมปราการ ป่านนี้มันก็กลายเป็นคลื่นแปลกๆ ที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง...ใช่ไหม??"
"ถูกต้อง" จอมโจรดัลคาร์นตอบคำถามของหัวหน้ากองกำลังฯ "คราวนี้จะเอาทหารสอดแนมนี่ไปทำอย่างไรก็ได้ เพราะอย่างไรก็หมดประโยช์นอยู่แล้ว"
"ได้สิ!!" หัวหน้ากองกำลังฯ ออกคำสั่ง "ควบคุมตัวทหารสอดแนมนี่ไปกักขังไว้ก่อน..."

"ฉวก!!"
"ฉูด...ด"

"ตุบ!!"

"ไม่ต้องแล้วครับนาย" นักรบอาหรับนายหนึ่งรายงาน เมื่อทหารสอดแนมนายหนึ่งกลายเป็นศพทันทีหลังจากปลิดชีพตนเอง "จู่ๆ ก็ฆ่าตัวตายเฉยเลยครับ"
"ทำลายตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกจับเป็นเชลย" หัวหน้ากองกำลังฯ พูดประเมินเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ "เข้าใจคิดดีนี่ งั้นก็เอาไปจัดการอย่างไรก็ได้ตามสะดวก"
"ครับนาย!!"

"นายครับ!!" นักรบอาหรับอีกนายเข้ามารายงานตัว ยื่นวัตถุแปลกๆ ให้หัวหน้ากองกำลังฯ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด "ของที่สั่งได้แล้วครับ"
"ไหน??" หัวหน้ากองกำลังฯ ตรวจดูวัตถุนั้นอย่างถี่ถ้วน "นี่ใช่ไหม?? อาวุธลับ"
"ครับ" นักรบอาหรับอีกคนที่มาด้วยกันอธิบาย "เป็นระเบิดควันไวรัสชีวภาพ ถ้าโยนเข้าไปใส่กลุ่มศัตรู จะทำให้เกิดแรงระเบิดพร้อมกับกลุ่มควันสังหาร สามารถตัดกำลังศัตรูได้มากกว่าห้าสิบคนขึ้นไปครับ"
"งั้นจะลองทดสอบดู" หัวหน้ากองกำลังฯ ออกคำสั่งแก่นักรบอาหรับ "ไปหาเชลยศึก หรือชาวบ้านที่อยู่แถวนี้มา จะได้แน่ใจว่าสามารถใช้ได้จริงอย่างที่ได้อธิบายให้ฟังหรือไม่"
"ครับนาย!!" นักรบอาหรับทั้งสองคนรับคำสั่ง

"ปล่อยพวกข้าไปเถ๊อะ!!" เสียงร้องขอชีวิตของชาวบ้านที่ไปจับมาดังระงมไปทั่ว "พวกข้าทำผิดอะไรด้วยยยย"
"ปล่อยพ่อแม่ข้าเดี๋ยวนี้นะ!!" เด็กๆ วัยรุ่นที่ถูกจับมาตะโกนก่นด่านักรบอาหรับให้ปล่อยตัว "ไอ้พวกสวะเอ๊ย!!"
"พ่อจ๋า...แม่จ๋า!! หนูไม่อยากตาย!!" เสียงเด็กหญิงร้องให้ระงมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย

"ลาก่อน...พวกรากหญ้าแดนภารตะ!!" หัวหน้ากองกำลังฯ ทดลองโยนระเบิดควันดังกล่าวใส่ฝูงชาวบ้านที่ถูกจับตัว "ไฟร์ อิน เดอ โฮลด์!!"

"เหวอ..."
"กริ๊ดดดดดด!!"
"ว้ายยยยย"

"ตุบ...ตูบตุบ"
"บรึ้ม!!"
"ฟูวววว...วววว"

"อ้าาาาาาห์"
"แค้ก...แค้กแค้ก!!"
"ก๊าาาาาซ์"

"ใช้ได้นิ" หัวหน้ากองกำลังฯ คว้าหน้ากากผ้ากรองฝุ่นมาปิดจมูก นัดหมายอะไรสักอย่าง "กลุ่มเชลยล้มตายทั้งเป็นอย่างทรมานขนาดนี้ ถ้าเป็นทหารฝ่ายตรงข้ามล่ะก็...ไม่อยากจะคิด อาวุธชิ้นนี้ข้าอนุญาตให้ผลิตได้นับจากนี้ไป ทราบ!!"
"ครับผม!!" นักรบอาหรับฝ่ายสรรพาวุธที่อยู่ใกล้ๆ รับคำสั่ง
"โหดดีเหมือนกันนิ" จอมโจรดัลคาร์นพูดจาเอาใจ "ร้ายแรงขนาดนี้ก็น่าจะขอไปใช้ด้วยเหมือนกัน"
"เดี๋ยว..." หัวหน้ากองกำลังฯ ตบบ่าจอมโจรดัลคาร์น "ยังมีของดีให้ลองอีกเยอะ ขึ้นอยู่กับว่าจะสนไหม"
"หือ..." จอมโจรดัลคาร์นเอะใจ

เวลาจวนใกล้จะเที่ยงของทางด้านป้อมปราการฯ เมื่อพวกเขานั้นกำลังเจอกับอุปสรรคครั้งใหญ่โดยไม่รู้ตัว ข้อมูลจากทหารสอดแนมนั้นเกิดปัญหาในการรับ-ส่งข้อมูลทางโทรจิต ภายในห้องฝ่ายวางแผนนั้นดูวุ่นวายมากกว่าเดิม แต่ก็เชื่อว่าทหารสอดแนมที่ส่งไปนั้นถูกจับได้ และก็ต้องการสอบสวนหาข้อเท็จจริงเหมือนกัน ทหารสารสนเทศกำลังง่วนอยู่กับประติดประต่อข้อมูลที่ได้รับจากทหารสอดแนมนายนั้นอยู่

"ได้ไหม??" ทหารสารสนเทศอีกนายถาม
"ไม่ได้เลยว่ะ" ทหารสารสนเทศตอบ "บันทึกข้อมูลจากจิตใต้สำนึก มันขาดๆ หายๆ จนมองไม่เห็นเค้าลางอะไร แล้วก็ไม่ได้ยินเสียงพูดด้วย"
"เอ่อม..." ทหารสารสนเทศระดับสูงสรุปสาเหตุ "แสดงว่าตัวทหารสอดแนมหลุดจากระยะการรับส่งโทรจิตแน่"
"ติดต่อนายทหารสอดแนมนั้นไม่ได้เลย" ทหารสารสนเทศคนข้างๆ รายงานเข้ามา "คาดว่าถ้าหากถูกจับได้ เขาคงต้องฆ่าตัวตายเพื่อทำลายหลักฐานไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้เห็น ประมาณนั้นครับ"
"ท่าจะไม่ดีแน่" ทหารสารสนเทศระดับสูงออกคำสั่ง "รีบรายงานต่อหัวหน้าบังคับการโดยเร็ว"
"ทราบแล้วครับ!!"

"วูมมมมมม..."
"ปึก!!"

"หนืดดดดด"

"วูมมมมมม..."
"ปึก"

"เริ่มจะแม่นขึ้นแล้วล่ะ" พาติลคุยกับหริ ในขณะที่หริฝึกยิงธนูอยู่
"ถอยหน่อยสิ" หริกำลังใช้สมาธิเล็งเป้าจำลองอยู่ "เมื่อกี้ก็ยิงพลาดอยู่นะ"
"อ่ะ" พาติลถอยออกห่างจากหริ แล้วซ้อมการเรียกใช้เวทย์อย่างรวดเร็วต่อ "ไม่รบกวนก็ได้ อ่า...สปินไฟร์เออร์!!"

"วูม...วูม...วูมมม"

"ย๊าาาาหหห์"
"ครืนนนน..."
"เคร้ง!!"

"สามนาทีสิบห้าวินาที" ทหารกดนาฬิกาเพื่อหยุดการจับเวลาในขณะนั้น "พลทหารนันทาเคลียร์ด่านค่ายกลได้เร็วมาก คะแนนของพลทหารลุตไวด์อุสนั้นไม่เลวเหมือนกัน"
"ตกลง..." ปัญจาบยิงคำถามเมื่อรู้สึกหายเหนื่อยแล้ว "ให้วิ่งผ่านค่ายกลทำไมกันเหรอครับ??"
"คืออย่างนี้" ทหารรุ่นพี่อธิบายให้ฟัง "ป้อมปราการนี้มีทางลับอยู่ก็จริง ส่วนใหญ่จะเป็นทางลงไปยังจุดปฏิบัติการในพื้นที่นั้นๆ ที่นี่เลยต้องการความเร็วมากกว่าปกติ นอกเหนือจากความแข็งแรง และรูปแบบการรบที่ฝึกมาเท่านั้นนะครับ"
"แล้ว..." นันทาได้โอกาสถามบ้าง "ที่นี่มีแผนที่ หรือแผนผังโครงสร้างภายในบ้างไหมครับ??"
"มีสิ" ทหารรุ่นพี่ตอบ แล้วอธิบายเพิ่มจากเดิม "เมื่อได้แผนที่มาแล้วต้องจดจำตำแหน่งต่างๆ ให้ได้ภายในหนึ่งวัน และต้องสามารถเลือกนำมาใช้ได้ทันที จากนั้นให้ทำลายแผนที่ทิ้งเมื่อจำรายละเอียดได้ครบทั้งหมด ตรงจุดนี่แหละที่ยากสุดๆ สำหรับทหารที่นี่"
"เข้าใจแล้วครับ" ปัญจาบกับนันทาพูดพร้อมกัน

"วู้นนนนนนนนน..."

"เที่ยงแล้ว!!" ทหารนายหนึ่งตะโกนเรียกรวม "รวมพล!!"
"เฮ้!!" เสียงตะโกนตอบดังกระหึ่ม พวกของปัญจาบก็ทยอยมารวมพลกับเขาด้วยเช่นกัน

"แปลกจริงนะ" หัวหน้าบังคับการฯ มองดูกลุ่มปัญจาบรวมพลเพื่อจะไปพักเที่ยงผ่านตาข่ายเหล็ก "พลทหารหญิงอาซเมอร์ทาร์นกับพลทหารหญิงนาซากิดูน่าสนใจมาก ความสามารถนั้นอาจจะจำเป็นต่อเราก็ได้"
"นายครับ!!" ทหารนายหนึ่งเข้ามาในห้องบัญชาการ "ขออนุญาตครับผม!!"
"มีอะไรว่ามา??" หัวหน้าบังคับการพร้อมรับรายงานอยู่แล้ว
"เราได้รับข้อมูลมาว่าหน่วยสอดแนมที่ท่านส่งไป..." ทหารรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ได้ทราบ "เสียชีวิตแล้วครับผม"
"แค่นี้เหรอ??" หัวหน้าบังคับการฯ ถาม
"ครับ" ทหารนายนั้นยืนยัน
"แล้ว...ก่อนจะกลับออกไปปฏิบัติหน้าที่ต่อ" หัวหน้าบังคับการฯ ชี้แจงคำสั่งเพิ่มเติม "ให้เรียกตัวพลทหารหญิงอาซเมอร์ทาร์น กับพลทหารหญิงนาซากิขึ้นมาที่นี่ ผมมีธุระจะคุยกับทั้งสองคนนั้นโดยมีทหารหญิงอีกสองนายขึ้นมาที่นี่ด้วยเพื่อความอุ่นใจ ทราบ!!"
"ครับผม!!" นายทหารตอบรับคำสั่ง

(ยังมีต่อด้านล่าง)
แก้ไขล่าสุดโดย VachalenXEON เมื่อ อังคาร, 31 สิงหา 2010, 22:35, ถูกแก้ไขทั้งหมด 3 ครั้ง
รูปแทนตัวผู้ใช้
VachalenXEON
ยอดฝีมือ
ยอดฝีมือ
 
Posts: 690
ได้เข้าร่วม: พฤหัส, 01 มกรา 1970, 07:00
สถานที่: ราชอาณาจักรบริสโตเนียร์ - AOW - นครราชสีมา บลาๆๆ

Re: [นิยาย]Hindurica - ศึกภารตะมหาประลัย(หัดแต่ง)

โพสท์by VachalenXEON on อาทิตย์, 11 เมษา 2010, 15:26

Stage 10 : ปราการทุรคา(2/2)

(ต่อจากด้านบน)

"สงสัยแฮะ" นันทาพูดคุยกับปัญจาบในขณะที่จัดการกับมื้อกลางวันเรียบร้อยแล้ว "จู่ๆ มีทหารหญิงเรียกตัวหริกับพาติลไปที่ห้องบัญชาการด้วย"
"อาจจะคุยเจรจาอะไรเกี่ยวกับพวกเราก็ได้มั้ง" ปัญจาบเริ่มจะมีเอี่ยวด้วยคน
"แค่ได้ฝึกซ้อมเต็มที่สามชั่วโมง" นันทาสาธยายต่อ "ไม่ได้สังเกตว่าหริ กับพาติล พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้การตามหาพี่ชายอาซเมอร์ทาร์นอะไรนั่นน่ะง่ายขึ้น แล้วตอนที่นายกับฉันลงแข่งมวยปล้ำคุชติ นึกอยู่นะว่ามื้อเช้า พวกเธอทำอาหารได้รสชาติดีมาก ขนาดพี่กฤษนนท์ยังชอบเลยอ่ะเนอะ"
"อย่างน้อยเราก็ช่วยให้พาติลกับหริสบายใจตลอดเวลาเหมือนกัน" ปัญจาบเก็บจาน เตรียมลุกออกจากโต๊ะตามไปยังลานล้างภาชนะตามทหารคนอื่นๆ "ไปเถอะ ช่วงที่เหลือเราก็ไปทำภารกิจส่วนตัวกันก่อนก็ได้"
"ก็ดีเหมือนกัน" นันทาเห็นด้วย "อัคราในตัวนายไม่โต้ตอบเลยสักแอะ"
"ว่าไงนะ" เสียงอัคราดังเข้าหูนันทา "เอ็งไม่รู้จักเข้าฌาณหรือไงกัน เห็นมั้ย!! ตบะแตกเลย ต้องกลับมาเริ่มใหม่อีกรอบ วู้!!"
"ขอโทษๆๆ" นันทาขอขมาที่เผลอไปปลุกอัคราเข้า แล้วหยิบจานตามปัญจาบไปเช่นกัน

"ที่เรียกตัวมาที่นี่ก็ไม่มีอะไรมากนะ" หัวหน้าบังคับการฯ กล่าวแก่พาตอลและหริ "ไม่ต้องกังวลว่าจะให้ทำอะไรที่พวกคุณไม่เคยทำมาก่อนหรอก"
"แล้วจะให้ดิฉันทำอะไรบ้างคะ??" พาติลขึ้นคำถาม
"เป็นคำถามที่กำลังจะเข้าสู่ประเด็นพอดี" หัวหน้าบังคับการฯ พูดเกริ่น "จากการที่ได้สอดส่องดูการฝึกของพวกเธอ ความรู้สึกแปลกๆ นั่นก็กระตุ้นให้รับรู้ว่า พวกเธอมีความสามารถอื่นๆ นอกจากที่กำลังฝึกอยู่ตอนนี้"
"หมายความว่าท่านมองเห็นความสามารถของเราใช่ไหมคะ??" หริได้ทีถามบ้าง
"ใช่" หัวหน้าบังคับการบอกเหตุผลที่ต้องการ "เพราะผมต้องการที่จะให้พวกเธอรับหน้าที่นอกเหนือจากการรบเหมือนกับทหารและอาสาสมัครทั่วๆ ไป ซึ่งถือว่าจำเป็นอย่างมาก และมีความสำคัญไม่น้อยยิ่งกว่ากัน และอาจจะต้องรับผิดชอบหลายๆ ชีวิตที่นี่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ได้"
"เข้าใจแล้วค่ะ" พาติลกับหริพูดพร้อมกัน
"อืม...งั้นถามหน่อย" หัวหน้าบังคับการฯ ยิงคำถามออกมา "ถนัดทำอะไรได้บ้าง??"
"ส่วนใหญ่" พาติลตอบพร้อมกับอธิบาย "เคยซ่อมแซมเสื้อผ้า หรือสร้างเครื่องแต่งกายขึ้นมาหนึ่งชิ้นค่ะ"
"เป็นความจริงหรือ?? แต่ที่นี่จะใช้ชุดเกราะเหล็กผสมใยสังเคราะห์ด้วยนะ" หัวหน้าบังคับการรับรู้ความสามารถของพาติล และกำลังจะถามหริต่อ "แล้วของเธอล่ะ??"
"ความสามารถเดิม" หริอธิบายความสามารถของเธอให้หัวหน้าบังคับการได้รับรู้บ้าง "เคยทำอาหารเลี้ยงเพื่อนตอนแข่งขันคุชติค่ะ แล้วก็ถนัดผสมยาพิษกับยาถอนพิษในสมัยรวมกลุ่มมือสังหารคุณธรรมด้วย"
"แล้วเธอก็มีประวัติมือสังหารของทางการเหมือนกับจอมโจรดัลคาร์น..." หัวหน้าบังคับการฯ ขยายความเพิ่มเติม
"ค่ะ" หริยอมรับคำพูดไปเต็มๆ
"ดีแล้ว" หัวหน้าบังคับการฯ ชมเชยหริ และสรุปรวม "ที่เธอเองกลับตัวกลับใจมาช่วยทางการได้ อย่างน้อยก็พอจะเข้าใจความสามารถมาพอสังเขปมาบ้าง ฟังให้ดี!!"
"ยังไงบ้างคะ??" พาติลถามอีกครั้ง
"เดี๋ยวจะติดต่อให้ฝ่ายเสนาธิการรับพวกเธอเป็นหน่วยสนับสนุน" หัวหน้าบังคับการฯ ชี้แจงเพิ่มเติม "โดยพลทหารหญิงอาซเมอร์ทาร์นรับหน้าที่เป็นหน่วยสรรพาวุธส่วนเครื่องป้องกัน ส่วนพลทหารหญิงนาซากิให้เป็นหน่วยปฐมพยาบาลเฉพาะทางในในห้องปฐมพยาบาลเลย"
"เอ๋..." พาติลกับหริประหลาดใจ
"อย่างน้อยก็ช่วยๆ กันหน่อย" หัวหน้าบังคับการฯ นัดหมายและแนะนำเพิ่มเติม "เพื่อว่ากองกำลังเสริม เสบียง และสรรพาวุธ จะได้มาถึงที่นี่และเข้าควบคุมสถานการณ์ในตอนนี้ได้ทันเวลา และสามารถนำเอาอธิปไตยของดินแดนภารตะกลับคืนมาให้เหล่าชาวบ้าน พลเรือนเราได้เช่นกัน"
"ค่ะ!!" หริและพาติลตอบตกลง "พวกเราจะรับงานนี้ด้วย"

"บรึม!!!"
"โครม!!"

"หวออออออ...หวอออ"

"เกิดอะไรขึ้น!!" หัวหน้าบังคับการฯ ตกใจกับเสียงและแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
"ขออนุญาตครับ!!" นายทหารวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานสถานการณ์ "กองกำลังฝ่ายตรงข้ามเริ่มบุกแล้วครับผม!!"
"แล้วมีอะไรเพิ่มเติมบ้าง" หัวหน้าบังคับการฯ ถามทหารที่เพิ่งเข้ามารายงานทันที
"ภายนอกป้อมมีกองทหารโจมตีระยะไกลนับหมื่น" นายทหารเริ่มรายงานต่อจากเดิม "มาพร้อมกับรถศึกอีกยี่สิบคัน"
"แบ่งกองกำลังไปตอบโต้ตามจุดปฏิบัติการทางเข้าออกทุกจุด" หัวหน้าบังคับการเปิดวิทยุ และออกคำสั่งพร้อมกันทั้งทาง ว. และต่อหน้าทหาร "ระดมทหารและอาสาสมัครเข้าประจำการตามจุดด้วย"
"รับทราบครับ!!" เสียงวิทยุของทหารและอาสาสมัครทุกนายตอบรับ
"ส่วนพวกเธอ" หัวหน้าบังคับการฯ ออกคำสั่งแก่พาตอลและหริ "ออกปฏิบัติการได้โดยทันที!! ทราบ!!"
"ค่ะ!!" หริ พาติล และทหารหญิงอีกสองนายรับคำสั่งให้ปฏิบัติการเช่นกัน

"ตูมมมมมม..."
"โครม...มมมม"

"ระดมยิงมันเข้าไป!!" นักรบปืนใหญ่ฝ่ายอาหรับออกคำสั่งเร่งบรรจุกระสุนเข้าสู่ซุ้มยิงบนรถศึก
"จัดไป!!"

"ปุ้ง!!"
"บรึม!!"

รถยิงหิน รถยิงธนู ระดมยิงเข้าใส่ป้อมปราการฯ ไม่ยั้งมือ รถหักเหแสงอาทิตย์ยิงใส่เป้าหมายอย่างแม่นยำ บางครั้งคนในป้อมฯ ในจุดประจำการ ถูกเผาตายด้วยความร้อนจากแสงอาทิตย์ก็มี

"ปึก!!...ปุ้ง!!"
"โครม!!"

"วิ้งงงงงง..."

"อ้าาาาา!!"
"อ๊าคคค!! แสบตา!!"

"หวออออออ...หวอออ"

"ทุกหน่วยโปรดทราบ!! พบการจู่โจมที่โซนเอสอีไฟว์(SE5) และเอสดับบลิวเซเว่น(SW7) ที่ตำแหน่งหกนาฬิกา ขอให้เตรียมประจำการตอบโต้ข้าศึกโดยด่วน ย้ำ!! ขอให้เตรียมประจำการตอบโต้ข้าศึกโดยด่วน!!"

"ตูม...ตูม...ตูม...ตูม!!"
"โครมมมมม...เพล้ง!!"

"ไปเร็ว!!" ทหารตะโกนเรียกระดมพลเพื่อเตรียมการจู่โจม "นำอาวุธออกมาให้พร้อม และวิ่งไปประจำจุดปฏิบัติการทันที!!"
"เหวออออ" นันทาสะดุ้งกับแรงสั่นสะเทือน และดูประหม่ามากกว่าเดิม

"ครึมมมมม!!"
"เปรี๊ยง!!"

"วูมมมมมม..."
"ตูม...ตูม...ตูม!!"

"อ๊าาาาาาคคค!!"
"ไปเร็ว!!" ทหารนายหนึ่งพาแพทย์สนามรุดไปยังต้นเสียง "ถูกโจมตีไปหนึ่งนาย"
"ดูนั่น!!" เสียงทหารจากจุดปฏิบัติการวิทยุมา "กองกำลังภายนอกยิงธนูใส่ ระวังให้ดี!!"
"ระดมยิงโต้กลับเลย!!" ทหารตามจุดปฏิบัติการเริ่มกระหน่ำยิง "เล็งไปที่หน่วยโจมตีระยะไกลของฝ่ายตรงข้าม!!"

"ปังๆๆๆๆๆๆๆ!!"
"ปรึง!! ปรึง!!"

"ขอเอาคืนบ้าง" ทหารประจำจุดปฏิบัติการบรรจุกระสุนลงปื้นใหญ่ส่วนบุคคล และอยู่ในสภาพพร้อมยิง "ลั่นไก!!"

"ปุ้ง!!"

"โครม!!"
"กรอบบบบ"

"โอ้มหาเทพ!! สุดยอดไปเลย!!" เสียงทหารวิทยุคุยกับเพื่อนๆ หลังจากยิงปืนใหญ่ส่วนบุคคลถล่มเป้าหมายได้ "ยิงนัดนึงถล่มรถศึกได้ทั้งคันเลยว่ะ"
"เฮ้ย!!" เสียงวิทยุทหารอีกนายตอบกลับมา "งั้นก็เอาด้วยสิวะ!!"

"บรึมมมมมม!!"

การตอบโต้ของฝั่งป้อมปราการโดยใช้ปืนใหญ่ส่วนบุคคลยิงใส่ต้านเอาไว้ ทำให้รถศึกยิงหิน รถหักเหแสงอาทิตย์ และรถยิงธนู พังราบไม่เป็นท่า เหล่ากองกำลังภายนอกต่างหลบวิถีของกระสุนปืนใหญ่กันแทบไม่ทัน ถือว่าการต้านข้าศึกภายนอกของฝั่งป้อมปราการนั้นทำการบ้านมาดีเหมือนกัน

"ฮว๊าาาาาากกกก"
"อันตราย!!" หน่วยโจมตีระยะไกลของฝ่ายอาหรับเริ่มต้านทานห่ากระสุนไม่ไหว "ถอยก่อน!! ถอยก่อน!!"
"ไม่ทันแล้ว!!"

"ตรืมมม!!"
"อ๊าา...อ๊าาาาาคคค"

"สูญเสียหน่วยโจมตีระยะไกลไปมาก รถศึกพังยับเยิน..." หัวหน้ากองกำลังฯ ประเมินสถานการณ์เบื้องต้นจากการบุกเข้าตี "ฝ่ายตรงข้ามพัฒนาอาวุธมาดีเหมือนกันแน่ๆ"
"ส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่มีพลังเวทมนต์ กับอาวุธระดับก้าวหน้าผนวกรวมไปด้วย" จอมโจรดัลคาร์นโทรจิตมาอธิบายให้ฟัง "จากสงครามในอดีต พวกทหารภารตะนั้นเคยพ่ายแพ้แก่กองทัพอาหรับโบราณมาก่อน จนมาถึงปัจจุบันนี้ก็เริ่มจะมีวิทยาการใหม่ๆ มาจากราชอาณาจักรบริสโตเนียร์บ้าง จากสาธารณรัฐอาหรับตรีโวเลียบ้าง หรือแม้แต่อาณาจักรวิฮาร่า อะไรทำนองนั้น"
"ได้..." หัวหน้ากองกำลังฯ โทรจิตคุยกับดัลคาร์น "ไหนขอชมความสามารถของทหารเวทมนต์ของเจ้าหน่อย เมื่อกี้แค่ลองยาเฉยๆ"
"ก็เอาสิ" จอมโจรดัลคาร์นโทรจิตตอบกลับ "เดี๋ยวอีกส่วนหนึ่งจะแทรกซึมเข้าไปยังทางเข้าป้อมฯ ด้วย"

"หน่วยโจมตีระยะไกลถอนกำลังแล้วครับ" ทหารประจำจุดปฏิบัติการรายงานเข้ามา
"รออยู่ดูสถานการณ์ก่อน" หัวหน้าบังคับการฯ ออกคำสั่ง "ระวังตัวด้วย คนของพวกเราน้อยนะ"
"ได้ครับ!!"

"รู้สึกเงียบๆ ชอบกล" ทหารประจำจุดปฏิบัติการนายหนึ่งเกิดสงสัยขึ้น และลองวิทยุถาม "โซนเอสดับบลิวเซเว่นเป็นอย่างไรบ้าง"
"เหมือนกันเลย" คำตอบที่ได้รับเหมือนกันหมด ซึ่งเป็นคำตอบจากวิทยุของทหารทุกจุด "ลองมองดูข้างนอกดิ พวกมันถอยไปตั้งหลักไกลมาก"
"อัค!! อ๊าาาา"

"แย่แล้ว!!" ทหารวิทยุแจ้งเข้ามา "ถูกโจมตีด้วยเวทมนต์!! รีบโต้ตอบด่วน"

"วูม...วูมมมมมม"
"บรึมมม!!"

"ว๊าาาาาากกกก"

"ตรวจจับเวทมนต์ได้แล้ว" เสียงอัคราเตือนปัญจาบ ในขณะวิ่งลงไปตั้งรับการโจมตีพร้อมกับนันทา "เวทมนต์ความมืด พลังทำลายรุนแรงมาก ระวังให้ดีล่ะ"
"พวกมัน...ไปฝึก...จอมเวทย์...จากไหน...กัน...นะ" ปัญจาบพูดให้ชวนสงสัยในขณะวิ่งลงบันไดตามทหารไปเรื่อยๆ "ส่วนมาก...ก็มีแต่...พวก...นักรบอาหรับ...ถนัดเฉพาะ...อาวุธ...กายภาพ...เป็นหลัก"
"ไม่รู้" เสียงอัคราพูดเหมือนจะไม่แน่ใจอะไรสักอย่าง "และมากันเยอะมาก"
"ได้ยินเสียง...วิทยุ...บอกว่า" นันทาพูดไปวิ่งไปเหมือนกัน "ถูกโจมตี...โดย...ไม่รู้...ตัว...แต่ว่า...มอง...ไม่เห็น...พวกมัน"

"ฉุกเฉิน!! มีกองกำลังฝ่ายตรงข้ามส่วนหนึ่งบุกข้ามแม่น้ำเข้ามายังประตูเข้าออกด้านโซนอีสี่(E4) กำลังจะพังประตูเข้าแล้ว ย้ำ!! ฝ่ายตรงข้ามกำลังจะพังประตูเข้ามาแล้ว!!"

"ปึง!!...ปึง!!"
"โครม!!"

"ไฟร์ อิน เดอะ โฮลด์!!"

"ก้อง...แกร้งแกร้ง!!"
"ปุ้ง!!"
"ปุ...ฟูวววว...ฟูววววววววว"

"ระวัง!! ระเบิดควัน!!" กลุ่มทหารโจมตีประชิดตะโกนเตือน แต่ก็สายไปเสียแล้ว "แคัก...แค๊ก...แค๊ก อั่ก!!"
"อาาาาห์" จู่ๆ ทหารเสียชีวิตอย่างทรมานยกกลุ่ม ท่ามกลางควันของระเบิดที่กองกำลังฯ คิดค้นขึ้น
"อะไรนี่!! แค๊กๆ แฮ้กกก" นันทาชะงัก และรู้สึกสำลักควัน "มองไม่เห็นเลย"
"อุดจมูกเอาไว้" ปัญจาบเตือนนันทาให้รีบป้องกันตัว "นี่มันระเบิดควันพิษ ทหารที่โดนเข้าไปจะค่อยๆ เสียชีวิตอย่างทรมาน ดูสิ!! มีปุ่มปมขึ้นตามตัวด้วย"

"แปลกจริง" พรรคพวกของดัลคาร์นเริ่มสงสัย "ยังเหลือรอดอยู่สองคน"
"แต่ข้าจำเสียงคุ้นๆ นั้นได้นะ" จอมโจรดัลคาร์นรู้สึกถึงความคุ้นเคยของฝ่ายตรงข้าม

"ไซคิก...โฮลี่...บลาส...บอล!!"

"วูมมมมม..."

"อะจ๊าาาาากกกก"
"มว๊าาาากกก"

"โอ้!! คนของข้าโดนสังหารเกือบหมดแล้วนิ" จอมโจรดัลคาร์นพูดจาเลิ่นเล่อ เมื่อควันระเบิดเริ่มจางลง "ยังมีคนดื้อด้านไม่ยอมตายแฮะ"
"แกอีกแล้วหรือ" ปัญจาบเริ่มประเมินกำลังของดัลคาร์น เดินฝ่ากลุ่มควันจางๆ เข้ามา แล้วพูดถามให้รู้เรื่อง "คิดจะมาทำอะไรกันแน่??"
"ทำยังไงได้" จอมโจรดัลคาร์นประชิดตัว จ่อดาบโค้งที่คอปัญจาบ "ในเมื่อข้าจำเอกลักษณ์ได้ ถึงแม้ว่าแกเองซ่อนตัวอยู่ในชุดอาสาสมัครทหาร สวมหมวกเบเล่ แต่ก็ไม่ถึงกับว่าจะหนีข้าได้พ้นนะ"
"เฮ้ย!! ปัญจาบ" นันทาเห็นท่าไม่ดี ตั้งใจจะเข้าไปแยกปัญจาบออกมาจากดัลคาร์น "หยุดเดี๋ยวนี้นะเฟ้ย!!"
"หือ??" จอมโจรดัลคาร์นสังเกตท่าทีของนันทา "เฮอะ...เพื่อนของแกเองหรือ งี่เง่าชะมัด"

"ย๊าาาาาหหห์" กลุ่มพรรคพวกของดัลคาร์นกระโจนเข้าใส่นันทาอย่างบ้าคลั่ง

"ปึก!!"
"วึดดดด..."
"หว๋าาาาา..."

"โครม!!"
"พลัก!!"

"เฮ้ย!!" จอมโจรดัลคาร์นผงะ เมื่อนันทาล้มพรรคพวกของดัลคาร์นได้ด้วยตัวคนเดียว "นักมวยปล้ำต้องคำสาปนี่"
"ยังคุยไม่จบเลย" ปัญจาบได้จังหวะ ผลักดาบโค้งออก ถอยห่างนิดหน่อย แล้วชี้ตรีศูลใส่หน้าดัลคาร์น "ฉันจะไม่ให้แกบุกเข้าไปยึดป้อมปราการนี้หรอกนะ"

"ครืดดดดดดด...ชิ้ง!!"

"มา!!" จอมโจรดัลคาร์นคำราม "ลันซ์ ซอต!!"

"ตึง!!"
"บรึมมมม!!"

"ฟับ!!"
"แคร้ง!!"

"ฟืบ!!"
"ฉัวะ"

"อ๊าาาาาา" ปัญจาบพลาดท่าดัลคาร์นอย่างจัง และได้รับบาดเจ็บด้วย แต่ดูเหมือนว่าจะบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
"ฝีมือมีเท่านี้เองหรือ??" จอมโจรดัลคาร์นพูดเยาะเย้ย ชี้ดาบโค้งไปที่ตัวปัญจาบ ซึ่งตอนนี้ดูกึ่งๆ จะเพลี้ยงพล้ำไปบ้าง

"ย้าาาาาาหห์" นันทากระโจนร่างเข้าใส่จอมโจรดัลคาร์นเพื่อช่วยปัญจาบ
"ห่ะ...อัค!!"

"โครม!!"

"นันทา!!" ปัญจาบตะโกนด้วยความตกใจ
"ไปเร็ว!!" นันทาบอก พร้อมกับปลดอาวุธออกจากมือขวาของดัลคาร์น "ตรงนี้เดี๋ยวจะจัดการน๊อกเอ๊าท์จอมโจรนี่เอง!!"
"แต่ว่า!!" ปัญจาบอดเห็นเพื่อนอย่างนันทาลำบากไม่ได้
"เขาบอกยังไง เอ็งก็ต้องทำสิฟะ!!" เสียงอัคราเตือน "ถ้าไม่อยากให้นันทาเป็นอะไรไปมากกว่านี้ รีบไปหยุดพวกจอมเวทย์นั่นก่อนที่มันจะทำให้เรื่องมันยากขึ้นนะเฟ้ย!!"
"หือ..."

"วูมมมมมม..."
"ควางงงงงง..."
"บรึม!!"
"ตูม...ตูม...ตูม...ตูม!!"

"อ๊าาาาาากกก...ว๊ากกกก!!"

"โซนเอสอีไฟว์เป็นอย่างไรบ้าง!! ตอบด้วย!!" ทหารในจุดประจำการวิทยุติดถามเพื่อตามสถานการณ์ทั้งหมดในโซนอื่นๆ
"เอสอีไฟว์ได้ยินแล้ว" ทหารในโซนดังกล่าววิทยุตอบ "ตอนนี้สูญเสียกำลังพลไปสามนาย เรายิงตอบโต้พวกมันไม่ได้เลยสักนัดสองนัด"
"แล้วมีทหารเวทย์ประจำการหรือเปล่า" ทหารในจุดประจำการอื่นๆ วิทยุถามมาด้วยเหมือนกัน
"มีประจำการอยู่หกนาย" ทหารในโซนเอสอีไฟว์วิทยุรายงานตอบ "รวมถึงผมด้วย กำลังระดมยิงเวทย์ตอบโต้อยู่"

"หมับ!!"
"ขลุก...ขลุก"

"แก!!" จอมโจรดัลคาร์นเริ่มเหลืออด เพราะถูกร่างกายอันใหญ่โตของนันทาสกัดไม่ให้ดิ้นหลุดไปไหนได้
"ไม่ปล่อยไปง่ายๆ หรอกน่า" นันทาพูดเจรจา ร่างกายขนาดใหญ่ของเขานอนคลุกกับฝุ่น และล๊อคตัวดัลคาร์นไว้อย่างแน่นหนา "ยิ่งค่าหัว(Bounty)คุณสูงลิบลิ่วขนาดนี้ ฉันไม่ยอมให้คุณลอยนวลไปสร้างความเดือดร้อนอีกนักหรอก"
"อย่างนั้นหรือ??" จู่ๆ ดัลคาร์นก็ได้จังหวะ แม้ว่านันทาดูแข็งแกร่งกว่ากันเยอะ "ใครบอกว่าข้าจะยอมยกธงขาวให้พวกแกกันเล่า!!"

"สวบ!!"

"อ๊าาาา" นันทาเกร็งชั่วขณะ เขาถูกแทงด้วยมืดสั้นอาบยาพิษเข้าที่แขนซ้าย ร่างกายของเขาอ่อนแรงทันที
"ฮะฮ่าฮ่า!!" จอมโจรดัลคาร์นหลุดออกมาได้ และกำลังจะวิ่งขึ้นไปเข้าไปในป้อมฯ เพียงคนเดียว "ถึงแม้ว่าจะปลดอาวุธหลักของข้าสำเร็จ แต่ลืมไปแล้วเหรอว่าข้ายังมีอาวุธสำรองอยู่"
"ว่า...ไง...นะ!!" นันทาฝืนวิ่งตามดัลคาร์นทั้งๆ ที่ถูกมีดอาบยาพิษแทงอยู่ เพื่อสกัดไม่ให้เข้าไปถึงภายในได้
"ยังไงแกก็ได้รับพิษจากมีดของข้านี้เข้าสู่กระแสเลือด!! แล้วแกก็จะตายอย่างทรมาน ฮ๋ะฮ่าฮ่า!!" จอมโจรดัลคาร์นเร่งฝีเท้าถี่ขึ้นเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่มากกว่าเดิมจนไกลลับตา ทำให้นันทาตามไม่ทัน

"เจ็บใจนัก!!" นันทาเริ่มจะไม่ไหว และกำลังจะล้มลง
"คุณครับ!!" แพทย์สนามปรากฏตัวพอดี เมื่อดัลคาร์นหลบหนีไปได้ "ตรงนี้ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ผมรู้อยู่แล้วว่าคุณติดพิษนะ มา...เดี๋ยวจะช่วยถอนพิษให้"
"ขะ...ขอบคุณ...มาก...ครับ" นันทาฝืนพูดในขณะที่เขาเริ่มจะไม่ไหวอยู่แล้ว
"ทหารในโซนที่อยู่ใกล้ๆ ตัวผม ตอบด้วย!!" แพทย์สนามวิทยุแจ้งทหารหรือบุคคลที่อยู่ใกล้เคียง และกำลังใช้ยางยืดขันชะเนาะป้องกันพิษไหลเข้าสู่หัวใจทางกระแสเลือด "อาสาสมัครได้รับบาดเจ็บจากพิษหนึ่งราย ให้ส่งใครก็ได้พาไปยังห้องพยาบาลหน่อย!!"
"ทราบแล้ว!!" อาสาสมัครวิทยุตอบ "เดี๋ยวจะลงไปช่วย เรามียาถอนพิษที่ได้จากอาสาสมัครหญิงติดตัวมาด้วย"
"ดีเลย" แพทย์สนามพูดตัดบทสนทนาผ่านวิทยุ "รีบลงมาแล้วกัน"

"วูม...วูม...วูม"
"เปรี๊ยง!!"
"เพล้ง!!"

"เวทย์แรงมาก!!" ทหารเวทยมนต์ประจำจุดปฏิบัติการรายงานผ่านวิทยุ และยังต้องใช้เกราะเวทย์อยู่ "กระหน่ำยิงโดยไม่หยุดพักขนาดนี้ กะว่าจะถล่มให้ราบคาบเลยหรือไงเนี้ย!!"
"ช่วยที!!" เสียงวิทยุทหารดังขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง "โดนเวทย์ตาบอด!! มองไม่เห็นอะไรเลย"
"ว่าไงนะ!!" เสียงทหารเวทมนตร์วิทยุอุทาน

"วูมมมมมมม..."
"ตูมมมมม"

"ซ่าาาา"
"บุ๋ง...บุ๋ง"

"จ๋อม...จ๋อม"

"เฮ้ย!!" ทหารเดินเท้าตะโกนเตือน เมื่อเห็นปัญจาบกระโจนลงไปว่ายน้ำข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง "อันตรายนะครับ!! อย่าไป!!"
"ไม่ต้องห่วง!!" ปัญจาบตะโกนกลับ ในขณะตะพุยน้ำพยุงตัวลอยอยู่ "ผมจะไปจัดการกับพวกนักรบเวทย์นั้นเอง!!"
"บ้าน่า!!" ทหารเดินเท้าด้านฝั่งป้อมฯ รู้สึกกดดันมากมาย "ใครก็ได้ตามไปสมทบเขาที"

"ย๊าาาาาาห์"
"วิ้ดดดดดดดดดด..."
"วูม...วูม...วูมมมมม"

"รู้สึกว่ากำลังของพวกมันเริ่มอ่อนแอแล้วนะเฟ้ย" นักรบเวทมนต์พูดคุยกับพรรคพวกข้างๆ
"ก็ดีสิ!!" พวกนักรบเวทย์ก็เริ่มจะเรื่องพูดคุยด้วย "มันน่าจะง่ายขึ้นน่ะว่ามั้ย!! ยิงต่อไป!!"
"lktsotkptcgyol;'r;...!!!" เสียงบริกรรมคาถานั้นเข้ามาทำให้การสนทนาระยะสั้นๆ หายไป

"ไซคิก...โฮลี่...บลาส...บอล!!"

"แชตตตตตตตตตตต..."
"วึมมมมมมมมมม!!"

"เฮ้ย!!" นักรบเวทย์ตื่นตระหนกขึ้นเมื่ออันตรายกำลังจะมาถึง "นั่น!!"
"ระวัง!!"

"บรึม!!...บรึม!!"
"ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...ตูม...!!"

"ควับ!!"
"ฉวัะ!!"

"อัาาาาาา"

"ควิ้งงงงง"

"มว๊าาาาาาาาาาากกกกกกกกก"

พลังลูกบอลพลังจิตของปัญจาบช่างน่าทึ่งยิ่ง จู่ๆ มันก็พุ่งเข้าใส่นักรบเวทมนตร์ที่ตั้งหน้ารุกการโจมตีอย่างจัง บางคนถูกแรงกระแทกกระเด็นไปไกลจนได้รับบาดเจ็บจากแรงกระแทก หรืออาจจะทำให้เสียชีวิตได้ทันทีเมื่อโจมตีเข้าที่หัวก็มี กองกำลังเวทมนต์ของฝ่ายกองกำลังอิสระฯ ถูกกำจัดลงจนหมดได้โดยฝีมือพลังเวทย์ กับการโจมตีด้วยอาวุธประชิดของปัญจาบเพียงคนเดียว สภาพของเขาตอนนี้เหมือนลูกสุนัขตกน้ำแล้วไปคลุกฝุ่นดินอีกทีก็มิปาน

"ขอบใจมาก!!" เสียงทหารภายในป้อมฯ โทรจิตมา "เหมือนมีเทพเจ้ามาโปรดเลยเฟ้ย!!"
"ตอนนี้เธอเข้าไปในเขตแดนของอาหรับแล้วนะ" เสียงหัวหนัาบังคับการฯ โทรจิตเตือนเขา "ถอยออกมาโดยด่วน มันอันตรายมาก!!"
"ถอยไม่ได้แล้วครับ" ปัญจาบโทรจิตกลับ "คงต้องเข้าไปจัดการกับผู้บงการอยู่แล้ว เพราะอย่างไรในการศึกทหารที่ผมฝึกมาตั้งแต่เช้า โดยการจะหยุดกลุ่มกำลังฝ่ายตรงข้ามได้ จะต้องจัดการกับตัวหัวหน้าให้อยู่หมัดก่อน ใช่หรือเปล่าครับ??"
"ถูกต้องตามที่เธอพูด พลทหารลุตไวต์อุส" เสียงโทรจิตหัวหนัาบังคับการฯ พูดเตือน "ถ้าเธอจะทำอย่างนั้นก็ต้องระวังด้วย ถึงแม้ว่าเธอจะมีพลังเหนือธรรมชาติมากกว่าคนทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ"
"ครับ!!" ปัญจาบโทรจิตตอบรับ

"โครม!!"

"ถึงแม้ว่าอย่างไรก็ตาม" ประตูถูกเปิดออกอย่างรุนแรง จอมโจรดัลคาร์นปรากฏตัวขึ้นมา "สงครามมันยังไม่จบสิ้น ตราบใดที่ยังมีผู้นำบังคับการปลุกระดมอยู่..."
"นักโทษว๊อลซ์ ดัลคาร์น!!" หัวหนัาบังคับการฯ พูดเจรจาด้วอารมณ์ครึ่งๆ กลางๆ "คำถามง่ายๆ มาที่นี่ต้องการอะไร??"
"อ่อ...คำถามเดิมๆ ของรัฐบาลกระหลั่วๆ" จอมโจรดัลคาร์นพูดจาแบบหมิ่นๆ "ก็กำลังหาเรื่องกดดันทำให้รัฐบาลล้มเลิกการบริหารที่อยุติธรรมอยู่ในขณะนี้..."
"นั่นไม่ใช่ประเด็น!!" หัวหนัาบังคับการฯ เดินเข้ามากระชากเสื้อจอมโจรโจรดัลคาร์นขึ้น แต่ทว่าจอมโจรดัลคาร์นตัวใหญ่กว่ากัน "พูดความจริงออกมาเดี๋ยวนี้!!"
"ขอโทษ" คำพูดของจอมโจรดัลคาร์นยังดูวกวนเหมือนเดิม หวังจะทำให้หัวหน้าบังคับการฯ เกิดความคลางแคลงใจ "อย่างน้อยก็มาช่วยสุมไฟความขัดแย้งของรัฐบาลกับกองกำลังอิสระชนชาติอาหรับให้มันรุนแรงยิ่งขึ้นล่ะนะ ยังไงแล้วคุณคงไม่ค่อยมีเวลามาเล่นไล่จับคนอย่างผมอย่างแน่นอน"
"ว่าไงนะ!!" หัวหนัาบังคับการฯ ขึ้นเสียง แต่ทว่าถูกจอมโจรดัลคาร์นใช้มีดอาบยาพิษพุ่งแทงเข้าอย่างจัง "อั่ค!!"
"อย่างน้อยวิธีการจัดการกับป้อมปราการฯ ที่ดีที่สุด..." จอมโจรดัลคาร์นพูดเยาะหัวหนัาบังคับการฯ ใกล้ๆ "คือการกำจัดผู้นำ อย่างที่ได้โทรจิตคุยกับเจ้าหัวม่วงนั่นแหละ"
"แก...!!" หัวหนัาบังคับการฯ รู้สึกบาดเจ็บ ตัวเกร็งเพื่ออดทนต่อการถูกโจมตีด้วยพิษ และเสียงหายใจก็ดังแผวเบาลง "เล่น...แบบ...นี้...เลย...เหรอ...อัค!!"

"หัวหน้าคะ!!" จู่ๆ ทหารหญิงกับพาติลโผล่เข้ามาสังเกตเหตุการณ์
"อ๊าาาายยยยยย" ทหารหญิงอีกนายผงะ และกำลังจะพาส่งห้องพยาบาล "หัวหน้าถูกแทง!! รีบช่วยเร็ว!!"
"ดัลคาร์น!!" พาติลพูดด้วยอารมณ์รุนแรง "คิดจะทำอะไรกันแน่เนี้ย!!??"
"มาให้เล่นงานกันถึงที่อีกรายแฮะ" จอมโจรดัลคาร์นเดินเข้ามาหาพาติล "จะได้มาเอาหนังสือต้องสาปกับเธอโดยเฉพาะ"
"อีกแล้วเรอะ" พาติลขึ้นเสียง "ทำท่าว่าจะตามจองล้างจองผลาญกันกี่ครั้งถึงจะได้หนังสือนี้ไป"
"จะมาเอาเมื่อไรก็ได้" จอมโจรดัลคาร์นค่อยๆ ชักดาบออกมาจ่อคอพาติลเบาๆ อย่างเลือดเย็น "ถ้าได้มาแล้วก็ไม่มีอะไรนอกจากจะต้องสังหารเธอ เจ้าจอมยุทธ์หัวม่วง โจรคุณธรรมจอมทรยศ แล้วก็ไอ้ยักษ์มวยปล้ำใจดีนั่น!!"
"หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!!" พาติลเหลืออด เรียกเวทย์กงจักรไฟเตรียมจะเผาร่างจอมโจรดัลคาร์นทั้งเป็น "สปินไฟร์..."
"ช้าไปแล้ว!!" ดัลคาร์นคว้าดาบประชิดตัวเข้าให้ และเตรียมจะสังหารพาติล "อยากโดนตัดตอนก่อนนักใช่มั้ย!!"
"กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดด!!!"

"ฟ้าววววว"
"สวบ!!"

"อั่ค!!" จอมโจรดัลคาร์นกระอัคเลือดเมื่อถูกโจมตีด้วยอาวุธแหลมๆ ที่แขนขวา "นี่มัน..."
"หยุดซะทีเถอะ!!" หริปรากฏตัวโดยฉับพลัน มือของเธอโก่งธนูรอยิงนัดต่อไปอยู่ "จะต้องฆ่าคนไปอีกสักเท่าไรกันถึงจะพอ"
"แล้ว...มันเกี่ยว...อะไรกับ...เธอ" จอมโจรดัลคาร์นพูดติดๆ ขัดๆ
"ถ้าพูดดีๆ อย่างนี้ไม่ได้" ดวงตาหริลุกโชนไปด้วยพลังอสุรา สายตาของเธอกำลังเปลี่ยนเป้าหมายไปที่หัวของจอมโจรดัลคาร์น "ข้าคงต้องสั่งสอนเพื่อให้สำนึกถึงความเดือดร้อนของคนอื่นบ้าง"
"ดี!!" จอมโจรดัลคาร์นถอนลูกธนูที่ปักออกจากแขนขวา แล้วเกร็งดาบรอฝ่ายตรงข้าม "ถ้าเธอจะเอาอย่างนั้นก็ไม่ขัดศรัทธา...มา!!"
"หือ!!" ธนูของหริกลายสภาพเป็นมีดคู่โดยเวทมนต์ฉับพลัน

"วูมมมมมม..."

"นั่น!!" นักรบอาหรับสังเกตเห็นปัญจาบบุกตรงเข้ามาตีกองกำลัง โดยการขี่ตรีศูลทะยานเรียดพื้นทะเลทราย "มีคนบุกรุก!! เตรียมตั้งรับการโจมตี!!"
"กองกำลังอาหรับจำนวนมากขนาดนี้" เสียงอัคราถามปัญจาบ "รับมือได้สบายแน่นะ??"
"แน่สิ" ปัญจาบยืนยัน ตัวเขาบนตรีศูลยังทรงตัวลอยอยู่ได้ตลอด "และไม่ได้ลืมสัญชาตญาณจอมยุทธ์เดิมด้วย"

"นายครับ!!"
"เกิดอะไรขึ้น??" หัวหน้ากองกำลังฯ ลูกขึ้นถาม "ทำไมถึงวิ่งมาหน้าตาตื่นขนาดนี้"
"มีผู้ต้องสงสัยบุกเข้าโจมตี แล้วก่อกวนแนวรบของเราครับ" นักรบอาหรับรายงานสถานการณ์ล่าสุด ณ ที่นี้ "มาตัวคนเดียว แต่สามารถล้มกำลังทหารของเราได้หนึ่งกองเป็นอย่างน้อยครับผม!!"
"เฮ้ย!!" หัวหน้ากองกำลังฯ ตกตะลึง "เป็นไปได้ยังไงกัน!!"

"ซูมมมมมมมมม..."

""ตรีศูล่าาาาาาาร์

"ย๊ากกกกกกกกกกกกก!!"
"ฉวัะ!!"

"อ๊าาาาากกก"

"ควับ!!"
"จ๊าาาากกกก"

"ไซคิก...โฮลี่...บลาส...บอล!!"
"วูม...วูมมมมม"

"เปริ๊ยง!!"
"ตูม...ตูมตูม!!"

"อฮ๊าาาาากกกก!!"

"ถอยก่อน!!" นักรบอาหรับออกคำสั่งให้หลบเลี่ยงการรุกโจมตี "พลังทำลายรุนแรงมาก"
"นั่นมัน!!" หัวหน้ากองกำลังฯ ลงมาดูเหตุการณ์ด้วยตนเอง แถมประจัญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามอย่างปัญจาบด้วย
"ยอดจอมยุทธ์ชื่อดังของยุทธภพ" นักรบอาหรับคนสนิทกระซิบแทบหู "ซิออน ลุตไวต์อุส"

"ซุบซิบ!!"
"ฮือฮา"

"โอ้มหาเทพ!!" กลุ่มทหารเดินเท้าที่ซ่อนตัวอยู่ในโอเอซิส ใกล้ๆ กับแนวรบของกองกำลังฯ พูดเบาๆ เดี๋ยวความเหนือยใจ "พลทหารใหม่คิดอยากจะเป็นวีรบุรุษ(Hero)ไปถึงไหนกันนะ"
"ชูววววว...เบาๆ" ทหารเดินเท้าอีกนายเตือนให้เงียบ "เดี๋ยวก็มีคนรู้ว่ามีพวกเราเข้ามาสมทบด้วย"
"เออน่า"

"แย่ล่ะสิ!!" เสียงอัคราพูดเบาๆ กับปัญจาบ "โดนล้อมหน้าล้อมหลังด้วยอาวุธครบมือขนาดนี้"
"เอาเลย..." ปัญจาบประกาศกร้าวกลางแนวรบของกองกำลังอิสระชนชาติอาหรับ "ได้ข่าวว่าจอมโจรดัลคาร์นเข้าสนธิกำลังกับคุณด้วย..."
"หนุ่มน้อย..." หัวหน้ากองกำลังฯ เดินเข้ามาพูดกับปัญจาบด้วยความนุ่มนวล "รู้หรือเปล่าว่ากำลังคิดจะย่ำยีแผ่นดินมะฮัล เกดา ในสมัยโบราณ ทะเลทราบมัลธาราห์นี้ไม่มีใครหน้าไหนย่างกรายเข้ามาได้นอกจากชาวอาหรับแห่งจาร์ฮันเดิร์ด แต่ชาวภารตะนั้นมีวิทยาการที่ยังคงล้าหลัง และมีรัฐบาลที่กำลังมีการขัดแย้งในเรื่องของการปักปันเขตแดน ยังไงซะชาวภารตะนั้นก็ทำให้พวกเราสูญเสียแผ่นดินในอดีตที่เคยบุกเบิกมาก่อน!! ยอมรับซะเถอะว่ากำลังทำให้เรื่องมันบานปลายจนถึงปัจจุบันนี้!!"
"ว่าไงนะ!!" ปัญจาบขึ้นเสียง แต่อาวุธของนักรบอาหรับรอบๆ นั้นจ่อที่คอของเขา "หมายความว่าไง??"
"จะบอกอะไรให้" หัวหน้ากองกำลังฯ อธิบายความหมายเพิ่มเติม "มะฮัล เกดา คือผู้บุกเบิกแผ่นดินอาหรับยังไงล่ะ!!"
"เอ๋..." เสียงอัคราดูเป็นคนช่างสังเกตมาก "ในฐานข้อมูลจดหมายเหตุของห้องสมุดแห่งชาติบริสโตเนียร์ มะฮัล เกดา(**บุคคลสมมุติในนิยาย) เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของสาธารณรัฐอาหรับอัล ตาเราะห์ หรือตรีโวลีย์ในปัจจุบัน ไม่ใช่นักบุกเบิกแผ่นดินในอดีตแต่อย่างใด"
"เข้าใจล่ะ..." ปัญจาบดูกระจ่างขึ้น ไม่กลัวแม้อาวุธจะจ่อคอ "ที่กล่าวอ้างมาเท็จทั้งหมด"
"อะไรวะ!!" จู่ๆ หัวหน้ากองกำลังฯ หัวเสียขึ้นมา
"เฮ๊อะ!!" ปัญจาบพูดวางมาด เพราะมีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เขาได้เปรียบอยู่ในตอนนี้ "จะเอาบุคคลอะไรมากล่าวอ้างก็ดูให้มันน่าเชื่อถือหน่อย ถ้าทนคำพูดของผมไม่ได้ก็ดาหน้าเข้ามาเลย...ผมพร้อมเสมอนะ"
"หืยยยยยยย..." หัวหน้ากองกำลังฯ โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ออกคำสั่งขั้นเด็ดขาด "จัดการสิเฟ้อะ!!..."

"ครืดดดดดดด..."
"หว๋าาาาา"
"ฉวกกกก!!"

"อ๊าาาาาากกก"

จังหวะคมกระบี่ตรีศูลของปัญจาบนั้นแทงเข้าตรงคอหอยหัวหน้ากองกำลังฯ พอดี ทำให้หัวหน้ากองกำลังฯ ทนบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจทันที ท่ามกลางวงล้อมของนักรบอาหรับที่กำลังปิดประตูตีปัญจาบด้วยเช่นกัน

"ห่ะ..." นักรบอาหรับสังเกตเห็นเหตุการณ์ชัดเจน "หัวหน้าเสียชีวิตแล้วววววว!!"
"แก!!" กลุ่มนักรบเริ่มจะดูเดือดดาลมากขึ้น หันกลับมาจู่โจมปัญจาบแทน "จะจัดการแกให้สาสมเดี๋ยวนี้เลย"

"ฟืบ!!"
"สวบ...สวบ!!"
"ฉิก!!"

"ครืดดดดดด"

"ทางนี้!!" เสียงทหารเดินเท้าเรียกหาปัญจาบ "ตามเรามา"
"หือ...ห่าาาาาาาาา" ปัญจาบหลบหลีกวิถีการโจมตีหนีออกมา แล้วกระโจนขึ้นเหยียบกระบี่ตรีศูลของเขาพุ่งทะยานหลบหนีไป
"ตามพวกมันไป!!" กลุ่มนักรบอาหรับที่หลงเหลือนั้นถูกระดมบุกตามไป ราวกับว่าทุบหม้อข้าวหม้อแกงตัวเองเกณฑ์ทุกอย่างมุ่งหน้าไปยังป้อมปราการฯ ทันที

"ย๊าาาาาาหหห์"
"แคร๊ง!!"

"ควับ!!"
"ซูมมมมม..."

"ปะชิ้ง!!"
"ครึกกกก..."

"ฮ่าาาาา"
"ควิ้ง!!"
"ควิ้ง...ควิ้ง"

"เก่งขึ้นเยอะนะ" จอมโจรดัลคาร์นพูดตอบโต้หริ มือซ้ายห้ามเลือดป้องแผลจากลูกธนู "แต่ยังอ่อนหัดเหมือนเดิม"
"เลิกซักทีเถอะ" หริเตือนต่อหน้าทุกคน
"เปล่าประโชน์!!" จอมโจรดัลคาร์นพูดตัดกำลังทางจิตวิทยา

"ควับ!!"
"ครืดดดดดดดด"

"อ๊าาาาาาาาา"
"หริ!!" พาติลตกใจ เมื่อหริใช้มีดคู่หยุดกำลังดาบของดัลคาร์นสุดแรง และก็ถอยหลังเป็นระยะๆ
"เอ้า!!" จอมโจรดัลคาร์นหันมาพูดต่อรองกับพาติล โดยดาบของเขาก็ยังกดดันให้หริอ่อนกำลังลง "ถ้าไม่อยากให้เพื่อนของเธอหมดแรงแล้วถูกข้าสังหาร ไหนๆ ก็ส่งหนังสือต้องสาปนั่นให้ดีๆ ซะก็หมดเรื่อง"
"อย่านะ!!" เสียงนฤมาณีเตือนพาติล "ข้าเห็นพลังของหริยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เต็มที่ เธอกำลังยื้อเวลาให้คนข้างนอกมาช่วย"
"ทำยังไงดี" พาติลพูดจนจวนจะหมดกำลังใจ คราวนี้หริเริ่มถอยไปติดระเบียงโล่งๆ ข้างนอกห้องบัญชาการ "หริ...ทนไว้!!"
"ถ้าอย่างนั้นก็ถึงเวลาที่จะส่งเธอไปปรโลกเหมือนกับชาวบ้านของพวกแกแล้ว!!" จอมโจรดัลคาร์นบล๊อกตัวหริไว้แน่น ยกดาบขึ้นเตรียมจะสังหารเธอภายในไม่กี่วินาที "ลาก่อนสำหรับสิ่งที่เธอได้ทำกับฉะ..."

"พลั่ก!!"

"ฮว๊ากกกกกก!!"
"ย๊าาาาาาาห์"

"แคร๊ง!!"

"นันทาคุง!!" จู่ๆ นันทาพุ่งเข้าชนดัลคาร์น ดาบในมือหลุดออกไปคนละทางในวิถีการโจมตีเพียงชั่วขณะ
"ไปเร็ว!!" นันทากำลังคลุกวงใน ไม่ยอมปล่อยให้ดัลคาร์นดิ้นหลุดไปได้อีก
"หนอย..." จอมโจรดัลคาร์นขยับตัวไปไหนไม่ได้ "แก!!"
"เสียใจด้วยที่แกควักมีดออกมาไม่ได้" นันทาเจรจาอย่างจริงจัง "อย่างน้อยยาถอนพิษของหริก็ช่วยให้รอดตายได้อย่างหวุดหวิดนะ เพราะงั้นก็เลยรู้ว่าแกใช้พิษโจมตีประสมด้วยยังไงเล่า"
"แกยังไม่รู้ว่าข้ามีไพ่ใบสุดท้ายเหลืออยู่นะ" จอมโจรดัลคาร์นพูดด้วยความมั่นอกมั่นใจ
"อะไร??" นันทาสงสัย

"พรืดดดดดดด..."

"ห่ะ" นันทาเผลอชั่วขณะ ทำให้ดัลคาร์นหลุดออกมาได้
"ชีวิตของเธอมันจบสิ้นกันตรงนี้แล้ว!!" จอมโจรดัลคาร์นวิ่งตามหริกับพาติล พร้อมกับทำท่าว่าจะขว้างปาอะไรสักอย่าง
"หริ!! พาติล!! อันตราย!!"

"ควับ!!"
"ฟ้าววววววววว"

"ฉีก!!"

ไพ่ใบสุดท้ายของจอมโจรดัลคาร์นนั้นคือมีดอาบยาพิษอีกเล่มที่ซ่อนเอาไว้ที่ขา ซึ่งเขาปามันใส่หลังหริพอดี ทุกอย่างกำลังจะสายเกินไปเมื่อหริล้มลงหลังจากถูกมีดปกเข้าไปที่หลังนั้น

"ว๊ายยยยยยยยย!!"
"ตุบ!!"

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!" นันทาไล่ตามจอมโจรดัลคาร์น แต่ว่ากลับอันตธานหลบหนีหายไปดื้อๆ ด้วยความรวดเร็ว
"นันทา!!" พาติลขอความช่วยเหลือ "หริเริ่มแย่ลงแล้ว พาไปห้องพยาบาลเร็ว"
"เออๆ" นันทาช้อนตัวหริขึ้น แล้ววิ่งตามพาติลไปยังห้องพยาบาลทันที
"ให้ข้าช่วยอีกแรงนะ" เสียงนฤมาณีดังขึ้น และกำลังจะเคลื่อนย้ายตัวเองไปยังจิตใต้สำนึกของหริในไม่ช้า

"ตูม...ตูม!!"

"ทางนี้" ทหารเดินเท้าเปิดประตูทางลับ เรียกทุกคนรวมถึงปัญจาบให้ตามลงไป "เร็ว!!"

"ปึ้ง!!...ปึ้ง!!"
"โครม!!"

"ฝ่ายตรงข้ามทำลายประตูทางเข้ามาแล้ว" ทหารภายในป้อมปราการฯ รายงานผ่านวิทยุ
"โอ้มหาเทพ!!" ทหารอีกส่วนร้องอุทาน "เตรียมตอบโต้ไปเลย!!"

"ย้าาาาาาห์"
"เฉ้ง!!"
"ควับ!!"

"ปะชิ้ง!!"

"ไม่ไหวแล้ว!!" ทหารเริ่มต้านการโจมตีของนักรบอาหรับภายในป้อมไม่ได้ "ถอยเข้าไปตั้งหลักก่อนพวกเรา!!"
"หนีไป!!" ทหารเดินเท้าสั่งให้ปัญจาบออกไปจากจุดปะทะ "ที่นี่กำลังจะวิกฤตอยู่แล้วนะ เดี๋ยวเราจะต้านไว้เอง!!"
"แต่ว่า...!!" ปัญจาบตัดพ้อ
"ไปช่วยคุ้มครองหัวหน้าไม่ให้พวกมันบุกเข้ามาทีเถอะ!!" ทหารอีกนายสั่งปัญจาบทำให้สำเร็จ "อย่าให้พวกมันสังหารหัวหน้าของเรานะ!!"
"กัก...กะ...ครับ!!" ปัญจาบยอมรับแล้วรีบกระโจนหนีขึ้นทางลัดภายในป้อมทันที

"ตุบ...ตุบ...ตุบ"

"ไง...ปัญจาบ!!" นันทาเห็นปัญจาบปืนขึ้นมาจากทางลัดภายในป้อมฯ "เครื่องแบบนายขาดกระจุยหมดแล้ว"
"เห็นหัวหน้าบ้างไหม??" ปัญจาบถามนันทาด้วยความรีบร้อน
"จริงสิ!!" นันทาตอบ "หัวหน้าบังคับการฯ โดนดัลคาร์นแทง แต่ตอนนี้กำลังนอนพักในห้องพยาบาล อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว"
"พาติลกับหริล่ะ??" ปัญจาบไม่ลืมประเด็นหลักของคนใกล้ตัว "เป็นอะไรบ้างไหม??"
"หริอาการน่าเป็นห่วงมาก โดนดัลคาร์นขว้างมีดพิษใส่" นันทากระชากตัวปัญจาบเดินไปยังห้องพยายบาลอย่างรวดเร็ว "แล้วยาถอนพิษที่เธอพกติดตัว มันไม่สามารถถอนพิษที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนเสียด้วย"
"หรือว่าจะเป็นพิษชนิดใหม่ที่จอมโจรดัลคาร์นมันคิดค้นขึ้น" เสียงอัคราคาดการณ์
"น่าจะประมาณนั้น" ปัญจาบพอจะเข้าใจสิ่งที่อัคราอธิบาย
"รีบไปเถอะ!!" ฝีเท้านันทากับปัญจาบเริ่มเร็วขึ้น "หริอยู่ในห้องพยาบาล ที่เดียวกับหัวหน้าผู้การนอนพักอยู่"

"พวกเธอเข้ามาทำไมกัน??" หัวหน้าบังคับการฯ หันคอมาถาม เมื่อปัญจาบกับนันทาเข้ามาในห้องพยาบาล
"ผมมาคุ้มครองคุณครับ" ปัญจาบตอบ "คือว่าได้รับคำขอร้องจากทหารให้ช่วยป้องกันที่นี่ก่อนจะสายเกินไปมากกว่านี้"
"พอแล้วล่ะ" หัวหน้าบังคับการฯ พูด "ตอนนี้ทหารของเราก็กำลังทำเต็มที่แล้ว ถึงเวลาที่พวกเธอจะต้องหนีไปจากที่นี่ ติดต่อกับทางการให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้ให้ได้"
"เข้าใจครับ" ปัญจาบเล่าถึงสถานการณ์ล่าสุด "แต่ว่าตอนนี้ผมพยายามเข้าไปจัดการกับตัวหัวหน้าจนเสร็จสิ้นภารกิจแล้วครับ ที่เหลือก็แค่จัดการกับกลุ่มกองกำลังก็พอ"
"จริงหรือ??" หัวหน้าบังคับการฯ พูดคุยกับปัญจาบ "พลทหารลุตไวต์อุส เธอช่างกล้ายิ่งนัก"
"ครับ!!" ปัญจาบตอบข้อสงสัยจนกระจ่างทั้งหมด "ผมจะอยู่ต่อสู้ที่นี่จนกว่าทุกอย่างจะสงบลง"
"ฉันด้วย" พาติลรับอาสา เธอไม่ได้เป็นอะไร
"ผมจะช่วยด้วยอีกแรง" นันทาก็คล้อยตามโดยความสมัครใจ

"มันสายเกินไปแล้วนะ" จู่ๆ กลุ่มนักรบอาหรับบุกเข้ามาปรากฏตัว โดยมีทหารเดินเท้าคอยคุมสถานการณ์ไม่ให้เข้าไปในห้องพยาบาลด้วย "ในเมื่อเสาหลักอย่างหัวหน้าของเราถูกสังหารไป เราก็ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ภายใต้การออกคำสั่งตลอดเวลา และเราก็สามารถปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากหัวหน้าได้เลย คราวนี้ก็ถึงเวลาเอาคืนของพวกเราชาวจาร์ฮันเดิร์ดบ้าง!!"

"พวกเราโดนล้อมหมดแล้ว" ทหารรอบๆ ป้อมปราการฯ "เราจะรอดูท่าทีไปก่อนนะครับ"
"พวกเธอหนีไปจากที่นี่เถอะ" หัวหน้าบังคับการฯ ออกคำสั่งครั้งสุดท้ายแก่พวกของปัญจาบ "ให้กำลังของเราต่อสู้ให้ถึงที่สุดจนกว่าชีวิตจะหาไม่เถอะ!!"
"แต่ว่า!!" พาติลตัดพ้อ
"ไม่มีแต่" หัวหน้าบังคับการฯ พูดตัดบท "ห้ามขัดคำสั่งของฉัน!! แล้วเธอก็ควรจะปฏิบัติตาม เพราะพวกเธอมีค่ามากกว่าที่จะเอาไปเสี่ยงชีวิต"
"ห่ะ...คระ...ครับผม!! ก่อนที่พวกผมจะไป" ปัญจาบยังมีสิ่งที่ค้างคาอยู่ แล้วก็อยากจะพูดเต็มที "ยังมีสิ่งที่ผมยังไม่ได้ขอเลยสักครั้งครับ"
"อะไรอีก??" หัวหน้าบังคับการถามเป็นครั้งสุดท้าย
"ถ้าหากว่าทุกอย่างสงบลงจริงๆ" ปัญจาบก็อธิบายสิ่งที่คาใจไปเรื่อยๆ พอจะเข้าใจ "ช่วยทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้คนที่เคยเสียชีวิตอยู่ที่นี่ หรือตอนนี้ ไปสู่สุคติโดยสมบูรณ์ด้วยนะครับ"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ" หัวหน้าบังคับการฯ ตอบรับแล้ว "จะทำอย่างที่เธอบอกก็ได้"

"เร็วๆ หน่อย" นักรบอาหรับเริ่มจะขู่แล้ว "รีบสั่งเสียแล้วดาหน้าเข้ามา!!"
"ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์จะสู้กับพวกคุณอีกต่อไปแล้วนะ" ปัญจาบพยายามกดดันฝ่ายตรงข้ามเพียงคนเดียว จู่ๆ ชุดเครื่องแบบทหารกลับมาเป็นชุดประจำตัวของตนเองเรียบร้อยแล้ว
"หือ..." นักรบอาหรับนายหนึ่งตะโกนด่าปัญจาบ "อยู่ๆ จะมาอ่อนหัดหรือไงฟระ!!"

"พลัก!!"
"อัค!!"

"ไปเร็ว!!" นันทาพุ่งชนกลุ่มทหารเพื่อเปิดทางให้ปัญจาบ พาติล และให้นฤมาณีควบคุมร่างกายของหริหนีตามออกไป
"แน่จริงก็ตามมาสิฟะ!!" ปัญจาบยั่วยุฝ่ายตรงข้ามให้แบ่งกำลังอีกส่วนไปไล่ล่าพวกเขาแทน

"ตุบ...ตุบ...ตุบ!!"

"ลงไปทางลับนั่น" เสียงทหารโทรจิตหาพวกของปัญจาบ "จะมีเรือยนต์ฉุกเฉินสำหรับอพยพกำลังพลจอดอยู่"
"ครับ!!" ปัญจาบโทรจิตถามในขณะที่วิ่งนำนันทากับพาติลอยู่ ตามหลังมาด้วยการควบคุมร่างของหริโดยนฤมาณี "อยู่บริเวณไหนครับ??"
"ลงไปโซนดับบลิวเก้าเอฟ(W9-F)" เสียงทหารในป้อมปราการฯ โทรจิตอธิบาย "จะเจอท่าเรือฉุกเฉิน หวังว่าพวกคุณจะรอดพ้นจากการไล่ล่าได้ทันท่วงทีนะครับ"
"ขอบคุณครับ!!" ปัญจาบโทรจิตตอบกลับ
"ขอให้โชคดีก็แล้วกัน" ทหารประจำป้อมสิ้นสุดการสนทนาทางโทรจิต โดยที่ยังมีกลุ่มนักรบอาหรับเดินตรวจตรากดดันทหารประจำป้อมอยู่

"เฮ้ย!!" นักรบอาหรับตะโกนกดดัน ในขณะที่วิ่งตามกันมาติดๆ "หยุด!! อย่าหนี!!"

"นั่น!!" นันทาวิ่งตามลงมาจนถึงท่าเรือฉุกเฉิน สังเกตเห็นเรือหลายๆ ลำ จอดเทียบท่าอยู่ในโซนดังกล่าว "เจอเรือยนต์แล้ว"
"บางลำไม่มีเครื่องยนต์" พาติลตาไว พูดให้ปัญจาบรับรู้ "โอ้มหาเทพ!! ให้ตายสิ!!"
"เจอแล้ว!!" ปัญจาบวิ่งกระโจนขึ้นไปบนเรือลำหนึ่งที่มีเครื่องยนต์ติดตั้งอยู่ นันทา และพาติลนำเอาร่างของหริลงเรือด้วย "ลงมาเลย!! แมชชินเนชั่น!! ไฮแจ๊คเกอร์!!"

"วาบบบบบบบบ"

"ครึก...ครึกครึก!!"
"บรืนนนนน...บรืนนนนนนนนนนน!!"

"ซ่าาาาาาาา..."

"บรืนนนนนนนน"

เรือยนต์ที่ปัญจาบได้มานั้นพาพาติล หริที่อยู่ในอาการเจ้าหญิงนิทราจากการติดพิษ และนันทาพุ่งทะยานแหวกร่องน้ำออกไปยังด้านนอกของป้อมปราการ โดยปัญจาบเองนั้นก็พยายามขับเรือยนต์ล่องไปตามแม่น้ำด้วยความเร็วที่เขาบีดคันเร่งจนสุด แล้วก็หายลับตาไปจนกระทั่งนักรบอาหรับเพิ่งวิ่งมาถึง

"ให้ตายสิ!!" นักรบอาหรับคนหน้าสุดบ่นอุบ "พวกมันขับเรือหนีไปได้"
"ไม่ต้องตามไปแล้ว" นักรบอาหรับอีกคนแนะ "กลับไปควบคุมตัวหัวหน้าที่นี่ก่อน"
"เออสิวะ!!" นักรบอาหรับอีกนายหมดอารมณ์

"หัวหน้าครับ!!" ทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน "กำลังเสริมของพวกเรามาถึงแล้ว"
"อ่ะ...อะไรนะ" หัวหน้าบังคับการฯ ผงะ ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือตกใจกับเรื่องนี้กันแน่

ภายนอกป้อมปราการนั้นมีรถถังลำเลียงพลจากส่วนกลางเดินทางเข้ามาแต่ไกล และมีรถหัวลากนำเอาเสบียงกับยุทโธปกรณ์ฝ่าทะเลทรายตามมาด้วย และมีกลุ่มกำลังทหารของอีกฝ่ายเข้ามาสนธิกำลังเช่นเดียวกัน เสียงเฮลั่นของทหารประจำป้อมดังสนั่นไปทั่ว พลเรือนที่อยู่รอบๆ ป้อมปราการที่เดิมเคยหลบๆ ซ่อนๆ จากการปะทะกันนั้นต่างปรากฏตัวโห่ร้องด้วยความดีใจเมื่อความช่วยเหลือนั้นมาถึง

"แย่แล้ว" นักรบอาหรับถูกกองทหารทางสาธารณรัฐอาหรับฯ เข้าควบคุมกำลังพลที่ล้อมอยู่
"กองกำลังอิสระชนชาติอาหรับ!!" ทหารฝ่ายสาธารณรัฐอาหรับฯ บังคับขู่ฝ่ายตรงข้าม "ทิ้งอาวุธยอมจำนนซะ พวกเราล้อมเอาไว้หมดแล้ว!!"

"ขออภัยที่มาช้าครับผม" เสียงวิทยุจากอาสาสมัครอาหรับเสรีดังเข้ามา "พวกนี้ก็เป็นอุปสรรคให้กับการพัฒนาประเทศเหมือนกัน"
"มะฮัล เกดา!!" หัวหน้าบังคับการฯ ลุกจากเตียงแล้ววิทยุตอบรับ "ขอบคุณพระเจ้า!! ขอบคุณมหาเทพ!!"
"เราได้กำลังทหารจากส่วนกลางมาสนธิด้วย" เสียงมะฮัล เกดา คุยผ่านวิทยุมาเป็นระยะ "ขออภัยที่ปล่อยให้ความขัดแย้งของเราต้องลามมาถึงนี่ได้ครับผม"
"ขอบคุณมาก" หัวหน้าบังคับการฯ กล่าวตอบรับ
"เดี๋ยวผมจะได้เข้าไปหารือกับผู้นำของทางฝ่ายของคุณโดยเร็วที่สุด" เสียงมะฮัล เกดาพูดผ่านวิทยุ "สบายใจได้เลย"
"เรียนหัวหน้าบังคับการที่นี่ ตอบด้วย!!" เสียงทหารพลขับวิทยุเข้ามา
"หัวหน้าบังคับการพูด" หัวหน้าบังคับการฯ คว้าวิทยุขึ้นมาตอบ "มีอะไรว่ามา"
"กำลังพล ยุทโธปกรณ์และเสบียงมาถึงแล้วครับ" ทหารพลขับวิทยุกลับ
"ขอบคุณมาก" หัวหน้าบังคับการฯ พูดคุยกับพลขับผ่านวิทยุ "เดี๋ยวจะสั่งการทหารของเราเปิดประตูให้ทันที และเราจะเอาเสบียงไปแจกจ่ายให้กับพลเรือนในบริเวณนี้ด้วย"

ถึงแม้ว่าการที่จอมโจรดัลคาร์นปรากฏตัวนั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อรัฐบาล ต่อความมั่นคง ต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือแม้กระทั้งต่อพวกของปัญจาบในเรื่องการแย่งชิงหนังสือต้องสาป สิ่งที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็คือ ความเสียหายของป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด เข้าถึงภายในได้ยากยิ่งอย่างป้อมปราการทุรคา สงครามครั้งนี้เป็นสิ่งเตือนใจที่สุดสำหรับมนุษย์ มนุษย์ที่ยังมีความดีหลงเหลืออยู่เพียงครึ่งหนึ่ง จนเวลานี้ความโลภของมนุษย์นั้นยังคงอยู่ แต่อย่างน้อยยังมีคนส่วนใหญ่ที่ยังคงไว้ซึ่งความดีงามของตัวเองเอาไว้ แม้นทหารในป้อมปราการนั้นยอมต้องบาปฆ่าฝ่ายตรงข้ามเพื่อป้องกันไม่ให้ความดีที่มีอยู่ทั้งหมดนั้นถูกทำลายไปมากกว่านี้

สิ่งที่น่าดีใจ และน่ายินดีที่สุดของที่นี่ นั่นคือคำพูดของปัญจาบที่เคยพูดกับหัวหน้าบังคับการฯ กลับกลายเป็นความจริงขึ้นมา เมื่อมีกลุ่มพราหมณ์และเหล่าครอบครัวของผู้วายชนม์เข้ามาทำพิธีบำเพ็ญกุศลให้กับเหล่าทหารในป้อมปราการฯ ซึ่งเคยเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว และก็ทำให้วิญญาณที่สถิตยอยู่ในป้อมฯ ได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ และสามารถเดินทางไปยังปรโลกโดยง่าย คำสาปอาคมที่เคยกั้นไม่ให้วิญญาณของทหารออกไปนั่นก็เสื่อมลงจนทุกอย่างกลับเป็นปกติ พลเรือนชาวภารตะและชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ชายแดนทั้งสองฝั่งแม่น้ำใกล้ๆ กับป้อมปราการฯ ต่างกลับมาตั้งรกราก และอาจจะมีการทำการค้าขาย ไปมาหาสู่กันได้ภายในเร็วๆ นี้

ปัญจาบ พาติล และนันทา พร้อมกับร่างหริ ที่กำลังแล่นเรือยนต์หนีออกมา ตอนนี้ก็ยังคงต้องหาวิธีช่วยชีวิตหริจากพิษของดัลคาร์นอยู่ และข้างหน้าก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าจะเจออะไรบ้าง ทุกอย่างนั้นกำลังรอให้พวกเขาเข้าไปเผชิญกับมันได้ทุกเมื่อทุกเวลาเลยก็ว่าได้

**************
แก้ไขล่าสุดโดย VachalenXEON เมื่อ อังคาร, 31 สิงหา 2010, 22:36, ถูกแก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
รูปแทนตัวผู้ใช้
VachalenXEON
ยอดฝีมือ
ยอดฝีมือ
 
Posts: 690
ได้เข้าร่วม: พฤหัส, 01 มกรา 1970, 07:00
สถานที่: ราชอาณาจักรบริสโตเนียร์ - AOW - นครราชสีมา บลาๆๆ

Re: [นิยาย]Hindurica - ศึกภารตะมหาประลัย(หัดแต่ง)

โพสท์by VachalenXEON on อาทิตย์, 18 กรกฎา 2010, 15:28

Stage 11 : ผู้ลิขิต(2/1)

เวลาท้องถิ่นในตอนนี้กำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาราตรีอันยาวนาน เรือยนต์ที่ปัญจาบขับมานั้นแล่นลอยลำมาด้วยความเร็วพอสมควร เรือนั้นแล่นฝ่าเกลียวคลื่นเบาๆ มาเรื่อยๆ ไฟจากตะเกียงประจำเรือถูกจุดขึ้นมาโดยนันทา โดยที่พาติลนั่งจ้องมองหริอย่างน่าสงสาร ร่างของหรินั้นนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อไม่ให้บาดแผลกำเริบ ตัวของหรินั้นมีเหงื่อออกมากกว่าปกติเนื่องจากสูญเสียน้ำในการสลายพิษในร่างกาย และชีพจรของเธอก็เต้นเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"ซ่าาาาา...ซ่าา"
"บรืนนนนนนนนนนนนน..."

"ปัญจาบ!!" เสียงอัคราบอกให้ปัญจาบเรียกใช้เครื่องมือนั้นอีกครั้ง "เปิดเครื่องอะไรเทียมๆ อีกทีดิ"
"ก็บอกแล้วไง เครื่องระบุพิกัดดาวเทียม" ปัญจาบโดนอัคราเล่นมุขเข้าให้ ในขณะที่เขาขับเรื่อยนต์อยู่ "เฮ้อ...ภัณฑเวดา...จีพีเอส!!"

"ควางงงงง"

"นันทา" ปัญจาบยื่นเครื่องฯ ให้นันทาอ่านตำแหน่ง "ดูให้ทีว่าตอนนี้เราอยู่ไหนแล้ว"
"อืม...พิกัดนี้นะ..." นันทาพยายามอ่านค่าที่ได้จากหน้าจอเครื่องฯ "เราอยู่หากจากปากแม่น้ำมาเกือบห้ากิโลเมตร"
"เอ้อ..." ปัญจาบบังคับทิศทางหางเสือเรือไปทางซ้าย "เราออกมาทางทะเลแล้ว มองไปทางไหนก็มืดไปหมดเลย"

"นฤมาณี" พาติลถามจิตใต้สำนึกนฤมาณี "หริเป็นยังไงมั่ง??"
"กำลังพยายามทำให้พิษไหลช้าลงอยู่" เสียงนฤมาณีในร่างของหริพูดออกมา "ทนได้สักประมาณชั่วโมงนึงก็พอไหวอยู่นะ"
"ถ้าอย่างนั้น" พาติลสรุป "หากไม่ไหวจริงๆ ก็อาจจะทำให้พิษพุ่งเข้าสู่หัวใจโดยเฉียบพลัน แล้วเธออาจจะเสียชีวิตได้"
"แถวนี้ไม่มีหมู่บ้านติดทะเล" นันทาพูดกับทุกคน "และก็ไม่มีหมอด้วย"
"รู้สึกว่าภาพอากาศที่นี่มันแปรปรวนนะ" เสียงอัคราบอกทุกคนให้รับรู้ด้วย "ท่านเทพอัมรินทร์กำลังมีเรื่องกับรามสูรแหงๆ"
"ก็นั่นมันพายุฝนฟ้าคะนองล่ะเฟ้ย!!"

"เปริ๊ยง!!"

"ครืนนนนนน"
"ซ่าาาาา...ซูมมมมม"

"เหวอออออ" ทุกคนบนเรือยนต์ตกใจกับเหตุการณ์สภาพอากาศที่กำลังแปรปรวน มีฝนตกเกิดขึ้น
"จับไว้แน่นๆ" ปัญจาบตะโกนบอก สวมวิญญาณเป่ยซือคงมือใหม่บังคับเรือไว้ให้มั่น "เดี่ยวจะฝ่าพายุฝนแล้วนะ!!"

"ว๊าาาาายยยย"

"ซ่าาาาา...ซ่าา"
"บรืนนนนนนนนนนนนน..."

"ครืนนนน...ซ่าาาา"
"ซูมมม...ซ่าาาา"

"เปริ๊ยงงง!!"

"ซูมมมมมมมม..."
"ซูมมมมมมมมมมมม"

"เปริ๊ยง!! เปริ๊ยงงงงง!!"

"บรื๊นนนนนนนน...บรื๊นนนนน!!"
"ฟ้าวววววว!!"

"เหวอออออ"
"ไม่ไหวแล้ว!!" ปัญจาบบังคับเรือยนต์ไม่อยู่ "เรือกำลังจะคว่ำ!!"

"ครืนนนนนนน!!"
"ตูมมมมมมม"
"ซ่าาาาา..."

"บุ๋ง..."
"บุ๋ง...บุ๋ง!!"

"วูมมมม..."
"ซ่าาาาา"

"จ๋อม...แจ๋ม!!"

"พาติล!! หริ!!" ปัญจาบโผล่พ้นน้ำ กวาดสายตามองหาหริกับพาติลท่ามกลางเกลียวคื่นอันบ้าคลั่ง "อยู่ไหน!!"
"อาา...อัค!!" นันทาหาที่พยุงตัว ตะกุยน้ำเพื่อให้ตัวลอยขึ้น "ไม่เห็นเลย!!"
"แย่แล้ว!!" เสียงอัครากำลังต้องการความช่วยเหลือ "นฤมาณีบอกว่าพวกว่าพวกเธอจมน้ำน่ะ"
"หือ!!" ปัญจาบตกใจ หายใจเฮือกใหญ่เต็มที่ แล้วรีบมุดน้ำดำลงไปช่วยพร้อมกับนันทาทันที

"ตูม!!"

"บุ๋ง...บุ๋ง...บุ๋ง"
"บุ๋ง...บุ๋ง!!"

ภาพที่นันทากับปัญจาบเห็นเมื่อดำน้ำลงไป นั่นคือร่างของพาติล และหริกำลังดิ่งลงสู่ร่องลึกอันมืดมิด ถึงแม้ว่านันทากับปัญจาบมีพลังมหาศาลในการว่ายน้ำเข้าไปช่วย แต่ทว่าแรงกดอากาศ กับสภาพของความเป็นน้ำทะเลนั้นก็ทำให้พวกเขาต้องรีบโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำทันที

"อัค!! แค้ก...แค้กแค้ก!!" ปัญจาบสำลักน้ำทะเล "เราช่วย...พวกเธอ...ไม่ได้...เลย!!"
"นั่น!!" นันทาเห็นสิ่งที่ไม่คาดคิดเข้าให้ "ระวัง!! คลื่นยักษ์!!"
"หว๋า....อ๊าาาาาคคคคค"

"วูมมมมมมมมมม...ซ่าาาา"
"บุ๋ง...บุ๋งบุ๋ง"

**************

เช้าวันรุ่งขึ้น ซากเรือยนต์ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์นั้นเกยตื้น เครื่องยนต์ประจำเรือหลุดออกมาเป็นส่วนๆ ก้านส่งกำลัง ใบพัดเรือนั้นได้รับความเสียหายจากแรงกระแทกอันรุนแรงโดยพายุฝนฟ้าคะนองในทะเล ไม่ไกลกันนัก ปัญจาบกับนันทานอนคว่ำหน้าไม่ได้สติ ชุดผ้าเตี่ยวติดเกราะของนันทาเปียกปอนไปหมด หยดน้ำเค็มๆ อันน้อยนิดนั้นก็ทำให้ดูเหมือนว่าเพิ่งเปียกน้ำทะเลมาหมาดๆ ส่วนชุดปัญจาบนั้นก็หลุดรุ่ยไม่มาก แต่ก็ทำให้โธตีนั้นเปียกน้ำไปเต็มๆ เสื้อคุลมนั้นก็เปิดออกจนเห็นซิคแพค(กล้ามเนื้อท้อง)อย่างชัดเจน และจู่ๆ พวกเขาก็ถูกต้อนรับอย่างดีโดยสิ่งมีชีวิตตามระบบนิเวศวิทยาชายฝั่งทะเล

"หมับ!!"

"จ๊าาาาาคคคคคคคค!!" จู่ๆ ปัญจาบร้องลั่น สะดุ้งตื้นขึ้นมา เมื่อมีปูทะเลเอาก้ามของมันไปหนีบหูเข้า "อะไรเนี้ยยยยย!! เจ็บบบบบ!! ซิ๊ดดดด!!"
"เอื้ออออ!!" นันทารู้สึกตัว ลุกขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงปัญจาบร้องโวยวาย "อะไรกันนี่"
"ตื่นมาก็โดนเลยเหรอ" เสียงอัคราดูงัวเงียเหมือนเพิ่งตื่นเหมือนกัน "แค่ปูตัวเดียวเนี่ยนะ..."
"อ่าว..." นันทารู้สึกแปลกๆ เหมือนถูกควบคุมโดยจิตใต้สำนึกที่ไม่ใช่ของตนเอง "อัคราเด้งมาอยู่ในร่างของฉันได้อย่างไรกัน"
"อูยยยย..." อาการถูกปูหนีบหูของปัญจาบทุเลาลงไปบ้าง แล้วพยายามถามหาอะไรสักอย่าง "ที่ไหนกันแน่เนี้ย"
"ไม่น่าจะใช่เกาะนะ" นันทากวาดสายตามองไปรอบๆ หาโขดหินนั่งพัก "ดูสิ แถวนี้มีแต่เครื่องมือประมงพังๆ ใช้การอะไรไม่ได้ทั้งนั้นเลย"
"เรือก็แตก เครื่องยนต์ก็พัง" ปัญจาบลุกขึ้นยืน ถอดเสื้อคลุมออกมาบิดน้ำออก แล้วเดินไปดูสภาพเรือยนต์บริเวณชายหาด "คงต้องหาวิธีขอความช่วยเหลือสักอย่างแล้ว"

"ไต้ก๋งครับ!!" ลูกเรือเห็นสัญลักษณ์ขอความช่วยเหลือจากชายฝั่ง "บนชายฝั่งมีแสงอะไรไม่รู้ส่องมาหาเราครับ"
"ไหน??" ไต้ก๋งหยิบเอากล้องส่องทางไกลออกมาสังเกตการณ์ให้กระจ่างขึ้น "อืมมมม...อ่อ...เข้าใจแล้ว เราจะหันเรือเข้าฝั่งในไม่กี่นาที"
"ครับนาย" ลูกเรือตอบรับ

สิ่งที่ไต้ก๋งมองเห็นในตอนนี้คือ แผงโซล่าร์เซลล์ของปัญจาบที่นำมาสะท้อนแสงเพื่อขอความเหลือ แค่การสะท้อนแสงเพียงนิดเดียวก็สามารถสร้างจุดสังเกตของเรือประมงได้อย่างง่ายดาย แถมยังได้พลังงานไฟฟ้าพอที่จะประจุเข้าอุปกรณ์ไฟฟ้าได้อย่างเหลือเฟืออีกด้วย

"วิธีนี้ใช้ได้เหรอ??" นันทาถามปัญจาบ
"ต้องได้ดิ" ปัญจาบพูดอย่างมันใจ เพราะทำการบ้านมาดี ตอนนี้กำลังยกแผงโซล่าร์เซลล์ "แล้วก็เขียนสัญลักษณ์ขอความช่วยเหลือชัดเจนสุดๆ แล้ว"
"เอสโอเอส(SOS)..." นันทาแอบฮากับสิ่งที่ปัญจาบ "เล่นง่ายๆ แบบนี้เลย"
"เห็นมั้ย เรือมาแล้ว!!" ปัญจาบตะโกนบอก "ทางนี้ครับ...ทางนี้!!"

"โอ้!!" เสียงลูกเรือเห็นปัญจาบกับนันทากระโดดเรียกร้องขอความช่วยเหลือ และพบซากเรือที่ได้รับความเสียหายยับเยิน "เรือแตกนี่น้อง!!"
"ครับผม!!" ปัญจาบตะโกนตอบกลับ
"พวกเขาน่าจะเป็นนักเดินทาง" ไต้ก๋งประจำเรือลงความเห็น และยินยอมให้ปัญจาบกับนันทาขึ้นเรือ "พาพวกเขาไปด้วย!! วันนี้โชคดีหน่อยที่เราจับปลามาเต็มลำเลยล่ะ!!"

นันทากับปัญจาบกระโจนลงน้ำทะเลเพื่อที่จะขึ้นไปบนเรือประมงของชาวบ้านแถวนี้ น้ำทะเลที่ตำแหน่งปัจจุบันดูใสสะอาดมองเห็นทรายใต้น้ำ และมีสัตว์ใต้น้ำเล็กๆ เคลื่อนตัวอยู่ แสงสุริยันต์ในยามเช้านั้นสาดส่องลงมา เรือประมงเริ่มมีความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตามรูปแบบของการเดินทางเลียบชายฝั่ง แรงปะทะของลมทะเลเบาๆ กระทบทั้งตัวปัญจาบกับนันทาให้รู้สึกผ่อนคลายบ้างก็ดี บางทีก็ช่วยให้ชุดพวกเขาแห้งเร็วยิ่งขึ้นก็ดี

"ไม่ใช้คนที่นี่หรอกหรือ??" ลูกเรือคนหนึ่งถามปัญจาบ
"ครับ" ปัญจาบตอบ "ตอนนี้กำลังจะเดินทางตามหาเพื่อนอยู่"
"ตอนที่พายุกำลังเข้านั่นรึ" ไต้ก๋งนั่งลงพูดคุยทั้งปัญจาบกับนันทา "แล้วก็ได้ยินข่าวทางวิทยุด้วยว่ามีการปะทะกันที่ป้อมปราการทุรคา ช่วงนั้นกลุ่มสมาคมผู้ประกอบการณ์การประมงประกาศงดเดินเรือชั่วคราวเพื่อหลบเลี่ยงการจับปลาในช่วงนั้น ซึ่งดูยังไงก็ถือว่าอันตรายเป็นอย่างมาก"
"คือแบบว่า..." นันทาอธิบายเพิ่มเติม "ตอนที่แล่นเรือหนีจากการปะทะกันในตอนนั้น แล้วก็เกิดเรือแตกกลางทะเล เพื่อนพลัดตกน้ำหายไปในตอนพายุเข้านี่ล่ะครับ"
"ขนาดนั้นเลย" ลูกเรือตะลึงกับคำบอกกเล่าของนันทา "ถ้าอย่างนั้นเพื่อนของพวกคุณอาจจะสาปสูญหายตัวไปแล้วก็ได้ ยิ่งมีข่าวลือหนาหูว่ามีสิ่งลึกลับคอยรบกวนการเดินเรือในช่วงเวลากลางคืน เห็นว่าเป็นสัตว์คล้ายกับงูใหญ่โผล่มาว่ายน้ำอยู่แถวเมืองเล็กๆ ติดชายทะเลนะจะบอกให้"
"ข่าวลือเรื่องลึกลับนั่น??" ปัญจาบถามลูกเรือทุกคนที่พอจะรู้ประเด็นของเขาได้ "นี่กำลังจะกลับไปที่เมืองเหรอครับ??"
"ถูกต้อง" ลูกเรืออีกคนตอบ "กำลังจะลำเลียงปลาขึ้นฝั่งอยู่"
"งั้นต้องรบกวนพวกพี่ๆ ด้วยนะครับผม" นันทาพูดกับลูกเรือด้วยน้ำใจไมตรีเท่าที่จะคิดขึ้นมา
"ไม่เป็นไรๆ" ไต้ก๋งประจำเรือตอบรับ "มีปัญหาอะไรค่อยช่วยเหลือกันได้ก็พอแล้ว"

เวลาเกือบๆ เที่ยงของช่วงกลางวัน เรือประมงที่ปัญจาบกับนันทาโดยสารมานั้นจอดเทียบท่าในเมืองเล็กๆ ติดชายทะเล บรรยากาศนั้นเต็มไปด้วยชนชั้นแรงงานในพื้นที่ต่างเดินทางเข้ามารับงานขนสินค้าจากการทำประมง ท่าเรือประมงพื้นเมืองจึงเต็มไปด้วยเรือประมงขนาดกลาง และขนาดเล็กจอดทอดสมออยู่เป็นจำนวนมาก เกวียนเทียมโคซึ่งมีพลังอำนาจในการแช่แข็งสินค้าจอดเรียงรายกันเป็นแถว ซึ่งอย่างไรแล้วมันก็เทียบกับรถห้องเย็นในโลกปัจจุบันที่ทันสมัยกว่าเป็นอย่างมาก

"ขอบคุณสำหรับเรือที่พาพวกผมมาที่นี่นะครับ" ปัญจาบตะโกนขอบคุณไต้ก๋ง แล้วออกเดินทางเข้าไปในย่านการค้าในเมืองเล็กๆ ต่อไป

การเดินทางของปัญจาบกับนันทาเริ่มต้นขึ้นอีกหน พวกเขาย่างกรายเข้ามายังอาคารพานิชย์ติดกับชายทะเล ซึ่งตรงส่วนนี้ถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง ผู้คนที่นี่อยู่กันอย่างสันติ เนื่องจากว่าที่นี่มีทั้งชาวฮินดูภารตะ กับชาวมุสลิมที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในลักษณะที่เหมือนๆ กัน ดั้งนั้นปัญจาบกับนันทาจะเห็นผู้หญิงมุสลิมแต่งกายมิดชิดมาก(คลุมฮิญาบ) เพียงแค่ให้เห็นหน้าตา กับมือโผล่ออกมา ซึ่งต่างจากผู้หญิงชาวฮินดูภารตะแต่งตัวนุ่งห่มสาหรี่สีสันสวยงาม ส่วนผู้ชายมุสลิมนั้นนุ่งโสร่งเป็นหลัก สวมหมวกกะปิเยาะห์ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายตามหลักศาสนาอิสลาม แต่ก็สามารถดัดแปลงการแต่งตัวเพื่อให้สามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบเช่นกัน

"ภัณฑเวดา จีพีเอส!!"

"วาบบบบบบบ"

"สัญญาณชัดแจ๋ว" ปัญจาบถือเครื่องระบุตำแหน่งดาวเทียม ตรวจสอบการทำงานหลังจากตกน้ำทะเลมาครั้งหนึ่ง "แบตเตอรี่ก็ใช้งานได้ตามปกติ"
"ยังไม่รู้เลยว่าที่นี่ชื่อเมืองอะไรนะ" นันทาถามปัญจาบถึงสถานที่แห่งนี้
"เมื่องนี้ชื่อสมุทรนที" เสียงอัคราตอบแทน "แปลว่าน้ำทะเล"
"จะตอบอยู่แล้ว" ปัญจาบพูดแซมขึ้นมาบ้าง "แต่ก็ช่วยได้เยอะ โปรแกรมแผนที่มันไม่ได้อัพเดทมานานมาก เลยไม่มีชื่ออยู่ในรายการ"
"ว่าแต่เราจะทำอะไรก่อนดี??" นันทาถามปัญจาบอีกรอบ
"หาที่พักกันก่อน" ปัญจาบตอบจริงๆ จังๆ แบบตายตัว "แบบว่าเคหเวทยาดันไปอยู่กับพาติลน่ะ แล้วพอพรุ่งนี้จะได้ไปตามหาหริกับพาติลกัน"
"ถามราคาที่พักด้วยนะเฟ้ย" นันทาเตือน เดินตามปัญจาบไปหาที่พักด้วยกัน "จะได้เตรียมเงินจ่ายให้พอดี..."

พลัก!!"

"ขะ...ขอโทษ" จู่ๆ นันทาเดินชนชายปริศนา แต่งตัวคล้ายกับจอมเวทย์ไสยศาสตร์ "ห่ะ"
"หือ..." ชายปริศนาหันหน้ามามองอย่างฉงน แล้วก็เดินจากไปพร้อมกับไม้เท้าเก่าๆ อันหนึ่ง

"ใครกันนะ..." นันทาได้มองดูชายปริศนาคนนั้น "รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา"
"พลังเวทมนต์รุนแรงมาก และมีเวทมนต์ฟื้นฟูรวมอยู่ด้วย" เสียงอัครานั้นตรวจจับความผิดปกติขึ้นมาได้ "ว่ามั้ยปัญจาบ"
"จริง!!" ปัญจาบยืนยันถึงความผิดปกติ "เหมือนกับอาชีพหมอในยุทธภพเลย"

**************

ลึกลงไปในห้วงมหาสมุทร ยังมีสิ่งที่คนทั่วไปร่ำลือกันว่าเป็นสิ่งเร้นลับซึ่งยังคงถูกปิดบังไว้อยู่ ภายใต้การแหวกว่ายของฝูงปลาในทะเล ที่นั่นคือเมืองบาดาล เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์ทะเลวิเศษบางชนิด เหล่าสัตว์ทะเลน้อยใหญ่นั้นใช้ชีวิตคล้ายกับมนุษย์ มีการติอต่อสื่อสารระหว่างเผ่าพันธุ์ มีการปลูกสร้างอาคาร ที่อยู่อาศัยเหมือนๆ กับมนุษย์ทุกประการ ผู้เป็นใหญ่ซึ่งปกครองเมืองบาดาลแห่งนี้ก็คือ เหล่าพญานาคซึ่งถือว่ามีอำนาจสูงสุดในการปกครองนั่นเอง

ชุดสาหรี่สีสันสดใส กับผ้าคลุมของมือสังหารถูกนำไปตากไว้ด้านนอก ด้านในนั้นพาติลกับหรินอนหลับอยู่บนเดียงไม้ลวดลายวิจิตรบรรจง ตัดกับผ้าปูที่นอนสีขาวบริสุทธิ์ พวกเธอนั้นอยู่ในสภาพชุดชั้นในสองชิ้น ทว่าของพาติลนั้นมีผ้าลายลูกไม้บางๆ ประดับอยู่เหมือนกับสวมใส่กางเกงทับลงไปอีกชั้น ส่วนของหรินั้นเป็นได้ทั้งชุดชั้นในและชุดว่ายน้ำในตัว เพียงแต่มีผ้าลินินปกปิดรอยแผลการถูกแทงด้วยมีดของจอมโจรดัลคาร์นเท่านั้นเอง

"ฮ้าวววววว..." พาติลรู้สึกตัวขึ้นมา พบว่าชุดสาหรี่ของเธอนั้นถูกถอดออกไป แล้วแถมเกิดอาการโวยวายเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงบนตัวของเธอ "ห่ะ...อะไรกันเนี้ยยยย!! หริ...หริ ตื่นสิ!!"
"อาาาาา..." หริดูงัวเงีย พลิกตัวเข้าหาพาติลบนเดียง พูดด้วยเสียงอันยืดยาน "เกิดอารายขึ้นเหรอ?? พาติลจัง"
"จู่ๆ ก็ถูกจับเปลือย" พาติลสาธยาย และถามถึงเหตุการณ์ล่าสุด แล้วเพิ่งจะสังเกตว่าอาการหริหายดีแล้ว "หริ...ไม่เป็นไรใช่ไหม??"
"ดีขึ้นเยอะเลยจะ" หริตอบ มือเปล่าๆ ของเธอลูบไล้ไปบนผ่าลินินพันแผลโดยรอบ "แต่แปลกจัง...ใครก็ไม่รู้มาช่วยชีวิตเอาไว้ นอกจากนฤมาณีในตอนนี้"
"หือ??" เสียงนฤมาณีทัก "แค่ช่วยให้พิษไหลช้าลงเฉยๆ นะ"
"ใครกันนะ??" พาติลลุกจากเตียง เดินไปเปิดประตูห้องจนมีใครบางคนเข้ามาพอดี "ที่ถอนพิษร้ายแรงได้หายขะ...อ่ะ...เอ๋"

ประตูห้องถูกผลักออกไปเต็มที่ จู่ๆ ชายปริศนารูปงามนั้นเปิดประตูเข้ามาสังเกตการณ์ภายในห้อง รูปร่างของเขานั้นสูงพอๆ กับปัญจาบ ผิวหนังนั้นมีเกล็ดสีเขียวๆ ของสัตว์เลื้อยคลานปรากฏอยู่เป็นบางส่วน มีสายธุรำบางๆ พาดอยู่ ที่แน่ๆ ชายแปลกหน้าคนนั้นนุ่งผ้าเตี่ยว(Kaupina)สีขาวติดเครื่องทรงรัดประคตอันวิจิตรงดงามเสียด้วย ซึ่งก็มาพร้อมกับคนรับใช้ส่วนตัวอีกต่างหาก

"หายดีแล้วหรือ...พวกเธอทั้งสองคน??" ชายแปลกหน้านั้นถามพาติลกับหริ
"นี่!! คุณเป็นใครกันแน่??" พาติลขึ้นเสียงถามชายแปลกหน้า "แล้วทำไมถึงทำกันขนาดนี้ด้วย??"
"เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า" ชายแปลกหน้านั้นพูดด้วยอารมณ์ของผู้ดี "เพียงแต่ว่า..."
"แต่ว่าอะไร!!" พาติลแย้งคำพูดของชายแปลกหน้านั้น "เล่นจับปลาสองมือ...นี่หวังจะทำมิดีมิร้ายกันชัดๆ"
"เดี๋ยว!! พาติล!!" หริลุกจากเตียงเข้ามาห้ามปราม
"ไม่!! หริ..." พาติลปฏิเสธคำพูดของหริ เดินฝ่าชายแปลกหน้ากับคนรับใช้ออกไปด้านนอกด้วยอารมณ์โกรธ "ถอยไป...ฉันจะไปเอาชุดคืน!!"
"เฮ้อ..." ชายแปลกหน้าถอนหายใจ เดินเข้าไปในห้อง "คนอะไรช่างหยิ่งชะมัด เย็บผ้าก็เป็น แต่จะเอาดีด้านเวทมนต์อย่างเดียว"

"รู้ด้วยเหรอคะว่าเพื่อนของข้าถนัดด้านนี้??" หริเดินเข้ามาถามชายแปลกหน้า
"อ๋อ..." ชายแปลกหน้าพูดกับหริด้วยสีหน้าอารมณ์ดี "ลืมไปว่าเป็นปุโรหิตอยู่ เลยอ่านใจคนอื่นได้"
"ปุโรหิต??" หริถามประเด็นของชายแปลกหน้าแทนพาติลบ้าง "หมายถึงผู้ทำนายดวงชะตาใช่ไหมคะ??"
"ถูกต้อง" ชายปริศนาพูด "เป็นที่ปรึกษาทางธรรมแก่กษัตริย์เหมือนกับขุนนางน่ะ"
"ลืมสนิท..." หริเพิ่งนึกขึ้นมา "ท่านเองเหรอคะที่ช่วยทำแผลให้"
"เห็นข่าวจากทหารมนุษย์กบรายงานว่ามีคนประสบอุบัติเหตุ จากเหตุการณ์พายุฝนฟ้าคะนอง" ชายแปลกหน้าอธิบายให้ฟัง "ตอนนั้นเองพวกเธอก็จมลงมาใต้น้ำ เห็นว่าบาดเจ็บ พลัดหลงกับเพื่อนอีกสองคนที่ว่ายน้ำเป็น ก็เลยต้องช่วยชีวิตเอาไว้ก่อน"
"สงสัยคราวนี้เพื่อนข้าอาจจะกำลังหาทางลงมาช่วยก็ได้" หริพูดให้กำลังใจตัวเอง
"หือ..." ชายแปลกหน้ารู้สึกแปลกๆ พืมพำอยู่คนเดียวเมื่อความคิดชั่ววูบแทรกเข้ามา "นักรบชายผู้ต้องคำสาปสองคนแน่ๆ"

"บ้าน่า!!" พาติลประหลาดใจ เมื่อเธอวิ่งออกมาพบเห็นตึกรามบ้านช่องภายในท้องทะเล "ที่นี่มันที่ไหนกันเนี้ย"
"เมืองบาดาลสมุทรมณีนคร" ชายแปลกหน้าคนเดิมพบตัวพาติล และเดินมาหาพร้อมกับหริ "เมื่อสักครู่นี้เธอกำลังจะเข้าใจผิด..."
"อย่าเข้ามานะ!!" พาติลขัดขืน แต่จู่ๆ แสงออร่าก็ปรากฏรอบตัวเธอ "อ๊ะ!! แสงจากหนังสือต้องสาปนี่"
"ภัณฑเวดา!! หนังสือต้องสาป!!" ชายแปลกหน้าท่องคาถาเวทมนต์กระเป๋าจากตัวพาติล

"แว้บบบบบบ"

"อีกแล้วหรือ" ชายแปลกหน้าดึงหนังสือต้องสาปออกมาจากตัวพาติล แล้วพลิกหน้ากลับไปยังหน้ารายชื่อผู้สร้างหนังสือ
"เอาคืนมานะ!!" พาติลฉกเอาหนังสือต้องสาปคืน นิ้วของเธอคั่นหน้ารายชื่ออยู่จนกางออกมา "กล้าดียังไงถึง...นี่...นี่มัน"
"ชื่อนี้" หริวิ่งเข้าไปดู แล้วก็รู้สึกแปลกใจ "อริยนาคา...เอ๋"
"ใช่!!" ชายแปลกหน้าคนนั้นตอบ "ชื่อข้าเอง"
"ว่าไงนะ!!" หริกับพาติลพูดพร้อมกัน

จู่ๆ หนังสือต้องสาปนั้นเปล่งแสงขึ้นมาได้เมื่ออยู่ใกล้กับปุโรหิตหนุ่มรูปงามแปลกหน้านามอริยนาคา และพาติลกับหริก็ดูแปลกใจกับเรื่องประหลาดใกล้ตัวเช่นเดิม เพียงแค่หนังสือต้องสาปมันกำลังเรียกร้องหาเบาะแสสำคัญ ซึ่งสายตาของกลุ่มแม่บ้านนั้นจับจ้องมาที่เขา พาติลและหริในชุดชั้นในบนระเบียงชั้นสองของเคหสถาน ดูเหมือนกับว่ามันกลายเป็นฮาเร็มย่อยๆ ไปแล้ว

"นี่!! เหล่าแม่บ้าน" ปุโรหิตหนุ่มนามอริยนาคาพูดข้ามหริกับพาติล "จะจ้องแขกของข้าอีกนานมั้ย ถ้าไม่จำเป็นก็กลับไปทำหน้าที่ตามเดิมได้แล้ว!!"
"เอ่อม..." เหล่าแม่บ้านสะดุ้ง แล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ตามเดิม "เจ้าค่ะ"
"นี่มันอะไรกัน!!" พาติลยังมีสิ่งที่อยากจะพูดอีกเยอะ "ช่วยอธิบายให้กระจ่างสักทีสิ!!"
"หือ..." อริยนาคาเห็นว่าบริเวณนี้มันไม่ควร "เกี่ยวกับหนังสือที่ถืออยู่ใช่ไหม?? ใจเย็นๆ อยากรู้ก็เข้าไปคุยข้างในกันก็ได้ และชุดของพวกเธอทั้งสองกำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ด้วย"

สิ่งที่อริยนาคาพูดนั้นเป็นความจริง ชุดสาหรี่ของพาติล กับชุดมือสังหารของหริถูกนำมาวางในห้องโถงนั่งเล่นโดยแม่บ้าน ส่วนใหญ่ถูกนำไปซักทำความสะอาดจนเสร็จเรียบร้อย อริยนาคากลับมาอยู่ในชุดปุโรหิตขาว มีพญานาคเจ็ดเศียรจำลองพันบนแขนซ้ายเป็นเครื่องประดับส่วนหัว เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็เหลือเพียงแค่เกลี้ยกล่อมให้พาติลกับหริสงบลงโดยดี และอาจจะให้เขาช่วยเหลืออะไรสักอย่างที่เกี่ยวข้องกับหนังสือต้องสาปด้วย

"หวังว่าพวกเธอทั้งสองคนจะเข้าใจยิ่งขึ้น" อริยนาคาอธิบายก่อนจะเข้าสู่ประเด็นสำคัญ พาติลและหรินั่งลงบนเก้าอี้รับแขก "ให้ข้าช่วยอะไรไหม??"
"ก็ได้" พาติลรับปาก ยอมให้อริยนาคาช่วย "ถ้าหมดปัญญาช่วยล่ะไม่รู้จะว่ายังไง"
"กำลังตามหาพี่ชายหรือ??" อริยนาคาพูดแทรกอย่างใจเย็น
"รู้ได้ยังไงล่ะเนี้ย??" จู่ๆ อารมณ์ของพาติลนั้นกลับลำเมื่ออรินาคาถาม
"ก็เขาเป็นปุโรหิตนินา" หริกระซิบหูอธิบายให้ชัดเจน
"ห๋าาาา..." พาติลอุทาน
"เอาเข้าไป..." อริยนาคาเอามือก่ายหน้าผากด้วยความเหนื่อยใจ "งั้นเดี๋ยวจะเอาหนังสือนี่ไปวิเคราะห์ทีหลังนะ"
"เดี๋ยวๆๆๆ!! ได้โปรด..." พาติลกับหริร้องขอพร้อมกัน
"เปลี่ยนใจง่ายจริงๆ" อริยนาคาหยุดชั่วครู่ วางหนังสือลงบนโต๊ะ แล้วเปิดดูเนื้อหาอย่างละเอียด "อย่างน้อยเธอก็เป็นน้องสาวของนายอาซเมอร์ทาร์นตัวจริง เสียงจริง แล้วก็เป็นหนึ่งในผู้สร้างเหมือนกับข้าเหมือนกัน หนังสือเล่มนี้เท่าที่ดูมาทั้งหมดนี่ น่าจะเคยผ่านมือมาแล้วหลายครั้งนะ ล่าสุด...คนที่แตะต้องหนังสือนั้นควรจะเป็น..."
"จอมเวทย์มนต์ดำหญิง..." พาติลขยายความ "กับมือสังหารที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกับหริอีกที"
"นั่นแหละ" อริยนาคาเริ่มเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันมากขึ้น "ตอนนี้...หนังสือต้องสาปเล่มนี้ กลายเป็นหนังสือที่มีพลังอำนาจสูงกว่าปกติ และก็เป็นที่ต้องการของคนบางกลุ่ม หลังจากที่พี่ชายของเธอสร้างหนังสือเล่มนี้สำเร็จ และนำไปใช้งานในสมัยสงครามครั้งก่อน จนกระทั่งพี่ชายของเธอ...หายตัวไป กระทั่งหนังสือต้องสาปนั้นก็ถูกเปลี่ยนมือมาเรื่อยๆ จนถึงช่วงเวลาข่าวลือเรื่องหนังสือหายากนี้ปรากฏขั้นยังไงล่ะ"
"นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเราต้องตามหาพี่ชายของข้านี่แหละค่ะ" พาติลยอมรับคำอธิบายของอริยนาคาพอสังเขบ
"แต่ว่านะ" เสียงนฤมาณีดังขึ้น "อยู่ที่นี่ก็ไม่มีพวกเมซซี่ กับดัลคาร์นตามลงมาแล้วกระมัง"
"พวกเธอมีเทวีประจำจิตใต้สำนึกใช่ไหม??" อริยนาคาถามเมื่อได้ยินเสียงนฤมาณีพูด "ข้าก็มองเห็นเหมือนกันนะ"
"ค่ะ" หริตอบ "เธอชื่อนฤมาณี แต่ก็มีอีกคนทีอยู่กับเพื่อนของเรานะ"

"เอาล่ะ ภัณฑเวดา...กระดานชนวน!!" อริยนาคาลุกจากเก้าอี้ แล้วเรียกกระดานชนวนมาไว้ในมือ "ถึงเวลาต้องเข้าไปในวังแล้ว พวกเธอจะอยู่ที่นี่ก็ได้ หรือว่าจะกลับขึ้นไปยังเมืองของมนุษย์ก็ตามแต่จะสะดวก"
"ถ้ากลับขึ้นไปข้างบนตอนนี้" หริวิเคราะห์เพื่อที่จะตัดสินใจ "เกิดพวกมันไล่ล่าตามลงมาตอนนี้ก็แย่ล่ะสิ สองคนนั่นจะรับมือได้หรือเปล่าก็ไม่รู้"
"เอาไงเอากัน" พาติลตัดสินใจดีแล้ว "อยู่ที่นี่ไปสักพักจนกว่าจะหาทางออกจากเมืองบาดาลขึ้นไปให้ได้"

**************

"หริ!! พาติล!!" เสียงคล้ายๆ นันทาดังก้องอยู่ในความมืด "อดทนไว้นะ!!"
"ช่วยด้วย!!" แขนของหริกับพาติลถูกรั้งเอาไว้ด้วยมือปริศนา
"เร็ว!!" เสียงคล้ายปัญจาบเหมือนรู้สึกจนทนแรงดึงมหาศาลไม่ได้ "ไม่...ไม่ไหวแล้ว"

"ควางงงง"
"ห่ะ...นี่...นี่มัน!!"

"อ๊าาาาาาาากกกก....!!"
"ไม่!!!!!"

"ฟึบ!!"

"หว๋า..."
"แฮก...แฮก...แฮก"

ปัญจาบกับนันทาสะดุ้งตื่นจากภวังค์พร้อมๆ กันภายในห้องพัก ผ้าห่มปลิวลงไปกองบนพื้น แสงยามเช้าจางๆ ลอดผ่านม่านสีอ่อนๆ เสียงคลื่นทะเลกระทบชายฝั่งดังเป็นระยะ ปัญจาบกับนันทานั้นนุ่งโธตีทั้งคู่ กำลังจะลุกออกจากเตียงเพื่อไปทำภารกิจส่วนตัวก่อนจะออกตามหาพาติลกับหริกันต่อ

"เป็นไงบ้าง" เสียงอัคราทักทายยามเช้า "รู้สึกแปลกไปนะ"
"ไม่มีอะไร..." นันทาแสร้ง "แค่ฝันร้ายเท่านั้นน่า"
"ฝันร้าย...??" เสียงอัคราพูดขยายเพิ่มเติม "เรื่องที่เรือแตกตอนนั้นละสิ"
"แต่จู่ๆ ก็มีใครไม่รู้ ดึงพาติลกับหริให้จมลงไปในฝันน่ะ" ปัญจาบเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในความฝันแปลกๆ พอคร่าวๆ
"เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน จะเป็นเคราะห์ร้ายหรือไม่ก็ช่างมัน" นันทาพูดกับปัญจาบในขณะที่กำลังเปลี่ยนเป็นชุดลำลองพื้นเมืองอยู่ "ลงไปหาอะไรกินก่อน จะได้เริ่มตามหาพาติลกับหรินะ"
"ถ้าสองคนนั้นดวงแข็งจริง" เสียงอัคราเสริม "พวกหล่อนคงจะมีวิธีเอาตัวรอดได้แน่ๆ"
"ก็ว่าอย่างนั้นนะ" ปัญจาบเอออ ว่าไปตามน้ำ "ไปกันเถอะ"
"อือ" นันทาตอบรับ

ชั้นล่างของโรงแรมเล็กๆ ในย่านท่องเที่ยวประจำถิ่นเมืองสุมทรนที ช่วงนี้ดูคึกคักมากกว่าฤดูการท่องเที่ยวปกติ นักท่องเที่ยวต่างถิ่น ต่างก็เข้ามาแออัดอยู่ในโถงด้านล่าง พูดคุยเกี่ยวกับเทศกาลประจำปีของเมือง ที่มากไปกว่านั้นก็จะมีทีมนักกีฬาทางน้ำเดินทางมาที่นี่เพื่อจุดประสงค์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันอย่างแน่นอน

"โอ้มหาเทพ" นันทาอึ้ง เมื่อเขาสังเกตดูรอบๆ "เช้านี้คนเยอะจัดจังฟะ"
"อย่างนี้ล่ะดีแล้ว" ปัญจาบพูดอย่างอารมณ์ดี "ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่นี่ได้เยอะ"
"เทศกาลประจำปีล่ะมั้ง" เสียงอัครารับมุขปัญจาบไปเต็มๆ "หัวการค้าเหรอเอ็งน่ะ"
"เออน่า!! นึกไปอย่างนั้นแหละ" ปัญจาบว่าไปตามนั้น

"มีอะไรให้ช่วยไหมครับ??" พนักงานโรงแรมกล่าวถาม เมื่อปัญจาบกับนันทาเดินเข้ามาที่โต๊ะบริการ
"คือแบบว่า" ปัญจาบมีข้อสงสัยอยากจะถามพนักกงานโรงแรมในตอนนี้ และเดี๋ยวนี้ "พวกเขามาทำอะไรกันเยอะแยะแถวนี้ครับ??"
"อ้า" พนักงานโรงแรมตอบ "ลูกค้าโรงแรมเขาพูดเป็นเสียงเดียวกัน วันนี้เป็นงานเทศกาลท้องถิ่นประจำปีครับ"
"เทศกาลท้องถิ่นประจำปี..." ปัญจาบกับนันทาพูดพร้อมกัน
"นี่ยังไม่เคยมาเมืองนี้ใช่ไหม" พนักงานโรงแรมเดาใจลูกค้าอย่างปัญจาบและนันทาได้ตรงประเด็น "เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ นะครับ ที่นี่มีการบูชาเทพเจ้านาคาเทวะ ซึ่งเป็นเทพเจ้าประจำถิ่นของเรานี่ล่ะครับ"
"ก็จริงอยู่" นันทาคลายความสงสัยออกได้เพียงบางส่วน เลยถามต่อ "แล้วมีทีมนักกีฬาทางน้ำมาที่ด้วย ทำไมเหรอครับ??"
"ครับ...หลังจากการบูชาบวงสรวงผ่านพ้นไปแล้ว" พนักงานโรงแรมอธิบายต่อเท่าที่จะทราบ "จะมีการละเล่น แล้วก็มีการแข่งขันใหญ่ซึ่งจัดโดยกลุ่มมหาเศรษฐีในละแวกใกล้เคียง แล้วยังเชิญผู้ที่มีชื่อเสียงเข้ามาเป็นผู้สนับสนุน(Sponsor)การแข่งขันด้วย ส่วนใหญ่จะเป็นการแข่งขันทางน้ำอย่างไตรกีฬา"
"ไตรกีฬา..." ปัญจาบออกอาการงงงวยขึ้นมา "รู้จักหรือเปล่า??"
"รู้จักดิ" นันทาตอบ เพราะว่าเขาก็เป็นนักกีฬาคนนึงเหมือนกัน "การแข่งขันแบบวิบากไง พูดง่ายๆ ก็คือการรวมเอากีฬาทั้งสามชนิด(หรือมากกว่านั้น)มารวมกัน เหมือนแข่งขันวิ่งระยะไกลเลย"
"ดูเหมือนว่าจะมีคนรู้เรื่องแวดวงกีฬาดีนิ" พนักงานโรงแรมพูดอย่างอารมณ์ดี "ปีนี้เงินรางวัลเยอะกว่าเดิม คนที่นี่สนใจเป็นพิเศษ เลยแห่กันไปสมัครกันเป็นว่าเล่น เอาล่ะ...มีอะไรจะถามอีกไหมครับ??"
"มีแค่นี้ล่ะครับ" ปัญจาบยื่นกุญแจให้พนักงานโรงแรมเพราะต้องการจะออกไปข้างนอก "ฝากกุญแจห้อง ยังไม่เช็คเอ๊าท์"
"นี่ครับ" พนักงานโรงแรมยิ่นบัตรแลกกุญแจชั่วคราวให้ปัญจาบ "เก็บเอาไว้ใช้แลกเอากุญแจเข้าห้องพัก ระวังอย่าทำหายนะครับ"
"ขอบคุณครับผม"

เมื่อปัญจาบกับนันทาเดินออกมาจากโรงแรมซึ่งเป็นที่พักชั่วคราวของพวกเขา ด้านนอกนั้นมีผู้คนยืนรออะไรสักอย่างอยู่สองฝั่งถนน ไม่นานขบวนบุพชาติแห่เทวรูปเทพเจ้าประจำถิ่น อีกกลุ่มเป็นขบวนเกวียนบุพชาติเทียมโคซึ่งแห่พญานาคจำลองตามมาติดๆ เหล่าดุรยางค์ในขบวนต่างขับประโคมเพลงในจังหวะสนุกสนาน ตามมาด้วยกลุ่มคนในขบวนซึ่งมีผู้เฒ่าผู้แก่ วัยรุ่นหนุ่มสาวในพื้นที่ ทั้งที่เป็นชาวภารตะและชาวมุสลิม ทุกคนในขบวนต่างฟ้อนรำอย่างสนุกสนาน เท่าที่จะนึกออกว่าเป็นท่าอะไร สักพักผู้คนสองฝั่งถนนต่างโยนเหรียญเข้าใส่เกวียนบุพชาติเทียมโค ซึ่งเพิ่งจะผ่านไปหยกๆ ตามความเชื่อของพวกเขานั่นเอง

"พี่ๆ" ปัญจาบตะโกนแข่งกับเสียงอึกทึกครึกโครม ถามคนที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยความสงสัย "โยนเหรียญให้ลงเกวียนทำไมหรือ??"
"อ่อ...เป็นความเชื่อน่ะ" ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ตะโกนตอบกลับมา "ตอบแทนเทพเจ้า และอธิฐานขอพรด้วยนะนาย"
"เอากับเขาด้วยมั้ย??" นันทาถามปัญจาบ "ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะเฟ้ย"
"ได้ดิ" ปัญจาบตอบรับ แลัวใช้เวทย์เรียกกระเป่าสตางค์ออกมา "ภัณฑเวดา!! กระเป๋าสตางค์!!"

"เฮือกกก"
"เป็นอะไรไปหรือ ท่านปุโรหิต??" พระราชาแห่งเมืองบาดาลตรัสถามอริยนาคา "รู้สึกสะดุ้งโหยงจังนะ"
"มิเป็นไรพะยะค่ะ" อริยนาคาตอบ
"ปีนี้งานบวงสรวงช่างยิ่งใหญ่เสียจริง" พระราชาฯ ตรัสด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย แลสายพระเนตรขึ้นไปยังผิวน้ำ "ทุกๆ ปีท่านจะอาสาขึ้นไปยังเมืองมนุษย์เพื่อรับเอาสิ่งของบวงสรวงนั้นมาทุกปีนิ"
"มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วพะยะค่ะ" อำมาตย์อีกฝั่งของพระราชาพูดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า "เหล่าประชาชนในแดนบาดาลต่างพยายามตอบสนองพระคุณที่มนุษย์ยังมีศรัทธากับพวกเราอยู่กะไร..."
"ในเมื่อโลกนี้ยังมีความดี และความชั่วเพียงครึ่งหนึ่ง" พระราชาฯ ตรัสย้อนคำพูดของอำมาตย์ รู้สึกโสมนัสเพียงเล็กน้อย "สงครามระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ต้องคำสาปปิศาจมันผ่านมานานมากพอแล้ว ข้าพเจ้าจักจะทนแลเห็นมนุษย์ล้มตายเพราะหายนะแบบนั้นไม่ได้ ถ้าหากท่านคิดอย่างนี้ไปอีกจะว่าอย่างไรรึ"
"อ่ะ...เอ่อ" อำมาตย์ดูอ้ำอึ้ง "ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดพะยะค่ะ"
"ท่านปุโรหิต" พระราชาฯ ตรัสบอกอริยนาคา "ข้าพจะให้ท่านขึ้นไปยังเมืองมนุษย์ อยากจะให้ท่านผ่อนคลายจากการงานเสียบ้าง แต่ไม่ควรที่จะทำให้มนุษย์นั้นแตกตื่นเกินไป แค่ให้ออกไปเปิดหูเปิดตา ไปฝึกฝนหาประสบการณ์เท่านั้น"
"พระเจ้าข้า...เป็นความกรุณาของพระองค์อย่างยิ่ง" อริยนาคาตอบรับ แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจไม่มากก็น้อย "พักนี้ข้าพเจ้าเครียดจากงานมามากพอแล้ว แล้วยังต้องช่วยมนุษย์ผู้หญิงสองคนจากเหตุการณ์พายุฝนฟ้าคะนองร่วมกับหน่วยทหารมนุษย์กบด้วยพะยะค่ะ"
"หือ??" พระราชาฯ ทรงอุทาน

เสียงคลื่นทะเลซัดชายหาดเบาๆ เป็นระยะ สภาพอากาศทางด้านเมืองสมุทรนทีเริ่มจะร้อนอบอ้าวแล้ว ชวนให้นักท่องเที่ยวต่างถิ่นวิ่งโผลงเล่นน้ำทะเลคลายร้อน บ้างก็นอนนุ่งน้อยห่มน้อยอาบแดด เมื่อเทียบกับชาวบ้านริมแม่น้ำสายใหญ่ๆ ลงอาบน้ำชำระร่างกาย บูชาเทพเจ้า ก็จะเห็นความแตกต่างได้ชัด ทางเดินริมชายหาดจึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว ชาวเมืองเริ่มต้นที่จะทำหน้าที่ของตนเองกันบ้างแล้ว เสาป้าย แพรประดับ แม้กระทั่งเต้นท์ประจำซุ้มถูกจัดตั้งขึ้นโดยชั่วคราว ทั่วชายหาดนั้นมีการจัดการแข่งขันไตรกีฬาประจำปี ซึ่งได้รับการสนับสนุนของรางวัล เงินรางวัลอย่างมากมาย ดังนั้นที่โต๊ะรับสมัครนักกีฬาจึงแน่นขนัดไปด้วยทีมนักกีฬาจากทั่วสารทิศ ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่น รวมถึงปัญจาบกับนันทาด้วย

"จะเอาจริงใช่มั้ยเนี้ย??" ปัญจาบถามนันทาเพื่อความแน่ใจ แลับหยิบใบสมัครให้นันทากรอกข้อมูลลงไป
"เอ้า...ก็มันจัดแข่งปีละครั้งนิ จะรอให้ถึงปีหน้าหรือไงห๊ะ" นันทาอธิบายเหตุผลแบบคนทั่วๆ ไปพูดกัน แล้วยื่นปากกาให้ปัญจาบกรอกใบสมัครเหมือนกันกับเขา "อย่างน้อยแข่งชนะ หรือได้รองชนะเลิศก็พอจะมีเงินไว้ใช้บ้างล่ะนะ"
"ขนาดตอนแข่งคุชติ" ปัญจาบพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วอีกครั้งหนึ่ง "ตอนนั้นเกือบจะได้เงินจัดงานศพพี่กฤษนนท์แล้ว โชคดีที่พวกเราหยุดยั้งพวกยัยแม่มดปิศาจเมซซี่ ทีมแบล๊กน้งแบล๊กไนท์อะไรนั่นได้ แล้วแถมยังต้องแบ่งรางวัลให้พี่เขาไปด้วย..."
"นั่นแหละเหตุผลของเรา" นันทาเริ่มดึงปัญจาบเข้าประเด็นหลักบางส่วนได้แล้ว "ต้องพยายามทุกอย่างเพื่อที่จะหาทางช่วยพาติลกับหริเหมือนนายนั่นแหละ แล้วนายกรอกใบสมัครครบถ้วนหรือยังล่ะ??"
"เสร็จแล้ว เอ้า!!" ปัญจาบตอบรับ แล้วยื่นใบสมัครไปรวมกับของนันทา
"สิ่งที่พี่กฤษนนท์เขาสอนเอาไว้" นันทาเกริ่นนำเรื่อง แล้วบังเอิญนึกเรื่องที่จะถามถึงปัญจาบพอดี "เราต้องนำมาประยุกต์ให้เข้ากับการแข่งขันนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เออลืมไป...นายว่ายน้ำเป็นมั้ย??"
"เป็นสิ" ปัญจาบตอบ แล้วหยีบสูจิบัตรขึ้นมาอ่านประกอบ "ถ้าไม่เกิดเป็นตะคริวหลังจากที่ว่ายมาสักสามร้อยเมตรหลังจากนั้น"
"แน่ใจนะ...ไหนดูหน่อย" นันทาชะโงกหน้ามาอ่านรายละเอียดการแข่งขันในสูจิบัตร "ช่วงแรกเป็นการแข่งว่ายน้ำมาราธอน ตั้งระยะทางหนึ่งกิโลเมตรถ้วน ต่อด้วยเรือกรรเชียงส่วนบุคคล(เดี่ยว) พอขึ้นบกได้ก็จะเป็นการแข่งกรีฑาระยะสองกิโลเมตรกลับมายังเส้นชัยเป็นอันจบการแข่งขัน"
"เหมือนจะท้าทายแฮะ" ปัญจาบยังมีอะไรคาใจเกี่ยวกับอุปกรณ์การแข่งขัน "แต่มันไปคาใจตรงการแข่งเรือกรรเชียงส่วนบุคคลนี่ล่ะ กรรมการระบุไว้ว่าอุปกรณ์ที่จะใช้ต้องเป็นของผู้แข่งขันเองล้วนๆ"
"หมายถึงให้เอามาเอง" นันทาขยายความ รู้สึกว่าเขาจะเจอปัญหาเหมือนกัน "มิน่าล่ะ ตอนลงมาจากห้องพัก เห็นนักท่องเที่ยวเตรียมเรือแคนูมาด้วย เรายังไม่ได้เตรียมตัวมาเลยด้วยซ้ำ จะทำยังไงดีล่ะเนี้ย??"
"ลืมไปแล้วเหรอ พวกเอ็งน่ะ" เสียงอัคราเตือนขึ้น "ในเคหเวทยามีของที่ต้องการอยู่มากมายนะ แล้วมันก็อยู่ในกระเป๋าของปัญจาบด้วย"
"เออใช่!!" ปัญจาบนึกขึ้นมาได้ "ตรงนี้เดี๋ยวจัดการเอง ไปส่งใบสมัครก่อนก็ได้"
"อือ!!" นันทาตอบ แต่ก็ยังรู้สึกคาใจกับเคหเวทยาอยู่ "ไหนบอกว่าเคหเวทยาอยู่กับพาติลไง??"
"นั่นสินะ" ปัญจาบอืมครื้มเล็กน้อย แล้วเรียกของออกมา "เคหเวทยา!!"

"วาบบบบบบ..."

เมื่อปัญจาบเปิดประตูเดินเข้ามาในเคหเวทยา ข้าวของทุกอย่างอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานตลอดเวลา ความคุ้นเคยของเขานั้นช่วยให้การค้นหาของที่ต้องการจะใช้เป็นไปอย่างง่ายดายมากขึ้น ปัญจาบเริ่มค้นหาของที่โดยเริ่มจากห้องครัว ห้องเก็บของเอนกประสงค์ ห้องนั่งเล่น แล้วก็เจอสิ่งเขาต้องการอย่างเรือแคนูไฟเบอร์กลาสพร้อมไม้พายสองลำ กับเสื้อชูชีพในสภาพพร้อมใช้งาน จนกระทั่งเขาไปเจออะไรบางอย่างเข้า คล้ายๆ กับสมุดเล่มหนาๆ พอๆ กับหนังสือต้องสาป ตกอยู่บนโต๊ะในห้องนั่งเล่นนั้น

"นี่มันสมุดบันทึกตั้งแต่ตอนอยู่ในป้อมปราการทุรคานิ" ปัญจาบรู้สึกแปลกใจ "มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน"
"สงสัยนอนทับมันล่ะมั้ง แล้วนายเผลอละเมอท่องเวทกระเป๋าเข้าน่ะ" เสียงอัคราบอก "ของในกระเป๋าที่ไม่เคยมีมาก่อนจะเด้งเข้าอยู่ในเคหเวทยาโดยอัตโนมัติไงล่ะ"
"แสดงว่าเราไม่ได้จัดการสมุดบันทึกตามคำข้อร้องของเจ้าของแน่ๆ" ปัญจาบสาธยายพูดถึงสาเหตุของเรื่องนี้
"เราไม่มีเวลามาพูดคุยเรื่องนี้แล้วนะ" เสียงอัคราเตือนเข้าอีกครั้ง "นันทาเขารออยู่นะเฟ้ย!!"
"เออน่า!!" ปัญจาบอุทาน วางสมุดบันทึกบนโต๊ะในนั่งเล่น แล้วลากเรือแคนูไฟเบอร์กลาสพร้อมไม้พายสองลำ แบกเสื้อชูชีพสองชิ้นไปยังประตูเคหเวทยาอย่างระมัดระวัง

"แว้บบบบบบ!!"

"เฮ้ย!! มาแล้วเหรือ" นันทาประหลาดใจ "ไปเอามาจากไหนเนี้ย??"
"ในนี้มันมีของให้ใช้เยอะแยะเลย" ปัญจาบพูดอิธบายเหตุผลให้นันทาฟัง "ของที่ต้องการจะใช้มีให้ครบถ้วน เรานึกอะไรได้ก็เข้าไปหาเจอเลย เหมือนกับว่ามันรู้ใจเราทุกอย่างเสียด้วย"
"เอ้า...รู้อย่างนี้ทำไมตอนเรือแตก ถึงไม่ได้คิดเรื่องนั้นเล่า??" นันทารู้สึกไม่พอใจเมื่อไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
"ตอนนั้นไม่รู้เลย จริงๆ นะ" ปัญจาบตอบตรงๆ เหมือนจะไม่ได้คิดอะไรเลย
"เอาเถอะ" เสียงอัครากล่าวบอกทั้งสองคน "ไม่รู้คือไม่รู้ อย่างน้อยก็ได้เข้าใจกันมากขึ้น ที่เหลือก็ตั้งใจพยายามให้ดีล่ะ"
"เรื่องใบสมัครน่ะ" นันทาพูดตัดบทเปลี่ยนเรื่อง "ส่งไปเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือก็รอกรรมการเรียกตัวแค่นั้น"
"เออ" ปัญจาบตอบรับ กำลังจะลากเรือ ถือเสื้อชูชีพไปยังโซนลงทะเบียนเรือของผู้เข้าแข่งขัน "เดี๋ยวเอาเรือไปลงทะเบียนก่อน"
"เสร็จแล้วก็มาเร็วๆ ด้วยละกัน" นันทาตะโกนบอกปัญจาบ "จะได้เปลี่ยนชุดรอแข่งเลย"

"นี่ท่านจะลงแข่งกับเขาด้วยหรือ??" ทหารมนุษย์กบประจำตัวอริยนาคาถามเพื่อความแน่ใจ ซึ่งยืนคู่กับอริยนาคาอยู่ในกลุ่มผู้เข้าแข่งขันด้วย
"แน่นอน" อริยนาคาในชุดผ้าเตี่ยวพร้อมสำหรับการแข่งขัน อธิบายพอจะเข้าใจ "เป็นการผ่อนคลายอีกแบบหนึ่งไงเล่า เป็นตัวของตัวเองเสียด้วย และปีนี้ข้าอาจจะได้เจอใครสักคนที่มีพลังเหนือมนุษย์ด้วย"
"จะให้ข้าลงแข่งได้หรือไม่??" ทหารมนุษย์กบฯ ถามด้วยความตื่นเต้น "ข้ากลัวว่าท่าน..."
"ไม่ต้อง" อริยนาคาห้ามเอาไว้ "เจ้าแค่ดูแลสอดส่องดูความผิดปกติในการแข่งขันก็พอ"
"กัก...กะ...ครับ" ทหารมนุษย์กบฯ รู้สึกอ้ำอึ้ง "แต่ว่า..."
"หือ??" อริยนาคารู้สึกแบบเดียวกันกับทหารคนสนิทของเขา ซึ่งสายตานั้นจับจ้องไปที่ตัวนักกีฬาคนอื่นๆ รวมถึงตัวปัญจาบกับนันทาด้วย

คราวนี้ปัญจาบกับนันทานั้นนุ่งผ้าเตี่ยวพื้นเมือง(Langota)เตรียมมาสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งเนื้อผ้านั้นยืดหยุ่น ไม่อมน้ำในขณะทำการแข่งขัน หน้าอกของทั้งคู่มีหมายเลขลำดับผู้แข่งขันซึ่งเขียนขึ้นด้วยปากกาเคมีพิเศษกันน้ำ ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ นั้นก็มีดีไม่แพ้กัน บางครั้งก็อาจจะมีนักกีฬาคุชติเป็นส่วนหนึ่งร่วมแข่งขันนี่ด้วยเช่นกัน

เสียงเชียร์ดังก้องชายหาด การแข่งขันไตรกีฬาประจำปีกำลังจะปะทุขึ้นในไม่ช้า ทั่วชายหาดนั้นจึงคราคร่ำไปด้วยผู้คนแน่นขนัดปานจะเหยียบกันจนบาดเจ็บด้วยซ้ำ ผู้เข้าแข่งขันต่างพยายามเตรียมท่าออกตัวเมื่อได้สัญญาณ

"เฮ้...เฮ"
"วู้วววววว"
"วิ้ดดดดวิ้วววววว!!"

"สวัสดีค่ะ!! ชาวพี่น้องสมุทรนที ผู้เข้าแข่งขันไตรกีฬา และขอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกๆ ท่านเลยนะคะ" เสียงโฆษกผู้หญิงประกาศแจ้งให้ทราบ "ยินดีต้อนรับเข้าสู่การแข่งขันไตรกีฬาประจำปี ซึ่งเราจัดกันมาเป็นครั้งที่ยี่สิบเก้าพอดี และจะจัดแข่งขันหลังจากเสร็จสิ้นประเพณีบูชาเทพเจ้านาคาทุกครั้งในแต่ละปีด้วยค่ะ นักกีฬาทุกท่านพร้อมกันหรือยังค้าาาาา!!"

"ฮว่าาาาาาาาาา!!!"
"วู้วววววววว!!"

"เคหเวทยานี้ให้อัครารับหน้าที่นะ" ปัญจาบสื่อสารด้วยโทรจิต วางแผนก่อนจะเริ่มการแข่งขันในไม่ช้า "เฮ้ย!! ได้ยินมั้ยเนี้ย"
"โอ้วววว...มหาเทพพพพ" เสียงอัคราดูแปลกไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ บังคับสายตาปัญจาบให้มองแต่สาวๆ นุ่งน้อนหุ่มน้อย ยืนส่งเสียงเชียร์ข้างๆ ขอบสนามแข่งขัน "สาวๆ ที่นี่สวยเฟ้ย โครตแจ่มทั้งนั้น ถึงสีผิวจะคล้ำก็เถอะนะ"
"ฟังๆ หน่อยสิวะ!!" นันทาโทรจิตเตือนอัครา "เดี๋ยวก็พลาดกันพอดีหรอก"
"เออๆๆ" เสียงอัครารู้สึกสะดุ้ง "เตรียมเสื้อชูชีพให้แล้วนะ เรียกใช้เอาเองละกัน...เฮ้อววว"

"โอกาสนี้ขอเชิญท่านประธานการจัดงานให้สัญญาณเริ่มการแข่งขันไตรกีฬาด้วยนะคะ การแข่งขันนี้จะเริ่มทันทีเมื่อสิ้นสัญญาณปล่อยตัว ในระหว่างนี้ผู้เข้าแข่งขันจะต้องผ่านสนามที่ทางคณะกรรมการได้จัดไว้ หากสามารถผ่านไปได้ทุกสนามและเข้าเส้นช้ยตามลำดับ ตั้งแต่ชนะเลิศจนถึงรองชนะเลิศอันดับสอง จึงจะมีสิทธิ์ได้รับเงินรางวัลและถ้วยเกียรติยศจากคณะกรรมการ ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีอาวุโสทุกท่านค่ะ ขณะนี้ท่านประธานจะยิงปืนขึ้นฟ้าให้สัญญาณปล่อยตัวนะคะ จับตาดูให้ดีๆ เข้าล่ะ"

"นักกีฬาทุกคนพร้อม" คหบดีวัยกลางคนบนเวที ถือปืนลูกโม่วิเศษชูขึ้นฟ้า "เข้าประจำที่ เตรียมตัวให้ดี!!"

"ระวัง!!"

"พอได้โอกาสล่ะรีบจ้วงเลยนะ" นันทาโทรจิตบอกชั่วขณะ
"ไม่มีปัญหา" ปัญจาบก็พร้อม รู้สึกมีพลังมากขึ้น "มาได้เลย!!"

"ปัง!!"

"ย้าาาาาาห์"
"ฮ๊าาาาากก!!"

"ตุบ...ตุบ...ตุบ"
"ตึงตึง!!"

"ออกจากจุดสตาร์ทแล้วล่ะค่ะ!! นักกีฬาทุกคนไม่ต้องแย่งกันนะคะ ทางวิ่งยังกว้างพอที่จะลงไปยังด่านแรกได้ ซึ่งด่านแรกนี้จะลงไปยังทะเล เล้นทางว่ายน้ำนี้จะยาวช่วงละห้าร้อยเมตร ผ่านจุดกลับตัวเข้าไปยังสะพานท่าเรืออีกห้าร้อยเมตร รวมแล้วหนึ่งกิโลเมตรถ้วนพอดีเลยค่ะ ขณะนี้เริ่มจะเกาะกลุ่มกันบ้าง นัยต์ตาเวหาจับภาพหน่อยสิ นั่นไงคะ!! กลุ่มนำตอนนี้เป็นหมายเลขสามสามเก้า และสามสี่ศูนย์ ตามมาด้วยหมายเลขสองหนึ่งสี่ กำลังจะไล่ตามกระชั้นชิดแล้วค่ะ"

"ยอด...ไปเลย" ปัญจาบโทรจิตในขณะว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์เหมือนที่เขาถนัดดี "ใช้...พลัง...ตอน...เริ่มแรก...ก็สิ้น...เรื่อง"
"ระวัง...นะ" นันทาโทรจิตคุยเมื่อเขาว่ายน้ำท่าผีเสื้อเท่าที่จะนึกออก "ถึงขีด...จำกัด...เมื่อไร...อาจจะ...จบกัน...ก็ได้"

"ครับ ตามที่โฆษกพูด หมายเลขสามสามเก้า นันทา มหาขัตติยะ กับหมายเลขสามสี่ศูนย์ ปัญจาบ ลุตไวด์อุส เริ่มออกตัวได้ก็ทุ่มพลังสุดตัวเหมือนกัน พวกเขาไม่กลัวหมดแรงกลางทางเสียก่อน แต่ไม่แน่นะครับ อาจจะโดนผู้เข้าแข่งขันท่านอื่นแซงได้ โอ้วมหาเทพ!! มาแล้วครับ!! ลีลาการว่ายน้ำแบบพญานาคของหมายเลขสองหนึ่งสี่ เจ้าชายอริยะ คิดจะแซงหรือไงกันแน่เนี้ย!!"

"ห่ะ!!"
"เฮ้ย!!"

"วูม...วูมมมมม"
"ซ่า..."

"จ๋อม...จ๋อม!!"

"กริ๊ดดดดด!!"
"วิ้ดว๊ายยยย!!"
"เท่จังเลยคร่าาาาาา!!"

"โอ๊ะ!! กลุ่มสาวๆ ด้านริมชายหาดเป็นอะไรไปครับเนี้ย ดูเหมือนกำลังปลื้มเสน่ห์ของหมายเลขสองหนึ่งสี่เข้าให้ครับ นัยต์ตาเวหาจับภาพหน่อย ขณะนี้กลุ่มนำทิ้งห่างไปมาก เหลืออีกสองร้อยเมตรจะถึงจุดวกกลับไปยังสะพานท่าเรือแล้ว"

"พยายามเข้า!!" เสียงตะโกนเชียร์ให้กำลังใจของลูกเรือจากฝั่งท่าเรือประมง นั้นดังพอได้ยิงเป็นนัยๆ "นายมหาขัตติยะ!! นายลุตไวต์อุส!!"
"อืม..." ไต้ก๋งคนเดิมนั้นได้แต่ยืนดูการแข่งขันอย่างเงียบๆ จากระยะไกล

"ให้ตายสิ!!" ทางด้านเมซซี่นั้นชักไม่สบอารมณ์กับการเดินทางร่วมกับจอมพลังคุชติร่างยักษ์ อย่างในขณะที่เธออยู่บนหลังของหิรัญญะ "ดัลคาร์นหายไปอีกแล้ว ทิ้งให้พวกข้าต้องออกแรงเดินทางกันเองอีก"
"แหม..." เสียงห้วนๆ ของหิรัญญะพูดไปตามน้ำ "นายน๊านค๊าวอาจจามีทู้ร้าก้อด้ายยยย"
"พอเถอะ...ไปเรื่อยๆ ตามล่าพวกยัยพาติลให้เจอ ถ้าเหนื่อยก็พักเอาละกัน" เมซซี่รู้สึกหมดอารมณ์ และออกคำสั่งให้หิรัญญะทำตาม "ช่วงนี้ข้าไม่ชอบภาษาวิบัติของเอ็งน่ะ หรือว่าจะต้อง..."

"จะไปไหนหรือ??" ชายลึกลับที่เคยเดินชนปัญจาบกับนันทา ปรากฏตัวให้เมซซี่กับหิรัญญะหยุดการเดินทางชั่วคราว "สหายปิศาจ"

"เหวอออออ..." หิรัญญะออกอาการชะลอตัวจากการวิ่งอย่างฉับพลัน
"อร๊ายยยยย!!" เมซซี่ตกใจ รู้สึกมีแรงกดเหมือนอยู่ในรถโดยสารที่กำลังเบรกอย่างรุนแรง

"พรืดดดดด..."
"โครม!!"

อยู่ๆ หิรัญญะเกิดพลัดล้มลงไปนอนวัดพื้น พร้อมกับเมซซี่เป็นว่าเล่นแบบไม่เป็นท่าเอาเสียเลย

"เป็นไงบ้างเนี้ย" ชายลึกลับคนเดิมเดินเข้า แล้วก้มหน้าถามอย่างใกล้ชิด
"ก็เป็นอย่างที่เห็นนี้ล่ะย่ะ!! หึยยยย!!" เมซซี่ก่นใส่ชายลึกลับนั้น ตัวของหล่อนลุกขึ้นมาเหมือนเพิ่งตื่นจากเตียง
"ก็ไม่เห็นเป็นไรนิ" ชายลึกลับนั้นพูดอย่างใจเย็นที่สุด ราวกับว่าเขามีความรู้ความสามารถในการรักษาอาการผิดปกติได้ "แต่สหายของคุณอีกคน มีปัญหาเรื่องกล่องเสียงฉีกนะ แล้วรู้สึกว่าเขายังแข็งแรงไม่เต็มที่ อย่างน้อยคงต้องเข้ารักษาจนกว่าจะกลับสู่ภาวะปกตินะ"
"รู้ได้อย่างไรกัน...??" เมซซี่เอะใจกับคำพูดของชายลึกลับนั่น "บอกมานะว่า นายน่ะ...เป็นใครกันแน่ย๊ะ??"
"ผมเหรอ??" ชายลึกลับพูดด้วยถ้อยคำเป็นกันเอง "จะถามถึงหมออวิชชาแห่งแดนยุทธภพหรือไงกัน เอาเถอะ... ถ้าต้องการอยากรู้จริงๆ ตามนั้นก็ได้ ฉ้นชื่อหมอวัสสุนานะ"
"วัสสุนา..." เมซซี่ทวนชื่อของชายลึกลับคนนั้นอีกครั้ง "เป็นหมอแล้วทำไมถึง..."
"เรื่องนี้ค่อยคุยกันทีหลังก็ได้" ชายลึกลับนามหมอวัสสุนาพูดรวบรัด ราวกับมีธุระต้องทำต่อ "จะให้เรารักษาอาการสหายของคุณได้หรือไม่??"
"หือ...??" เมซซี่ทำหน้างุนงงกับข้อเสนอของชายลึกลับนามวัสสุนาคนนั้น

**************

"ซ่าาาา..."
"ซ่าา...ซ่าาาาา"

"จ๊วม!!...จ๋อม"
"แจ๋ม..."

"การแข่งขันในช่วงแรกก็เริ่มจะถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแล้วนะคะ กลุ่มนำขณะนี้เหลืออีกห้าสิบเมตรข้างหน้า ซึ่งจะเป็นสะพานท่าเรือยาวลงไปในทะเล ในช่วงต่อไปจะเป็นการแข่งขันเรือพายส่วนบุคคล ทางเราจะเตรียมเรือของผู้เข้าแข่งขันเอาไว้ ผู้เข้าแข่งขันท่านใดว่ายน้ำถึงก่อนก็ได้เปรียบไป เร็วเข้านะค๊ะ!!"

"เย้วววววว"
"วิ้ดดดดวิ้ววววว!!!"

"ใกล้...จะหมด...เซสชั่น...แรก...ล่ะ!!" ปัญจาบยังโทรจิตคุยกับนันทาในขณะเปลี่ยนท่าว่ายน้ำไปเป็นท่าที่ถนัดที่สุด
"อีกสักพัก!!" เสียงอัคราเตือนนันทากับปัญจาบ "อำนาจพลังกำลังจะหมดแล้ว ระวังให้ดีล่ะ!!"
"บ้าน่า!!" นันทาโทรจิตตอบเมื่อเขาเปลี่ยนท่าว่ายน้ำเป็นฟรีสไตล์ "ต้อง...แซง...นาย...คนนั้น...ให้...ได้...เลย!!"

"ซูมมมม...ซูมมมม"
"ซ่าาาา"

"โฮ้ยยยย เร็วๆ หน่อย!!" กลุ่มกองเชียร์ไตรกีฬาบนสะพานท่าเรือตะโกนร้องเรียกให้นักกีฬาที่กำลังว่ายน้ำอยู่ได้ยิน
"พี่ค้าบบบ...สู้เค้า!!" เด็กที่มาด้วยกันกับผู้ปกครอง กระโดดโลดเต้นตะโกนเชียร์กลุ่มนำที่กำลังว่ายน้ำจวนจะถึงสะพานท่าเรืออยู่แล้ว

"พรืด!!"

"หว๋า!!"
"ตูมมมมมม...มม"
"จ๋อม...แจ๋ม!!"

"ว๊ายยย!!"
"โอ้มหาเทพ!!" กลุ่มกองเชียร์สังเกตการณ์พบสิ่งผิดปกติขึ้นโดยไม่คาดคิด "เด็กตกน้ำ!!"

"แจ๋ม...แจ๋ม!!"
"ช่วย!!...อัก!! ช่วยด้วย...ค้าบบบ"

"ซ่า...แจ๋ม...จ๋อม!!"

"นาย...ไปก่อน...เถอะ!!" ปัญจาบเห็นท่าไม่ดีกับเหตุการณ์ข้างหน้า จึงโทรจิตบอกนันทาขณะผ่อนแรงว่ายน้ำลงไป
"เฮ้ย!!" นันทาหันหน้ามองปัญจาบ ในมุมมองที่เขากำลังว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ แล้วเหลือบไปเห็นเด็กกำลังใช้ความพยายามอย่างเอาเป็นเอาตาย "จริงด้วย!! มีคน...ตกน้ำ"
"ไปเร็ว!!"

"ซ่า...จ๋อม...จ๋อม!!"

จู่ๆ ลีลาการว่ายน้ำของปัญจาบเปลี่ยนไป เขาแยกตัวออกจากนันทาพุงแหวกว่ายออกไปยังจุดเกิดเหตุนั่นทันที ในสภาวะน้ำเค็มนั้นก็ทำให้เขาเจออุปสรรคที่แย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ และต้องทนกับสภาพคลื่นใต้ทะเลปั่นป่วนเหมือนจะดึงร่างของเขา และเด็กที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ให้จมลงไป

"แจ๋ม...แจ๋ม!!"
"บุ๋ม...บุ๋ม"

"แอ๊ฟ!!...อัค!!" เสียงร้องของเด็กเริ่มตะกุกตะกักเพราะสำลักน้ำ และก็ถูกกระแสน้ำพัดลอยไปจนไกล
"ปัญจาบ!!" เสียงอัคราเตือนเขา เมื่อรับรู้ว่ากำลังจะว่ายน้ำไปช่วย "อันตราย!! ฝืนมากกว่านี้อาจจะ..."
"ฉัน...!! ไม่...อยาก...เห็น...ความสูญเสีย...อีก...แล้ว...!!" ปัญจาบโทรจิตตัดพ้อ

"อั๊ค!!...แอ๊พ!! บุ๋ง!! บุ๋ง!!"

สายตาที่ปัญจาบมองเห็นเด็กเริ่มหมดสติใต้น้ำขณะเขาแหวกว่ายเข้าไปหา ทุกอย่างกำลังจะสายเกินไป แล้วมันกลับมีเค้าลางบางอย่างเกิดขึ้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือร่างของพาติล กับหริกำลังจะจมลงไปอย่างช้าๆ ความทรงจำที่เกิดขึ้นนั้นกำลังจะเข้ามาใกล้ทุกที เขาควรจะคิดไว้ว่าสถานการณ์ทุกอย่างมันต้องสามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไขได้ในตอนนี้ ก่อนที่มันจะไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้อีก เสียงอื้ออืงใต้น้ำทำให้ทุกอย่างเงียบงันไปหมด

"บุ๋ง...บุ๋ม"
"บุ๋ง!!"

"โอ้!!"
"โอ้วมหาเทพ!!" เสียงคารมเศร้าๆ ของกลุ่มผู้ชมพูดขึ้นมา "จมน้ำไปเสียแล้ว"
"ไม่ใช่" ผู้ชมอีกคนเอะใจ เห็นเหตุการณ์ต่อจากนี้ไป "ดูนั่น!!"

"วูมมมมมม..."

ปัญจาบพาร่างของเด็กขึ้นโผล่พ้นน้ำมาได้ และพยายามใช้ส่วนแขนที่เหลือว่ายน้ำเข้าหาสะพานท่าเรือ เป็นอันว่าปัญจาบช่วยชีวิตเด็กขึ้นจากน้ำได้สำเร็จ คราวนี้เข้ารู้สึกเปียกโชกทั้งต้วไปด้วยน้ำเค็ม สภาพที่เขานุ่งผ้าเตี่ยวพื้นเมืองแบบนี้ยังเทียบได้กับตอนลงไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคาไม่มีผิด ไม่นานนักกลุ่มแพทย์สนามก็รุดมายังจุดเกิดเหตุทันที

"ขอทางหน่อยครับ ขอทางหน่อย!!" เสียงตะโกนขอทางสะดวกของแพทย์สนามดังไปทั่ว และเริ่มให้ความช่วยเหลือปฐมพยบาลพื้นฐานไปก่อน
"คุณๆ!!" คนในกลุ่มกองเชียร์บอกปัญจาบ คนอีกส่วนมองดูทีมแพทย์ช่วยฝายปอดให้เด็กอยู่ "ขอบคุณมากที่ช่วยเด็กเอาไว้ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว แข่งต่อเถอะ"
"แต่...เอ่อม" ปัญจาบเออออ ไม่รู้จะพูดอะไร
"ทำเพื่อตัวคุณเองเถอะนะ!!" คนในกลุ่มกองเชียร์อีกคนตะโกนบอก
"ใช่แล้ว!!" และอีกหลายๆ คนตะโกนเชียร์ปัญจาบ "จริงด้วย!!"

"ขอบคุณทุกคนมากครับ" ปัญจาบตอบรับ ทุกอย่างคลี่คลาย แล้วออกวิ่งเลียบสะพานกลับไปยังจุดแข่งขันต่อจากนี้ไป

"อยู่ๆ หมายเลขสามสี่ศูนย์ตกลงไปอยู่ในอันดับเกือบท้ายๆ แล้วค่ะ หลังจากเกิดอุบัติเหตุขึ้น กลุ่มหลังๆ เริ่มว่ายน้ำมาถึงสะพานท่าเรือ ปีนบันไดเชือกข้ามไปสวมเสื้อชูชีพ ควบเรือแคนูในด่านที่สองกันแล้ว กรรมการบนสะพานท่าเรือไปประจำจุดสับเปลี่ยนประจำด่าน ในขณะที่กลุ่มนำอย่างหมายเลขสามสามเก้า และสองหนึ่งสี่ที่กำลังนำหน้าในขณะนี้ ลีลาการพายเรือกรรเชียงในด่านที่สองจะเป็นอย่างไร และจะเจอกับอุปสรรคอะไรบ้าง ที่ทางเราจัดไว้ ต้องติดตามนะค๊ะ!!"

"จ๋อม!!...จ๋อม!!"
"วูมมมมมมมมมมม"

"บ้าน่า!!" นันทาควบไม้พายอย่างทุลักทุเล เร่งฝีพายกรรเชียงตามให้ทัน "เจ้าชายอะไรกันนี่ เก่งเหลือเชื่อจังฟะ!!"
"ขอบใจ!!" ชายหนุ่มผู้เข้าแข่งขันนามเจ้าชายอริยะ ตะโกนตอบกลับ มือยังควบฝีพายกรรเชียงแบบมืออาชีพ "ระวังข้างหน้าด้วยนะ!! ฮะฮ่ะฮ่า!!"
"เฮ้ย!!"

"โอ้ววววว!! ด่านนี้มีเรือประมงจอดขวางเส้นทางการแข่งขันเยอะเลยนะคะ!! พูดง่ายๆ ด่านนี้ต้องอาศัยการหลบเลี่ยง และผ่านไปให้ได้ ซึ่งทางกลุ่มชาวประมงได้อนุเคราะห์มาสร้างความตื่นเต้น ให้กับการแข่งขันครั้งนี้ด้วยนะคะ"

"ซ่าาาาาา..."
"แจ๋ม!!...จ๋อม!!"

"เหวออออออ" นันทาตกใจ พยายามทรงตัวให้มั่น พายหลบกลุ่มเรือประมงที่จอดทอดสมอขวางเส้นทางการแข่งขัน

"เฮ้ยยยยย..."
"วูมมมมม"
"ตูมมมมม...ซ่าาาาา"

"กลุ่มหลังที่ตามมาเริ่มจะเข้าสู่ด่านนี้แล้วคะ อยู่ๆ เกิดการชนกันขึ้น ผู้เข้าแข่งขันบางท่านต้องออกจากการแข่งขันเพราะเรือแคนูได้รับความเสียหาย ซึ่งจะมีผู้เข้าแข่งขันบางท่านฝ่าไปได้ค่ะ เนตรเวหาจับภาพหน่อย!! โอ้ววววว อยู่ๆ เรือของผู้เข้าแข่งขันหมายเลขสามสี่ศูนย์ ซึ่งเดิมอยู่ในอันดับต้นๆ แล้วอันดับร่วงลงมาเพราะออกไปช่วยเหลืออุบัติเหตุในระหว่างการแข่งขัน คราวนี้ฝีพายกรรเชียงเริ่มจะทำให้เขาแซงหน้าผู้แข่งขันท่างอื่นมาได้ค่ะ"

ปัญจาบแทบไม่รู้สึกกดดันอะไรเลยเมื่อเขาพยายามทรงตัวบนเรือแคนูเล็กๆ แคบๆ ซึ่งต่างจากการขับเรือยนต์ตอนหนีออกมาป้อมปราการทุรคา ก็ตรงที่เขาต้องออกกำลังแขนควบไม้พายทวนน้ำไปข้างหน้า เขาพยายามใช้ไม้พายค้ำตัวเรือประมงเพื่อหลบเลี่ยงการชนกระชั้นชิด เทคนิคการพายเรือเฉพาะกิจของเขาอาจจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ก็ผ่านกลุ่มเรือประมงมาสักระยะหนึ่ง จนกระทั่งพายตามเข้าใกล้นันทาจนได้

"เสียเวลาไปเยอะนะนายนิ" นันทาโทรจิตขณะวาดฝีพายเรือกรรเชียงไล่ตามคนนำหน้า "ดีแล้วที่ตามมาทันนะ ฮึบ...ฮึบ!!"
"พ้นตรงนี้ไปก็ถึงชายฝั่งล่ะ" เสียงอัคราเตือนให้ปัญจาบกับนันทารับรู้ "จะไล่ล่าแซงขึ้นนำก็ไม่ว่ากัน"
"อือ!!" ปัญจาบกับนันทาตอบรับพร้อมกัน

"จ๋อม...จว๋อม!!"
"จ่วม!!"

"เอาแล้วครับ!! หมายเลขสามสามเก้ากับสามสี่ศูนย์เร่งฝีพายให้เร็วขึ้น รู้สึกว่าผู้นำอย่างหมายเลขสองหนึ่งสี่ตอนนี้อาจจะไม่ปล่อยให้แซงไปได้ ตอนนี้กลุ่มนำเริ่มจะมาชิงดำกันแล้ว หมายเลขสามสามเก้าเปลี่ยนวิถีไปขนาบขวากับหมายเลขสองหนึ่งสี่ แล้วหมายเลขสามสี่ศูนย์ก็ทำเหมือนกันแต่ไปขนาบด้านซ้ายแทน คิดจะเบียดให้ช้าลงหรือไงเนี้ยยยยย!!"

"ห่ะ!!" เจ้าชายอริยะตกใจเล็กน้อย แต่ไม่รู้สึกกดดันใดๆ "เข้ามาเลย"
"ฮึ้ยยยยย!!" ทั้งคู่กำลังพายเข้ามาเบียดในไม่ช้า

"ห่ะ!!"

"ครืดดดดดด"
"ซ่าาาาา"

"เหวอออ!!"

"เบียดไม่สำเร็จครับ!! หมายเลขสองหนึ่งสีเร่งฝีพายกรรเชียงอย่างใจเย็นจริงๆ กลับมาทางด้านเนตรเวหาอีกตัว กลุ่มหลังก็ถูกกลุ่มนำทิ้งห่างไปมาก เหมือนกับว่ากลุ่มนำจะไม่ได้สนใจอะไรเลย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะวางมือนะครับ กลุ่มหลังที่หลุดรอดจากอุปสรรคก็เร่มเร่งพายเรือมาเรื่อยๆ เหมือนกัน เอาเป็นว่าขณะนี้กลุ่มนำก็กำลังจะถึงจุดต่อระหว่างด่านที่สองกับด่านสุดท้าย ในอีกไม่กี่ร้อยเมตรข้างหน้าครับ!!"

"จว๋อม...จว๋อม...จ๋วม!!"
"จ๋อม...ซ่าาาาา"

"อะไรกัน!!" นันทาตกตะลึง เมื่อเห็นฝีพายของเจ้าชายอริยะเหมือนจะทิ้งห่างพวกเขา
"พายไปเถอะน่า!!" ปัญจาบกระตุ้นให้นันทาเลิกไล่ล่าเจ้าชายเพื่อเอาคืน "ตามให้ทันก็พอ"
"เออ!!" นันทาตอบรับ เร่งจังหวะพายเรือให้ถี่ขึ้นตามปัญจาบไป

"อีกสามสิบเมตรจะถึงฝั่งแล้วครับ เมื่อถึงชายฝั่งแล้วจะเป็นทางเลียบชายหาดตรงสู่เส้นชัยครับ หมายเลขสองหนึ่งสีเริ่มกระโดดลงจากเรือแล้วพยุงตัวว่ายเข้าฝั่งเรียบร้อย ระวังเรื่องของมีคมบาดเท้าเอาก็แล้วกันนะ ส่วนตรงนี้ก็ยกให้เป็นคิวของโฆษกสาวสวยของเราต่อเลยนะครับ"

"ค่ะ!! ในด่านสุดท้ายของการแข่งขันไตรกีฬาประจำปีครั้งที่ยี่สิบเก้านี้ เราเปลี่ยนทางวิ่งจากปีที่แล้ว ซึ่งดูเหมือนว่าจะพาผู้เข้าแข่งขันวิ่งขึ้นเขาลงห้วยอย่างทุลักทุเลมากค่ะ ปีนี้เลยเปลี่ยนมาเป็นทางวิ่งตรงดิ่งสู่เส้นชัยแบบสบายๆ พอหายจากอาการล้าบ้างนะคะ หมายเลขสามสามเก้ากับสามสี่ศูนย์ถึงฝั่งเรียบร้อยแล้ว เริ่มถอดเสื้อชูชีพกองไว้ เหลือผ้าเตี่ยวนุ่งน้อยห่มน้อย แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังด่านที่สามเหมือนกันคะ กลุ่มหลังก็เริ่มทยอยขึ้นฝั่งกันบ้าง รับน้ำไปดื่มให้กระหายแล้ววิ่งต่อไปเลยนะค๊ะ!!"

"จ๋อม...ซ่าาาาาา"

"สวบ...สวบ"
"ตุบ...ตุบ...ตุบ"

"Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Take...away!!"
"Go...for!!"
"I...can't...hear!!"
"Go...for!!"
"Let's...go...now!!"
"Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!!"

"เอ๋...!!" ปัญจาบรู้สึกแปลกๆ ขณะวิ่ง เมื่อได้ยินสิ่งที่นันทาตะโกนไปด้วย วิ่งไปด้วย "ทำนอง...เดียว...กับ...ตอนแข่ง...คุชติ...เลย"
"ฮ๊ะ...ฮะฮ่า!!" นันทาหันมาพูดกับปัญจาบ ขณะวิ่งด้วยความเร็วพอๆ กัน "ใช้...ให้...คุ้ม...กันหน่อย...ไหนไหน...ก็เคยฝึก...มาแล้ว...นี่"
"ร้ายนะ...นายน่ะ!!" ปัญจาบพูดทั้งยิ้มให้ แล้วเร่งก้าวฝีเท้าวิ่งถี่ขึ้นทุกที "ตาม...เจ้าชาย...นั่น...ให้ทัน...เหอะ...ป่านนี้...ทิ้ง...ห่าง...ไปแล้ว"
"เอาอย่างนี้ไหม" เสียงอัคราแนะนำเทคนิคให้ฟัง "ถ้าไม่อยากเหนือยก่อนถึงเส้นชัย เราน่าจะออมแรงไว้ก่อน ไม่ต้องไปสนใจอะไรมากนักหรอก แล้วเวลาวิ่ง ก็ก้าวเท้า ยาวๆ เต็มที่เลย"
"คิด...อย่างนั้น...อยู่...แล้ว!!" ปัญจาบกับนันทาตอบรับ

"Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Will...do!! Take...away!!"

"หือ!!" เจ้าชายอริยะหันขวับ ยืนรอพวกปัญจาบวิ่งมาถึงเมื่อได้ยินเสียงเรียกพลังของพวกเขา

"อะไร...น่ะ!!" ปัญจาบสังเกตเห็น เจ้าชายอริยะในลักษณะเดียวกับเขา ยืนพิงกำแพงไม้ริมทางวิ่ง
"นี่นาย!!" นันทาตะลึงงัน

"ฉันรอพวกนายอยู่นานแล้ว" เจ้าชายอริยะตั้งท่ารอออกวิ่ง เมื่อปัญจาบกับนันทากำลังวิ่งเข้ามาใกล้ "ไม่แข่งกับพวกนายก็คงหมดความหมายไปแน่!!"

"ควับ!!"
"วูมมมมมมม..."
"ตุบ...ตุบ!!"

"เอาแล้วๆ!! อยู่ๆ หมายเลขสองหนึ่งสี่รอให้สามสามเก้า กับสามสี่ศูนย์เข้ามาใกล้ แล้วออกตัววิ่งพุ่งไปข้างหน้า มั่วกันสุดฤทธิ์สุดเดชค่ะ!! ต่างไม่ยอมกันซึ่งๆ หน้า ตอนนี้อีกสามร้อยเมตรข้างหน้า จะเป็นช่วงสุดท้ายจริงๆ ซักทีคะ ซึ่งก็รู้กันอยู่ว่าเจ้าชายอริยะ หรือหมายเลขสองหนึ่งสี่ในตอนนี้ก็เคยเป็นแชมป์ติดต่อกันมาหลายครั้ง แต่ในครั้งนี้ไม่แน่ว่าคู่แข่งตัวฉกาจที่มีพลังพอไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด จะสามารถทำลายสถิติลงได้หรือไม่ ต้องมาลุ้นกันที่ห้าสิบเมตรสุดท้ายค่ะ รู้อย่างเดียว พวกเขาทั้งสามคนวิ่งเร็วมากๆ!!"

"วูมมมมมมมมมมม"
"ควววาาาางงง!!"

"ฮึ้ยยยยยยยย!!" นันทาตะโกนเร่งพลังสุดแรง วิ่งด้วยความเร็วแบบไม่คิดชีวิต
"ตรีศูล่าาาาาาาาาาาาร์!!" ปัญจาบก็เริ่มจะแสดงพลังพอมีจังหวะระยะหนึ่ง
"กลาดิเอเตอร์ อัพรอร์!!" เสียงอัคราตะโกนใช้เวทย์บ้าคลั่ง

"บ้าน่า!!" เจ้าชายอริยะหันมามอง ปัญจาบกับนันทาเกิดอาการบ้าคลั่ง และมีออร่าสีแดงเพลิงปรากฏให้เห็น "เป็น...ไปได้...ยังไง!!"

"พลั่ก!!"
"อ๊า!!"

"ครืดดดดดดด"

"อยู่ๆ เจ้าชายอริยะสะดุดล้มไม่เป็นท่าค่ะ ตอนนี้หมายเลขสามสามเก้า มหาขัตติยะ กับสามสี่ศูนย์ ลุตไวด์อุส วิ่งสูสีไม่คิดชีวิต ผ่านเส้นเชือก เข้าเส้นชัยไปแล้วค่ะ!!"

"เฮ้ววววววววว...!!"
"โอ้ววววววว!!"

"อัค!!" เจ้าชายอริยะรู้สึกเจ็บ เมื่อเขาเกิดอาการฟกช้ำจากอุบัตเหตุสะดุดล้ม กำลังพยายามลุกขึ้น "ไม่...ไม่ไหว"

"อ่าว...เฮ้ย!! ปัญจาบ!! ไปไหนวะ!!" นันทาเอะใจ หลังหายจากอาการเบอร์เซิร์คตอนเข้าเส้นชัยไม่นาน เมื่อเห็นปัญจาบวิ่งย้อนกลับไปเอาดื้อๆ

"ตุบ!!"
"ท่าน!!" ทหารมนุษย์กบร้องตะโกนแต่ไกล

"ไม่นะ!!" เจ้าชายอริยะล้มไม่เป็นท่า มองเห็นกลุ่มหลังกำลังเร่งฝีเท้าหวังจะเข้าเส้นชัยเหมือนกัน "ข้า...ไม่อยาก...หมดยุค...เอา...ในตอนนี้!!"

อยู่ๆ ปัญจาบวิ่งตรงรี่เข้ามาหาเขา สภาพที่นุ่งผ้าเตี่ยวเหมือนกับปัญจาบแทบจะไม่ใช่สิ่งสำคัญใดๆ เมื่อปัญจาบยื่นมือเข้ามา โดยไม่ได้บอกกล่าวอะไรมาก่อน แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มข้างหลังก็เริ่มจะใกล้เข้ามาทุกที

"มาทำไม!!" เจ้าชายอริยะตะโกนถาม รู้สึกบาดเจ็บพกช้ำเนืองๆ "เข้าเส้นชัยแล้วก็ควรจะดีใจสิ!!"
"ลุกขึ้นมาเถอะ" ปัญจาบพูดปลอบใจ "เกมจะจบได้ก็ต่อเมื่อคู่แข่งคนสำคัญเข้าเส้นชัยเหมือนกัน"
"ข้าเจ็บขนาดนี้แล้วยัง..." เจ้าชายตัดพ้อ
"ยังดีกว่าปล่อยให้คุณสูญเสียความเป็นนักกีฬาไปน่ะ" ปัญจาบจับมือ แล้วดึงให้เจ้าชายอริยะลุกขึ้นมา "มาเถอะ..."

"วู้ววววววว..."
"วิ้ดดดดดดดดดวิ้วววววว!!"
"เฮ...เฮ"

"ค่ะ หมายเลขสามสี่ศูนย์เข้าไปช่วยหมายเลขสองหนึ่งสี่จากอุบัติเหตุ ซึ่งเจ้าชายอริยะเริ่มวิ่งกะเพลกวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นอันดับสาม ตามมาด้วยกลุ่มหลังที่กำลังวิ่งเข้าเส้นชัยซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของการแข่งขัน ตอนนี้เราได้ผู้ชนะเลิศครบแล้ว อันดับแรกคือหมายเลขสามสามเก้า นันทา มหาขัตติยะ อันดับรองคือหมายเลขสามสี่ศูนย์ ปัญจาบ ลุตไวต์อุส และอันดับท้ายสุดของกลุ่มชนะเลิศคือ หมายเลขสองหนี่งสี่ เจ้าชายอริยะค่ะ ยินดีด้วยนะคะ!!"

"ครับ!! ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งสามคน ขึ้นไปรับของรางวัลจากทางผู้จัด ได้เลยนะครับ อยากจะบอกเลยว่า หมายเลขสามสี่ศูนย์นี่ รู้สึกว่าจะเป็นนักกีฬาที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างมากนะ เด็กตกน้ำทะเลนี่เขาพยายามออกจากเส้นทางการแข่งขันไปช่วยเอาไว้ แล้วตอนที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับสองนี่ พอเห็นคู่แข่งอย่างหมายเลขสองหนึ่งสี่ได้รับบาดเจ็บ ยังพยายามรบเร้าให้สู้ต่อจนถึงช่วงสุดท้ายมาได้ นักกีฬาแบบนี้ค่อนข้างหาได้ยากจริงๆ"

นันทาไม่ตื่นเต้นเลยสักนิด เมื่อเขายืนอยู่บนแท่นรับรางวัลอันทรงเกียรติ รู้สึกอิจฉาปัญจาบในอันดับรองชนะเลิศเล็กน้อยทั้งๆ ที่เขาได้รางวัลชนะเลิศแท้ๆ และสีหน้าที่ยิ้มแย้มสบายๆ ของเจ้าชายนาคาที่ได้รองชนะเลิศอันดับสองก็แอบมองปัญจาบอยู่เล็กน้อย ทุกคนบนแท่นรับรางวัลก้มหัวให้ประธานการแข่งขันคล้องเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง และไหว้ขอบคุณคณะกรรมการเพื่อแสดงความเป็นนักกีฬาที่แท้จริง เสียงโห่ร้องดีใจของกองเชียร์ต่างก็ทำให้พวกเขาลืมการแข่งขันเดิมๆ ที่มีแต่การห้ำหั่นกันไปตลอดกาล

**************
(มีต่อด้านล่าง)
แก้ไขล่าสุดโดย VachalenXEON เมื่อ อังคาร, 31 สิงหา 2010, 23:35, ถูกแก้ไขทั้งหมด 2 ครั้ง
รูปแทนตัวผู้ใช้
VachalenXEON
ยอดฝีมือ
ยอดฝีมือ
 
Posts: 690
ได้เข้าร่วม: พฤหัส, 01 มกรา 1970, 07:00
สถานที่: ราชอาณาจักรบริสโตเนียร์ - AOW - นครราชสีมา บลาๆๆ

Re: [นิยาย]Hindurica - ศึกภารตะมหาประลัย(หัดแต่ง)

โพสท์by VachalenXEON on จันทร์, 19 กรกฎา 2010, 20:25

Stage 11 : ผู้ลิขิต(2/2)

(ต่อจากด้านบน)

"ซ่าาาา...ซ่าาา"

"ฮ้าาาา!!" ปัญจาบรู้สึกสดชื่นเมื่อล้างน้ำเค็มออกจากตัวจนหมด ในบริเวณฝักบัวอาบน้ำจืดแถวชายหาด "เกือบได้ทำเด็กจมน้ำไปซะแล้ว"
"เสร็จจากนี่แล้วไปเก็บเรือกับเสื้อชูชีพด้วยนะเฟ้ย" นันทาบอกปัญจาบให้รู้ถึงสิ่งที่ต้องทำ เมื่อเขาก็ชำระล้างน้ำเค็มออกเหมือนกัน "วีรกรรมของนายนี่แหละ เกือบทำให้เจ้าชายอะไรนั่นได้นำไปไกลจนตามไม่ทันเลย"
"อย่างน้อย..." ปัญจาบสะบัดน้ำออกทำตัวให้แห้ง กำลังแยกไปเก็บเรือกับเสื้อชูชีพ "การช่วยชีวิตคนก็คือการการทำความดีอีกอย่างหนึ่งนะ"
"ถูกของนาย" เสียงอัคราพูดให้คิด "คงจะต้องจำไปจนตายเลยก็ได้"
"งั้น..." นันทานัดหมายปัญจาบก่อนจะออกไปทำหน้าที่ของตนต่อ "ถ้าเสร็จแล้ว เจอกันที่โรงแรมเหมือนเดิม เรามีเรื่องต้องจัดการอีกเยอะ"
"เข้าใจล่ะ" ปัญจาบตอบรับก่อนจะแยกจากกัน

"นายลุตไวต์อุส" เจ้าชายอริยะเรียกให้หันมาพูดคุย โดยที่ทหารมนุษย์กบยืนขนาบข้าง "มีสิ่งที่อยากจะคุยด้วยสักหน่อย"
"อ่า..." ปัญจาบพูดถาม "อะไรหรือ??"
"ขอบใจมากที่เข้ามาช่วย ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่การแข่งขัน" เจ้าชายอริยะยืนมือมาใกล้ๆ ตัวปัญจาบ "แล้วก็ยินดีด้วย"
"เช่นกันครับ" ปัญจาบยื่นมือตอบ จับมือแล้วเขย่าเป็นการแสดงการทักทายอย่างเป็นมิตรมากที่สุด
"อย่างน้อย" เจ้าชายอริยะพูดไปตามความรู้สึกของเขา "บางที่เราอาจจะได้พบกันอีก ข้าเป็นหนี้ชีวิตท่านจริงๆ"
"อ่ะ...เอ่อม..." ปัญจาบรู้สึกงงงวยกับคำพูดแปลกๆ ของเจ้าชายอริยะ
"นายท่าน" ทหารมนุษย์กบเตือนเจ้าชายอริยะ "ถึงเวลากลับของเราแล้วนะ"
"งั้นข้าก็ขอลาท่าน..." เจ้าชายอริยะปลีกตัวออก กล่าวลาปัญจาบก่อนจะกลับไปกับทหารมนุษย์กบ "แค่นี้ก่อนล่ะ"
"หืม..."

"นี่!!" นันทาตะโกนบอกปัญจาบ "เร็วๆ หน่อยสิเฟ้ย!! จะมืดอยู่แล้ว"
"เออน่า!!"

เวลาไล่เลี่ยในขณะเดียวกัน วัสสุนากำลังจัดยาให้กับหิรัญญะหลังจากผ่าตัด หิรัญญะนั้นนอนหงายแน่นิ่งเพราะฤทธิ์ยาสลบขณะนั้น เมซซี่พยายามโทรจิตหาดัลคาร์น โทรจิตไปเท่าไรก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตอบรับสักที ซึ่งสถานที่กบดานในตอนนี้แทบจะเป็นกระท่อมร้างๆ ที่ไร้ผู้คนอาศัยมานานนับห้าปีเป็นอย่างน้อย สภาพนั้นดูกลางเก่ากลางใหม่ แต่ก็สามารถเข้าอยู่ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

"ให้ตายสิย๊ะ!!" เมซซี่ทนไม่ไหวกับการที่ดัลคาร์นไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย "มัวแต่ไปมุดหัวอยู่ไหนกัน ตั้งแต่บุกป้อมปราการจนหายหัว ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นสักนิด"
"ชูววววว..." วัสสุณาพูดเบาๆ ให้เมซซี่เงียบ "เบาๆ หน่อย เพิ่งรักษาเสร็จนะ ไม่รู้ว่ายาสลบจะไปหมดฤทธิ์ตอนไหนก็ไม่แน่เหมือนกัน อย่างน้อยก็รอสักหน่อยก็แล้วกัน"
"ฉันเข้าใจ" เมซซี่ยังไม่อดทนในตอนนี้ แต่ก็เริ่มจะพูดเงียบๆ บ้างแล้ว "ในขณะที่แกกำลังรักษาสหายของข้าอยู่ เดี๋ยวข้าจะช่วยให้เจ้ามีพลังความสามารถต่อกรกับพวกมัน"
"พวกมัน...อะไรกันนะ??" วัสสุณาฉงนไปชั่วขณะ แต่แล้วก็รู้สึกกระจ่าง "เข้าใจล่ะ ผู้ชายสองคนที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ...เอ่อ แต่งตัวเหมือนเป็นพวกนักสู้ คนหนึ่งหัวสีม่วงๆ กับอีกคนผิวคล้ำ แต่งกายเหมือนนักมวยปล้ำ อะไรนี่แหละ"
"รู้เหรอว่าพวกเขาอยู่ที่นั่น??" เมซซี่เอะใจขึ้นมาบ้าง เมื่อได้รับเบาะแสจากวัสสุณา
"น่าจะประมาณนั้น" วัสสุนาขยายความมาพอเข้าใจ มือของเขาถืออุปกรณ์ผ่าตัดที่ใช้แล้วไปล้างน้ำรอฆ่าเชื้อโรคอยู่ "ดูๆ ไปเหมือนจะไม่มีพิษมีภัยหรอกนะ..."
"ไม่มีพิษมีภัยบ้านแกสิย๊ะ!!" เมซซี่ก่น จ้องเขม็งอย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนจะอาฆาตกันซึ่งๆ หน้า "พวกนั้นมีพลังเวทมนต์พอจะสู้กับพวกเราได้ หากไม่เชื่อข้าละก็ เกิดโดนเล่นงานเข้า จะว่ายังไง?? ถ้าหากไปประมือกับพวกนั้น!!"
"เอ้าๆๆ ผมเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง ตกลงมั้ย" วัสสุณาตัดบท เขาต้องการเวลาที่เหลือทำความสะอาดอุปกรณ์ผ่าตัดศัลยกรรม ที่เพิ่งใช้งานอย่างมาก "แต่ถ้าอยากจะให้ผมช่วยอะไรอีก ก็บอกด้วย ตอนนี้ของจัดการงานของผมก่อนล่ะ"
"ได้ๆๆ" เมซซี่ไม่ขัดใจวัสสุณา หันกลับมาบริกรรมคาถาเบาๆ ต่อ

"รับกุญแจครับผม" ปัญจาบยื่นบัตรแลกกุญแจห้องคืนจากพนักงานโรงแรม
"นี่ครับ" กุญแจห้องที่ปัญจาบกับนันทาพักอยู่ ถูกหยิบมาวางบนโต๊ะบริการ "พักให้สบายครับผม จะเช็คเอ๊าท์เมื่อไรก็ได้ตามที่ต้องการ"
"งั้น...เดี๋ยวทำภารกิจส่วนตัวเสร็จ" ปัญจาบนัดหมายนันทาเหมือนเดิม "เราคงต้องคุยกัน..."
"เรื่องเดิม??"
"ถูกต้อง"

ชุดของปัญจาบถูกถอดกองไว้บนเตียงนอนประจำห้อง ซึ่งปัญจาบนั้นต้องกลับมาอาบน้ำอีกครั้งเพื่อล้างเอาคราบน้ำเค็มที่ยังหลงเหลือออกให้หมด ในขณะเดียวกันนันทากำลังจัดการนุ่งโธติ ครุ่นคิดหาทางตามหาพาติลกับหริให้เจอ ก่อนที่พวกเมซซี่จะปรากฏตัวมาเล่นงานพวกเขาได้ทุกเมื่อ ไฟในห้องดูสลัวๆ ในค่ำคืนที่ไม่ต่างจากหมู่บ้านเล็กๆ มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากช่วงตอนกลางคืน นันทาล้มตัวนอนบนเตียง ทำตัวผ่อนคลายจากการแข่งขันตั้งแต่เช้า ตั๋วเงินรางวัลกับเหรียญนักกีฬานั้นวางแยกจากเคหเวทยาอย่างกระจัดกระจายมากที่สุด สักพักปัญจาบเปิดประตูห้องน้ำ เดินออกมาในสภาพเปียกๆ นุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียว กลับมายังเตียงนอนเหมือนเคย

"คิดอะไรออกบ้างมั้ยเนี้ย" นันทาถาม ขณะที่อิริยาบถของเขานอนราบไปกับเตียง
"กำลังคิดอยู่นี่ไง" ปัญจาบพูดพอรู้เรื่อง เขาหยิบผ้าเตี่ยวขึ้นมานุ่งกลับเข้าที่เดิม แล้วผลัดผ้าเช็ดตัวออกก่อนจะนุ่งโธตีทับตามลงไป "มันน่าแปลกนะ ตั้งแต่ที่เราฟังไต้ก๋งมา คนที่นี่เขาลือกันว่าในตำนานนั่นน่ะ มีเมืองบาดาลใต้ทะเลตั้งอยู่ แล้วเริ่มจะมีคนเข้ามาพิสูจน์ว่ามันเป็นจริงหรือไม่ เท่าที่ไต้ก๋งเล่ามาก็ยังไม่มีใครพบเจอจริงๆ เลยสักครั้ง"
"หืม..." นันทากำลังประติดประต่อความคิดที่แล้วๆ มาให้กระจ่างขึ้น "นายกำลังคิดว่า พาติลกับหริจมลึกลงไปในเมืองบาดาลงั้นเหรอ??"
"คิดดีแล้วหรือ?" เสียงอัคราย้ำคิดย้ำเตือน ถามพวกเขาให้รอบคอบ "ถ้าเชื่อหรือไม่ว่ามันมีอยู่จริง จะว่ายังไง"
"จริงๆ ก็ไม่อยากจะเชื่อนะ" ปัญจาบรู้สึกสับสน เก็บสิ่งของที่อยู่บนเตียงยัดใส่เคหเวทยาให้หมด แล้วขยับขึ้นไปนอนเป็นเพื่อน "คงจะต้องดำลงไปในทะเลเพื่อหาเมืองบาดาลให้ได้ก่อน"
"เป็นความคิดที่ดูเกินความเป็นจริงไปมาก" เสียงอัครากำลังตริตรองความคิดของปัญจาบอยู่ "ไม่ลองวิธีอื่นหน่อยเหรอ??"
"ถ้าเป็นฉันนะ" นันทาหันมาพูดกับปัญจาบ "ต้องพึ่งพี่ไต้ก๋ง ขอร้องให้พาไปยังกลางทะเล แล้วลงประดำน้ำลงไปเป็นไง"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องใช้เงินมากโขอยู่" ปัญจาบคิดถึงผลที่ตามมาอย่างคร่าวๆ พอมีเหตุผล "เราต้องไปเช่าอุปกรณ์ประดาน้ำ ซึ่งเคหเวทยาในตอนนี้ไม่มีอุปกรณ์นั้นเลยสักชิ้น เท่าที่สำรวจมานะ"
"เอ่อม..." นันทารู้สึกเพลีย เมื่อความคิดถูกสกัดกั้นด้วยความรู้สึกง่วง "ฮ้าวววววว..."
"ถ้าพวกเอ็งคิดไม่ออกไม่เป็นไร" อัคราไม่ขัดใจพวกเขาอีกในช่วงเวลานี้ "จะนอนตอนนี้เลยก็ได้...ไม่ว่ากัน"
"ขอบคุณ" ปัญจาบตอบรับอัครา เพราะรู้สึกง่วง "งั้นก็แค่นี้ก่อน ราตรีสวัสดี"
"เช่นกัน..."

**************

ความรู้สึกแปลกๆ นั้นเกิดขึ้นอีกครั้ง อยู่ๆ ปัญจาบกับนันทาปรากฏตัวด้วยความรู้สึกงุนงง โดยพวกเขานั้นยืนอยู่ที่ไหนสักแห่งในสถานที่ที่ไม่รู้จัก สถานที่ซึ่งมีตึกรามบ้านช่องวิจิตรตระการตา สภาพแวดล้อมนั้นต่างจากเมืองสมุทรนทีตรงที่ไม่มีทะเลอยู่เลย รอบๆ นั้นมีฟองอากาศผุดขึ้นมาประปราย แสงที่ส่องมาจากฟ้านั้นเป็นสีคราม มองเห็นสิ่งมีชีวิตโบยบินอยู่บนฟากฟ้าสีคราม ซึ่งมันก็ไม่ใช้นกนางนวล หรืออินทรีทะเลแต่อย่างใด มันคือสัตว์ที่ว่ายน้ำอยู่ในทะเล และนั่นก็ยิ่งทำให้พวกเขาเกิดความประหลาดใจมากพอสมควร

"เฮ้ย!!" ปัญจาบถามนันทาเมื่อเห็นว่าทุกอย่างไม่ปกติ "รู้เปล่าว่าที่นี่มันที่ไหน?? เมื่อกี้เราเพิ่งหลับไปนะ..."
"ไม่รู้ว่ะ" นันทารู้สึกสับสน ตอบปัญจาบไม่ถูก เพราะตัวเขาก็ยืนงงอยู่ด้วยกันในสถานที่แปลกๆ ตรงนี้ "เท่าที่เห็นนะ มันไม่ใช้ห้องพักที่เรานอนอยู่ด้วย มองไปตรงไหนก็เห็นตึกรามบ้านช่องเยอะแยะไปหมด"
"อย่างน้อย..." ปัญจาบต้องการที่จะหาตัวช่วยก่อนเป็นอันดับแรก "ต้องถามอัคราดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
"รู้สึกเงียบๆ น่ะว่ามั้ย" นันทาสังเกตการณ์รอบๆ ซึ่งไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย
"อัครา!!" ปัญจาบเรียกอัคราจากจิตใต้สำนึกของตนเอง

"..."

"เหมือนจะไม่ได้ยิน" ปัญจาบแทบจะไม่ได้รับรู้การตอบสนองของอัคราเลยสักนิด "ปกติเรียกครั้งเดียว เขาก็จะโต้ตอบถามเราทันทีเลย"
"เขาอาจจะกำลังหลับอยู่ก็ได้" นันทาสันนิษฐานแบบง่ายๆ เอาไว้ก่อน
"เอาเหอะ" ปัญจาบเปลี่ยนใจแล้ว "ลองเดินสำรวจดูก่อนว่าที่ที่เรายืนอยู่นี่ มันเป็นเมืองอะไรกันแน่"
"อือ"

ปัญจาบกับนันทาเริ่มต้นเดินเข้าไปในตัวสถานที่นั้น และพวกเขาก็ต้องพบกับบรรยากาศ บรรยากาศที่คล้ายคลึงกับในเมืองสมุทรนทีนั้นจริงๆ มีผู้คนเดินออกมาหาสู่กัน บ้างก็หอบหิ้วเอาของออกมาทำการค้าขายในเมือง ทุกคนในสถานที่นี่ดูยังไงๆ ก็เหมือนกับวิถีชีวิตในเมืองตามปกติอยู่ดี แต่ที่น่าแปลกที่สุดก็คือ ผู้คนที่นี่ล้วนเป็นกึ่งมนุษย์ มนุษย์กึ่งสัตว์น้ำทั้งนั้น แต่งกายด้วยผ้าสีขาวล้วน บางคนสวมใส่เครื่องประดับ ดูวิจิตรงดงามเกินกว่าจะบรรยายอีกต่างหาก

"โว้..." นันทาอึ้งอย่างบอกไม่ถูก
"โอ้มหาเทพ!!" ปัญจาบตาค้าง ตื่นตาตื่นใจกับความมหัศจรรย์ของผู้คนในสถานที่นี้ "ราวกับเป็นแดนสวรรค์มิปานเลย"
"เฮ้ย!!" นันทาสะกิดปัญจาบให้รู้ตัว "จะอึ้งไปอีกนานเท่าไรเล่า!!"
"เอ้า!!" ปัญจาบสะดุ้งเล็กน้อย

สายตาของนันทามองกวาดไปรอบๆ แล้วจู่ๆ ก็เห็นหญิงสาวสองคนเดินถือตะกร้าใส่ของตรงเข้ามายังนันทากับปัญจาบ คนหนึ่งแต่งสาหรี่สีแดงแซมเขียวคล้ายพาติล อีกคนแต่งสาหรี่สีม่วงพลัมเหมือนเครื่องแต่งกายลำลองของหริ เสียงพูดคุยกระหนุงกระหนิงนั้นทำให้ปัญจาบได้ยินคำพูดที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี และหันมามองบ้าง

"นั่นพาติลกับหรินี่" นันทามองเห็นชัดเจนว่าเป็นพวกหล่อนจริงๆ
"พวกเขามาอยู่ที่นี่ยังไงกัน" ปัญจาบฉงน แต่อยู่ๆ พาติลกับหริเดินเข้ามาใกล้เขาทุกที และกำลังจะชนเสียด้วย "อ่ะ...เอ้??"

"วูมมมมมม"

"โอ้มหาเทพ!!" นันทาตกใจ เขาคิดว่าหริกับพาติลเดินชนพวกเขาเสียแล้ว "เดินทะลุร่างไปเฉยเลย"
"ดูนั่น!!" ปัญจาบรู้สึกถึงพลังวิญญาณ บอกให้นันทาได้รับรู้ "พาติลกับหริกำลังจางหายไปน่ะ"
"ห่ะ...ให้ตายสิ"

"ตุบ...ตุบ...ตุบ!!"
"ครืดดดด"
"แคร้ง!!"
"เจอตัวผู้บุกรุกแล้ว!!"

"เฮ้ย!!"
"อะไรกันน่ะ!!" ทั้งคู่เอะใจ อยู่ๆ ทหารมนุษย์กบถืออาวุธวิ่งรุดเข้ามาล้อมพวกเขา
"ไม่จริงใช่ไหมเนี้ย??" ปัญจาบพูดปลอบตัวเอง ขณะที่อาวุธด้ามยาวจ้องจ่อคออย่างกระชั้นชิด
"เราได้รับคำสั่งมาว่า..." ทหารมนุษย์กบนายหนึ่งโต้ตอบกับพวกเขา "ถ้าหากมีผู้ใดบุกรุกเข้ามา จะต้องทำการเนรเทศผลักดันผู้บุกรุกออกจากเมืองบาดาลนี้ไป"
"ห๋าาาาาาา...!!" นันทาตะลึงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "เมืองบาดาลเหรอ??"
"แต่ว่า..." ปัญจาบตัดพ้อ กับเหตุการณ์ที่ตนและนันทาไม่ได้ก่อ

"ไม่มีแต่ทั้งนั้น!!" เสียงที่พูดนั้นทำให้รับรู้ได้เลยว่าชายประหลาดนุ่งขาวห่มขาวนั้นเป็นของเจ้าชายอริยะจริงๆ "มนุษย์ผู้มีความดีเพียงหนึ่งในสี่ ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเหยียบที่นี่แม้แต่คนเดียว!!"
"ขอร้องเถอะ!!" ปัญจาบพูดต่อรองกับชายประหลาดนุ่งขาวห่มขาวคนนั้น "นี่มันอะไรกันแน่??"
"เอาตัวพวกเขาออกจากเมืองให้เร็วที่สุด!!"
"ครับ!!"

"ควับ!!"
"หมับ!!"

"เฮ้!! จะทำอะไร!! ปล่อย!!" ปัญจาบนั้นถูกทหารมนุษย์กับควบคุมตัวอย่างกระชั้นชิด
"ปล่อยนะเฟ้ย!!" นันทาก็โดนแบบนี้เช่นกัน "ข้าไม่ได้ทำอะไรให้พวกท่านเสียหน่อยนึง!!"
"ไปๆๆ" เสียงพูดของทหารมนุษย์กบพูด "อย่าวู่วาม...ไม่งั้นเจอดีแน่!!"

อยู่ๆ ปัญจาบกับนันทาถูกผลักดันให้ถูกเนรเทศจากเมืองบาดาล ซึ่งตัวของพวกเขาได้มาถึงปากทางเข้าเมืองกับห้วงมหาสมุทรที่คนทั่วไปเดินทางลงมาไม่ถึง ทหารมนุษย์กบไม่รอช้า ถีบพวกเขาเข้าไปยังม่านอากาศที่กั้นระหว่างทางเข้าเมือง กับห้วงมหาสมุทร ปล่อยให้พวกเขาลอยขึ้นไปบนผิวน้ำแบบไม่สนใจใยดี ตราบใดที่ปัญจาบกับนันทาที่ถูกเนรเทศออกมานั้นมีชีวิตรอดกลับไปได้

"ไป!!"

"พลัก!!"
"หว๋าาาาาา"

"วูมมมมมมม"

"อัค!!...อ๊อค!!" ปัญจาบสำลักน้ำเค็ม หลังจากถูกถีบออกมาจากทางเข้าเมืองบาดาลแบบไม่ทันตั้งตัว
"ห่ะ...หาย...หายใจ...ไม่...ออก!!" นันทาพูดโทรจิตปลอบตัวเอง ในขณะที่พยายามกลั้นหายใจอย่างสุดชีวิต

"บุ๋ง...บุ๋งบุ๋ง!!"

ใต้มหาสมุทรอันเวิ้งว้างและมืดมิด ปัญจาบกับนันทาดิ้นทุรนทุรายราวกับว่ากำลังหาทางเอาตัวรอด ในสถานการณ์ที่ตัวเองนั้นถูกบีบคั้นด้วยแรงกดดันใต้ทะเล ไม่มีอากาศ ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือใดๆ ติดตัวมาเลยสักชึ้น บางทีพวกเขาเองอาจจะขาดอากาศหายใจตายได้ในไม่ช้า

"ฟึบ!!"
"เฮ้ย!!"
"เหวอ..."

"แฮก...แฮก!!"

อยู่ๆ ปัญจาบกับนันทาลุกพรวดขึ้นมาจากเตียงในห้องพักของพวกเขา ราวกับว่ากำลังหนีจากสภาวะผีอำ ทั้งคู่นั้นดูอิดโรย หายใจถี่ มีเหงื่อออกตามตัว ในห้องพักนั้นเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมพัดเบาๆ หรือเสียงน้ำทะเลซัดชายหาดเท่านั้นเอง

"เกิดอะไรขึ้นเหรอ พวกเอ็งน่ะ??" เสียงอัคราถามถึงทั้งสองคน "นี่ก็เวลาสองยามแล้วนะ"
"ฝันร้ายอีกแล้ว" นันทาบอกเล่าสาเหตุสั้นๆ คร่าวๆ
"เหมือนเมื่อวานเลย" ปัญจาบขยายความจากเหตุการณ์ในความฝัน "ฝันว่าพวกเราบุกรุกเข้าไปในเมืองบาดาลอะไรนั่น ตอนนั้นเห็นพาติลกับหริด้วย แล้วก็ถูกพวกทหารประหลาดจับโยนออกมานอกเมืองเฉยเลย"
"แสดงว่าพวกเอ็งหลับลึก" อัครานึกถึงอาการทางประสาทที่พอจะรู้จัก "ไม่รู้สึกตัวอะไรเลยล่ะสิ"
"เฮ้อวววว..." ปัญจาบกับนันทาถอนหายใจ

ในคืนอันเงียบสงัดของเมืองสมุทรนที อยู่ๆ ทุกคนที่กำลังหลับอยู่ได้กลิ่นเหม็นเน่าคล้ายซากศพโชยมา บ้างก็ได้ยินเสียงเหมือนจะมีคนจะพังประตูเข้ามา ความน่าสะพรึงกล้วในค่ำคืนหลังจากการแข่งขัน และประเพณีท้องถิ่นประจำปีที่เพิ่งจะปิดฉากลงไป และมันก็ดูแย่กว่าในรอบสองร้อยปีที่ผ่านมาด้วยซ้ำ

"ปึง!!...ปึง!!"
"โครมๆๆ!!"

"พี่ๆ!!" เสียงชาวบ้านในละแวกปลุกเร้าให้ตื่น "ตื่นเร็วๆ!! เสียงเหมือนมีคนกำลังจะพังประตูเข้ามาแน่ๆ"
"อะไร...กำลังหลับสบายเชียว" ชาวบ้านอีกคนที่หลับอยู่รู้สึกตัว แต่ก็ดูเชื่องช้าไปมาก "จะมาปลุกอะไรตอนนี้วะ"

"ปัง!!"
"แฮ่!!"
"กร๊าซซซซซซซซซซซซซ!!"

"กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!"
"อ๊าาาาาา!!"
"ช่วยด้วยยยย!!"

"แย่แล้ว!!" นันทาตกใจ เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันกำลังจะเกิดขึ้นที่ห้องพักของพวกเขาในไม่กี่วินาที
"ฉันได้กลิ่น..." ปัญจาบพิสูจน์กลิ่นเน่าๆ เหม็นๆ โดยการดม "น่าขยะแขยงมาก กลิ่นซากศพ...อึก!!"

"โครม!!"
"ฮ่าาาาาาาาา"
"แฮ่!!"

ประตูห้องพักถูกทลายลง กลุ่มผีดิบจากที่ไดก็มิทราบบุกเข้ามาในห้อง ทุกตนถืออาวุธพร้อมที่จะไล่ล่าใครก็ได้ทุกเมื่อ ปัญจาบกับนันทาเห็นท่าไม่ดีแบบนี้ คงต้องจัดการอะไรสักอย่างเป็นแน่

"แว้บบบบบ"
"วาบบบบบบบ!!"

"พวกมันบุกเข้ามาเป็นโขยงแบบนี้..." นันทาตั้งรับการโจมตีหลังจากดึงปลอกมือวิเศษของเขาออกมาใช้ "เรารับมือไม่ได้แน่"
"ฉันมีวิธี" ปัญจาบคิดวิธีเอาตัวรอดจากจุดนี้ได้แล้ว
"อะไร!!"

"เฮ้อออออ..."
"แฮ่!!"
"กร๊าซซซซซซ!!"

"เพล้ง!!"

"ฟ้าวววววว"
"ตุบ!!"

ปัญจาบกับนันทากระโดดหนีออกมาจากหน้าต่าง เศษกระจกกระจายว่อนจากการพุ่งชนออกมาให้เห็นกันจะๆ โชคดีที่ลงพื้นโดยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย แล้วชาวบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกันก็หนีตายออกมาอย่างอลหม่าน กลุ่มผีดิบนั้นเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สายตาของพวกมันดูอาฆาต มันเริ่มไล่ล่าเหยื่อโดยไม่เลือกว่าจะเป็นใครก็ตาม นอกเหนือจากพวกปัญจาบ

"กริ๊ดดดดด!!"
"อ๊าาาา"
"ช่วยด้วย!!"

"กรรรรร...."
"เฮือออออ..."

"เร็วๆ!!" ใต้ก๋งสั่งลูกน้องเตรียมอาวุธตอบโต้ "ต้านมันไว้!! อย่าให้เข้ามาในย่านเราให้ได้ เจอมันเมื่อไรรีบจัดการทันที ทีเหลือรีบอพยพชาวบ้านให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้!!"
"ครับนาย!!"

"ย้าาาาาห์!!"
"พลั่ก!!"

"ควับ!!"
"ฉวัะ!! ฉวัะ!!"

"สวบ!!"

"อว๊าาาาา!!"

"แย่แล้วครับนาย!!" ลูกน้องใต้ก๋งแจ้งสถานการณ์ให้ทราบ ในขณะที่กำลังไล่ฟันผีดิบอย่างเอาเป็นเอาตาย "ฆ่ามันกี่ทีๆ ก็ไม่ตายเลยครับ!!"
"ถ้าเป็นไปได้" ไต้ก๋งเตรียมของที่ต้องการไว้แล้ว "ถ้าสังหารมันแล้ว ก็รีบจุดไฟฌาปนกิจมันเลย!!"
"ทราบแล้วครับ!!"

"ก๊าซซซซซ!!"

"ไซคิก...โฮลี่...บาส...บอล!!"

"วูมมมมม...แว้บ!!"
"ตูม...ตูม...ตุม!!"

"เจ๋ง!!" ปัญจาบมั่นใจในประสิทธิภาพของลูกบอลพลังจิตบ้างแล้ว ในขณะที่ผีดิบบางส่วนหมดฤทธิ์ตอบโต้ "พวกมันแพ้ธาตุศักดิ์สิทธิ์นี่เอง"
"ดูเหมือนว่าพวกมันเริ่มมีจำนวนเยอะขึ้นเรื่อยๆ" นันทายังไม่มั่นใจพอว่าจะสามารถควบคุมผีดิบได้อยู่หมัดหรือไม่ "จะลองใช้แอดวานซ์ อาชูร่า สไตร์คนำไปก่อน แล้วตามด้วยเวทย์ของนายเลยจะดีกว่านะ"
"งั้นก็ลองดู" ปัญจาบใจชื้นขึ้น ถ้าหากไม่มีนันทาตอนนี้ก็แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย "ตามที่นายบอกนี่ล่ะ"
"ได้เลย!!"

"ปึง!!"
"แอ๊ดดดดดดด"

"สาวๆ !!" อยู่ๆ อริยนาคาเปิดประตูเดินเข้ามาโดยฉุกละหุก "ถึงเวลาที่พวกเธอต้องกลับไปช่วยพวกเขาแล้ว"
"อะไรอีกเนี้ยยยย!!" พาติลลุกพรวดขึ้นมาจากเก้าอี้นั่งเล่นในบ้านของอริยนาคา ดูท่าว่าจะตกใจที่เกิดเรื่องขึ้นแบบนี้ "ทำไมต้องมาแบบโพล่พรวดพราดขนาดนี้ด้วยย๊ะ??"
"ไม่มีอะไรมากหรอกน่า!!" อริยนาคาทำหน้าตาขี้เกกนิดหน่อย และพูดถึงสิ่งที่เขาได้ทำนายเอาไว้ "พวกเขายังมีชีวิตรอดอยู่แน่นอน กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูคู่ปรับอยู่ตอนนี้"
"เอ๋..." หริตกใจ เพราะเพิ่งทราบข่าวคำทำนายของอริยนาคา "พวกปัญจาบกับนันทา ยังไม่ตายอีกเหรอ??"
"ก็อย่างที่ว่านี่ไง..." อริยนาคาเล่าถึงเหตุการณ์ต่อจากสิ่งที่เขาทำนายไปเมื่อสักครู่ "เจ้าสองคนนั่นน่ะ ข้าแวะไปประมือในการแข่งขันที่โลกมนุษย์ เมื่อไม่นานนี้เอง เก่งใช้ได้เลยล่ะนะ"
"แสดงว่าท่านขึ้นไปแข่งขันกีฬามาใช่ไหมคะ??" หริถามอริยนาคา "คือข้าเห็นกลุ่มคนกำลังว่ายน้ำแข่งขันอยู่ด้านบนน่ะ"
"ถูกต้อง..." อริยนาคาตอบ
"แล้วคนที่นี่เขาไม่ว่าเอาเหรอ??" หริถามต่อเดิม
"คนที่นี่เห็นข้าแข่งขันจนชินแล้ว" อริยนาคารีบตัดบทอย่างเร่งด่วน "จะมัวมาถามตอบเรื่องหยุมหยิมแบบนี้ เดี๋ยวสองคนนั่นอาจจะได้รับอันตรายได้"
"ว่าไงนะ!!" พาติลเดือดดาล รู้สึกอารมณ์ร้อนขึ้นมาทันที และอยากจะออกจากเมืองบาดาลทุกทีแล้ว
"งั้นก็ตามข้ามาก็แล้วกัน..." อริยนาคาพูดจบก็ดึงมือหริกับพาติลวิ่งออกไป ที่เหลือก็แค่ปล่อยให้แม่บ้านเข้ามาเก็บกวาดทำความสะอาดอีกรอบ "ข้าจะให้บั๊บเบิ้ล ซัพมาริน ไปคนละอันก็แล้วกัน!!"
"อ่ะ...ว๊าย!!"

"แอ๊ดว้านซ์ อาชูร่า สไตร์ค!!"
"บรึม!!"

"ฮ่วาาาาาา!!"
"กร๊าาาาาาาาา!!"

"ไซคิก...โฮลี่...บลาส...บอล!!"
"วูมมมมมมมม...แชตตตตตต"

"ตูมตูมตูมตูมมมมมมมมมม!!"
"กร๊าาาาาาาาาาาซ!!"

"กวาดเรียบเลยคราวนี้ แฮก...แฮก" ปัญจาบหายใจหอบหลังชนนันทา "แปปเดียวพวกผีดิบสิ้นฤิทธิ์ระนาวอย่างที่ว่าเลย"
"เออว่ะ" นันทารู้สึกเหนื่อย มองไปยังอีกฟากที่เป็นย่านการประมง "ตรงท่าเรือยังมีอีกเยอะ รีบไปเถอะ...ไต้ก๋งคงต้องการให้เราเข้าไปช่วยแน่ๆ"
"น่าจะอย่างงั้น" ปัญจาบคิดถึงเรื่องของไต้ก๋งอยู่พอดี กลัวว่าจะได้รับอันตรายไม่น้อยกว่าเขา "ไปกันเถอะ"
"อือ"

"วูมมมมมม..."
"ฟู่วววว...ฟู่"

"อ๊าาาาาา"

"แย่แล้วนาย!!" ลูกน้องใต้ก๋งส่งข่าวโดยการตะโกน "น้ำมันไม่พอจะราดจุดไฟเผาผีดิบแล้วครับ!!"
"ถอยเข้ามาก่อน!!" ไต้ก๋งบอกลูกน้องทุกคนถอยร่นกลับมาอยู่ในเขต "ระวังมันเล่นงานด้วย"
"ครับ!!" ลูกน้องอีกคนตอบรับ แต่ก็รู้สึกก้ำกึ่งเช่นเดียวกัน "มันเยอะจนพวกเราตอบโต้ไม่ไหวแน่ครับนาย"

"กร๊าาาาาาาาาาาาาาาาซ์"
"แฮ่!!"

"ระวัง!!" ไต้ก๋งเตือนลูกน้องทันที "มันได้โอกาสกรุเข้าใส่เสียแล้ว!!"

"ไซคิก...โฮลี่...บลาสบอล!!"

"วูบบบบบบบบบบบ"
"บรึมมมมมมมมมมมมม!!"

อยู่ๆ พลังจากลูกบอลพลังจิตฯ ลอยข้ามมาระเบิดใส่กลุ่มผีดิบ ได้ผล!! แรงระเบิดธาตุศักดิ์สิทธิ์นั้นทำให้กลุ่มผีดิบกลุ่มใหญ่ ล้มลงไปนอนวัดพื้นระเนระนาดราบเป็นหน้ากลอง บางส่วนถูกเปลวไฟครอกฌาปนกิจไปพร้อมๆ กัน ดูเหมือนว่าการคุกคามของกลุ่มผีดิบจากไหนก็มิทราบแน่ชัดนั้นหยุดลงได้เพียงชั่วคราว ในค่ำคืนดึกสงัดแบบนี้

"เฮ้ย!!" เสียงลูกน้องใต้ก๋งตะโกนดังๆ เมื่อเหตุการณ์กลับตาลปัตร "โอ้มหาเทพ!! นั่นมัน!!"
"ข้าจำพวกเขาได้" ไต้ก๋งเห็นปัญจาบกับนันทาบุกเข้ามาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และมาพร้อมกับชาวบ้านที่รอดชีวิตมาได้ "พวกเขานี่เอง"

"ลุง!!" ปัญจาบทักทายไต้ก๋งยามดึกตามปกติ "ไม่เป็นไรใช่มั้ย??"
"เออ...ก็อย่างที่ว่านั่นแหละ" ไต้ก๋งตอบด้วยอาการโล่งอกพอประมาณ "ขอบใจที่มาช่วยเหลือพวกข้าได้ทันเวลาพอดิบพอดี"
"ยินดีครับ" นันทาได้ทียืดอกพูดบ้าง แต่ก็พูดไปตามเหตุการณ์ที่ได้พบเจอมาเช่นเดียวกัน "พวกมันแห่มากันเยอะมาก เกือบจะโดนพวกมันรุมกินโต๊ะ เห็นท่าไม่ดีเลยหนีออกมาตั้งหลักก่อน แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น"
"แหม...เกินไปล่ะ" เสียงอัคราบ่นอุบถึงคำพูดของนันทา แถมยังรู้สึกถึงพลังลึบลับนั้นด้วย "แต่ข้าจับพลังประหลาดลึกลับได้นะ พวกผีดิบนั้นฟื้นชีพได้เพราะมีคนบงการอยู่เบื้องหลัง ไม่รู้เลยว่าเป็นใคร ถ้าไม่ใช่จอมเวทย์ปิศาจอย่างเมซซี่"
"เออ...ลุงครับ" ปัญจาบถามไต้ก๋งเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผีดิบเหล่านั้น "ถ้าลุงเป็นคนที่นี่ อยากจะถามว่าเมืองนี้มีสุสานหรือเปล่าครับ??"
"สุสานเหรอ??" ไต้ก๋งครุ่นคิด พยายามหาคำตอบให้กับปัญจาบ "จะว่าไปก็มีอยู่ที่นึง ส่วนใหญ่เวลามีคนตาย ไม่ว่าจะเป็นพวกมุสลิม หรือชาวภารตะ ก็จะนำศพไปจัดการที่นั่นเลย แต่ว่าสถานที่นี้ก็ถูกทิ้งร้าง จนกลายเป็นแหล่งซ่อนตัวของพวกพ่อมดหมอผีอย่างดีด้วย"
"ทราบแล้ว ขอบคุณมากครับ" ปัญจาบกล่าวขอบคุณไต้ก๋ง แล้วหันมาคุยกับนันทา "พวกเมซซี่ต้องอยู่ที่นั่นแน่"
"ก่อนอื่นก็ช่วยเอาเครื่องอะไรเทียมๆ ออกมาใช้งานด้วยล่ะ" นันทาพูดถึงสิ่งที่ปัญจาบควรจะทำเป็นอันดับแรกๆ
"เออ...เครื่องระบุพิกัดดาวเทียมเฟ้ย" ปัญจาบเออออ แล้วเรียกอุปกรณ์ออกมาใช้งาน "ภัณฑเวดา จีพีเอส!!"

"วาบบบบบบบบ"

"คงต้องไปแล้วนะครับลุง" ปัญจาบหันมาพูดกับไต้ก๋งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะควบตรีศูลไปพร้อมกับนันทา "ขอบคุณสำหรับสิ่งที่ดีๆ ของเมื่อวันวานนี้ครับผม"
"หวังว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกนะ" ไต้ก๋งพูดปลอบใจทุกคน แล้วบอกลาปัญจาบกับนันทาเหมือนกัน "โชคดีก็แล้วกัน"
"ไปกันเถอะ" ปัญจาบเรียกนันทา แล้วควบตรีศูลพุ่งทะยานลอยเรียดออกไป
"รอด้วยสิเฟ้ย!!" นันทาออกวิ่งตามปัญจาบไปด้วย

"นึกแล้วว่าพวกเขาต้องออกมาตามแผน...ฮ่าฮ่าฮ่า" วัสสุณาซึ่งซุ่มอยู่แถวซอกอาคาร มองดูวี่แววจนแน่ใจว่าเข้าทางจริงๆ ก่อนจะเริ่มแผนต่อไป

"มันน่าแปลกนะ" ปัญจาบโทรจิตคุยกับนันทา โดยที่เขาควบตรีศูลตะลุยไปตามเส้นทางออกนอกเมือง "อยู่ๆ ศพเดินได้มันโผล่มาแบบจะๆ แล้วมันก็มีจำนวนมาก จนตอนนี้ยังคาดเดาไม่ถูกเลยว่ามันมาจากส่วนไหนกันแน่"
"จะว่า...ไป...นะ" นันทาวิ่งตามปัญจาบอย่างกระชั้นชิด พอจะมีบางช่วงโทรจิตคุยในเวลาไล่เลี่ยกัน "ตอนนี้...กลิ่น...ซากศพ...มันยัง...เตะ...จมูก...อยู่เลย"
"นั่นสินะ" ปัญจาบโทรจิตโต้ตอบ ยังคงต้องทรงตัวบนตรีศูล พลางมองหาเบาะแสบางอย่างในสภาพที่เป็นเวลากลางคืน "ได้กลิ่นเหมือนกัน แล้วพวกมันก็ทิ้งร่องรอยไว้ อย่างน้ำเหลือง หยดเลือด หรือเศษชิ้นเนื้อ เต็มพื้นถนนเลยดูดิ"
"จริงด้วย...ว่ะ" นันทาสังเกตเห็นสิ่งที่ปัญจาบพูดขณะวิ่ง ระมัดระวังสิ่งที่อยู่บนพื้น "งานนี้...คงต้อง...กระโดด...หลบ...เสียแล้ว...เฮ๊อะ!!"

ในที่สุดพวกเจาก็ค้นพบสถานที่ตามคำพูดของไต้ก๋งจนได้ ตรงหน้าของพวกเขานั้นคือทางเข้าสุสานร้างๆ ซึ่งไม่มีสัปเหร่อคนใดอยู่ดูแล ปล่อยให้มีเถาวัลย์ ต้นไม้ขึ้นทึบจนมองไม่ออกว่าเป็นป่าช้าหรือสุสานกันแน่ ที่นี่มีร่องรอยการคุ้ยการแหวกหน้าดินออกใหม่ๆ ลึกจนถึงระดับชั้นดินที่ศพนอนสงบแน่นิ่งอยู่ และก็มีร่องรอยแบบนี้ปรากฏอยู่ทุกๆ หลุมด้วย

"ไม่ผิดแน่" ปัญจาบกวาดสายตามองไปในความมืด มือกำตรีศูลซึ่งพร้อมจะเปลี่ยนเป็นกระบี่ตลอดเวลา อีกมือก็ขยับเวทย์เรียกไฟฉายมาใช้ "ภัณฑ์เวดา!! ไฟฉาย!!"
"แสดงว่าที่เราเจอเมื่อกี้นี้..." นันทาหยิบไฟแช็กจุดให้แสงสว่าง แล้วเดินนำหน้าปัญจาบสำรวจเข้าไปเรื่อยๆ "ตามมาละกัน เผื่อมีอะไรจะได้ไหวตัวทัน"
"ระวังตัวด้วยล่ะทั้งสองคน" เสียงอัคราย้ำเตือนอย่างเงียบๆ รู้สึกไม่สู้ดีนัก "แถวนี้พลังคุณไสยความมืดแรงมาก"
"อือ..." ปัญจาบตอบรับ แล้วออกเดินตามนันทาไปเรื่อยๆ แต่นันทารู้อยู่แล้ว

"ปุ้ง!!"
"พลุบ!!"

"แฮ่...กรรรรรร"
"กราาาาา..."

"เฮ้ย!!" นันทาผงะ อยู่ๆ หลุมฝังศพทุกจุดมีการขยับเขยื้อน อยู่ๆ ผีดิบแหวกดินออก แล้วลุกขึ้นมาอย่างเชื่องช้า "บางหลุมมีมือศพโผล่ออกมา แล้วก็ขยับได้ด้วย!!"
"ถ้าอย่างนั้น..." ปัญจาบตัดสินใจในสถานการณ์คอขาดบาดตาย "ต้องหยุดพวกนี้ก่อน แล้วค่อยอาศัยช่องทางหลบหนี เลี่ยงพวกมันให้ได้"
"อย่างที่บอก" เสียงอัคราบอกคำแนะนำให้ทั้งปัญจาบกับนันทาทราบ "ผีดิบทุกตนที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาจากหลุม มีอานุภาคพลังที่ข้าไม่รู้จักด้วย ต้องระวังให้มากเลย"
"งั้นก็หมายความว่า..."

"แฮ่...!!"
"กร๊าาาาาาาาาาาาาซ!!"

"อ๊าาาา!!" นันทาตกใจ เหล่าผีดิบกรูเข้าใส่ ถูกผีดิบรุมกัดไปทั่วร่างกาย
"หว๋า!!...อัค!!" ปัญจาบถูกล้อมไปด้วยผีดิบ เกิดการยื้อแย่ง กัดจิกให้ตายไปข้างหนึ่ง "มันบุกเข้ามารุมกัดนี่ โอ๊ย!!"

"พลัก!!"
"เฮ้ออออ..."

"ไม่...ไหว...แล้ว!!" อยู่ๆ ปัญจาบรู้สึกอ่อนแรงลง นั่งเข่าทรุดมือยันพื้น ทั้งๆ ที่ยังถือตรีศูลอยู่ ภาพที่เขาเห็นกลายเป็นสีแดงอมม่วง ชาไปทั้งตัวเมื่อพวกผีดิบเริ่มรุมพวกเขาเรื่อยๆ
"เฮ้ย!!" เสียงอัคราตะโกนถาม "พวกเอ็งไหวไหมเนี้ย!!"
"ปัญ...อัค!!" นันทาเกร็งร่างกายเอาไว้ แล้วอยู่ๆ ก็ล้มลง พยายามคลานหนีออกจากวงล้อมงานเลี้ยงไร้วิญญาณให้ได้ "ทน...ไว้!!"

"ไม่มีประโยชน์เลยสำหรับพวกนายอ่ะนะ" อยู่ๆ ฝูงผีดิบหลบทางให้ชายลึกลับเดินเข้ามา "พวกนี้ข้าใช้ ดาร์ก รีสตอรีเออร์ปลุกขึ้นมาเองแหละน่า"
"ดาร์ก ริสตอรีเออร์(Dark Restorier)" เสียงอัคราตื่นตระหนกกับชือเวทย์มนต์ของชายลึกลับ "เวทย์นี้ปกติใช้ฟื้นฟูพลังชีวิต หรือแก้ไขสถานะผิดปกติ แต่นี่...มันดัดแปลงให้เป็นธาตุมืด แล้วเอามาใช้ปลุกศพให้ฟื้นคืนชีพ โอ้วหมาเทพ!!"
"นี่...!!" ปัญจาบพลิกตัว เกร็งปากถามชายลึกลับนั้น "นาย...เป็นใคร...กันแน่??"
"เฮอะ...อยากรู้ชื่อก็ไม่บอก" ชายลึกลับย่อตัวลง พูดข่มปัญจาบกับนันทา "ข้าชื่อวัสสุณา... วัสสุณา อวิชชาน่ะ มีอะไรมั้ย??"
"แล้ว..." นันทาปริปาก รู้สึกทรมานเหมือนกำลังจะเป็นอัมพาตทั้งตัว "ต้อง...การอะไร...มิ...ทราบ!! ถึงได้..."
"อ๋อเหรอ...โดนพิษจากผีดิบเมื่อตะกี้เหรอ??" ชายหนุ่มลึกลับที่ชื่อวัสสุณาพูดจาเยื่อหยิ่งพอประมาณ "เรื่องมันยาวน่ะ แต่คงจะต้องให้สหายผมจัดการแทนพวกนายไปก่อน"
"ห่ะ" ปัญจาบพยายามจะลุกขึ้นมาฮึดสู้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายอยู่ดี
"อ่ะ...อะไรน่ะ??" นันทานอนพังพาบไปกับพื้น มองเห็นเงาตะคุ่มๆ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนรูปร่างใหญ่ ใหญ่กว่าตัววัสสุณา เดินเข้ามาด้านหลัง
"นั่น!!" เสียงอัคราตกตะลึง "เขามาแล้ว"
"หึ...หิรัญญะ!!" ปัญจาบปริปากทักขึ้นมา

เงาตะคุ่มๆ นั้น เปิดเผยออกมาเด่นชัด เป็นชายร่างยักษ์ที่นันทารู้จักดี ท่อนล่างนุ่งโธตีสีดำเปลือยท่อนบนเหมือนกับนันทา หน้าตาซึ่งบ่งบอกถึงอารมณ์ครุ่นแค้นอยู่เสียด้วย

"อ่ะ...อะไร...นี่!!" อยู่ๆ ปัญจาบถูกจับลากขึ้นมาด้วยกำลังแขนของหิรัญญะ
"ป่ะ...ปล่อย...เว้ยยย" นันทาก็โดนกระชากขึ้นมาเหมือนกัน พยายามดิ้นรนเท่าไรก็ไม่มีผลเลยสักนิด

"จะให้ทำยังไงดีต่อครับพี่" เสียงพูดทุ้มๆ ของหิรัญญะถามวัสสุนา "ยกพวกมันขึ้นสูงๆ ตามที่บอกแล้วนะ"
"จริงๆ นายก็จัดการได้อยู่แล้วนี่" วัสสุนาหันมาอธิบายให้หิรัญญะเข้าใจ "แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ เดี๋ยวตามฉันไปก็แล้วกัน พาเจ้าพวกนี้โยนลงหลุมแล้งฝังมันทั้งเป็นเลยดีมั้ย??"
"เอาอย่างที่พี่สั่งก็ได้" เสียงพูดทุ้มๆ ของหิรัญญะตอบรับ "ไม่รอพวกมันอีกสองคนจริงนะ"
"งั้นก็ตามมาละกัน" วัสสุนาเรียกให้หิรัญญะออกเดินเท้าตามไป "ที่เหลือปล่อยให้เมซซี่รับผิดชอบต่อ"
"ห่ะ!!" ปัญจาบกับนันทาผงะ

เมซซี่กับเหล่าผีดิบในความควบคุมนั้นกำลังเร่งขุดหลุมลึกๆ สองหลุมที่ท้ายสุสาน ทุกอย่างกำลังจะแล้วเสร็จ รอให้วัสสุนากับหิรัญญะ ลากคอปัญจาบกับนันทาที่ดูอ่อนแอไร้ทางสู่ลงหลุม จัดการฝังพวกเขาทั้งเป็นปิดท้าย และวัสสุนากับหิรัญญะก็มาถึงพอดี

"มาให้เล่นงานถึงที่เลยนะเธอว์" เมซซี่หันมองดูปัญจาบกับนันทาในเงื้อมมือหิรัญญะ พูดจาเหมือนนางร้ายไม่มีผิด "ใช้ไม่ได้เอาซะเลย"
"เฮ้อออ...มมม" ปัญจาบอิดโรย ไม่มีแรงจะต่อกรใดๆ ถึงแม้ว่าเขาจะมีพลังพิเศษแฝงอยู่
"ปัญจาบ...นันทา!!" เสียงอัคราเตือนให้ตื่นตัว "แข็งใจไว้!! พวกมันจะฝังพวกนายทั้งเป็นนะ!!"
"จัดการโยนพวกนี้ลงหลุมได้เลย" เมซซี่ไม่รอช้า สั่งให้หิรัญญะจัดการให้เสร็จ "ที่เหลือก็แค่รอให้นังพาติลกับหริโผล่ออกมาแค่นั้น..."
"อย่ะ...อย่าาาา!!" นันทาตะโกนร้องสุดชีวิต ในเมื่อหิรัญญะจะเหวี่ยงพวกเขาลงหลุมอยู่แล้ว
"ลาก่อนนะตัวเธอว์...โฮะโฮะโฮววว"

"สปินไฟร์เออร์!!"

"วูม...วูม...!!"
"พลัก!!"

"อ๊าาาาาาาาา!!"

ร่างของหิรัญญะล้มลง ปัญจาบกับนันทาก็ล้มไม่เป็นท่าไหลลงไปนอนก้นหลุมพร้อมๆ กัน

"หิรัญญะ!!" เมซซี่ร้องตะโกนออกไปเมื่ออยู่ๆ เวทย์กงจักรไฟพุ่งกระแทกหลังอย่างจัง
"เฮ้ย!!" วัสสุนาตกใจ วิ่งเข้าไปหาหิรัญญะ แล้วใช้เวทย์ฟื้นฟู "ดาร์ก ริสตอรีเออร์!!"

"แฟลซ์ แบง!!"

"ปุ้ง!!"
"วาบบบบบ"

"อัค!!" วัสสุนาเอามือป้องหน้า อยู่ๆ มีคนโยนระเบิดแสงถูกตัวเขา "มองไม่เห็น แสบตา!!"
"หนอย!!" เมซซี่เริ่มมีอาการขุ่นเคืองขึ้นมา ทุกอย่างวุ่นวายไปหมดทั้งคนทั้งผีดิบ "ใครบังอาจขัดขวางกันย๊ะ!!"
"ลูกไม้เดิมๆ แบบนี้จำได้หรือยังค๊ะ!!" พาติลปรากฏตัว เข็มถักนิตติ้งของเธอมีพลังเวทมนต์แฝงอยู่ "ยัยเมซซี่..."
"เออนังนี่!!" เมซซี่เหลืออด เริ่มจะสวนกลับด้วยเวทย์มือผีดิบ "มา!! ดาร์ก ซอมบี้ แฮนด์!!"
"สปิน ไฟร์เออร์!!" พาติลเรียกเวทย์กงจักรไฟขึ้นอีกครั้งเพื่อต่อกรกับเมซซี่

"วึม...วาบบบบบ"
"บรึม"

"แฮ่...กรรรรร"
"เฮ้อออออ"

"พวกผีดิบ!!" หริถอยไปตั้งหลัก อยู่ๆ มันก็ลุกขึ้นมารุมล้อมตัวเธอ มีดคู่นั้นพร้อมจะตัดเฉือนได้ทุกเมื่ออยู่แล้ว "จะรับมือได้ไหวมั้ยเนี้ย"
"ระวังนะ" เสียงนฤมาณีคอยระแวดระวังไปพร้อมๆ กัน "พวกมันมีพิษพอที่จะทำให้เป็นเหมือนกับปัญจาบกับนันทาในตอนนี้ด้วย"

"ไซคิก...โฮลี่...บลาสบอล!!"

"วูม...วูม...วูม"
"ตูม...ตูม!!"

"อ๊าาาาาาา"
"กร๊าาาาาาาาาาาาาาาซ!!"

"ไหวมั้ย??" อริยนาคาถาม
"ดีมากเลย" หริตอบ รู้สึกดีขึ้น "เหมือนมีปัญจาบอีกคน"
"หมายความว่านายลุตไวต์อุสนั่น" อริยนาคาขยายความ มือยังประสานปล่อยเวทย์ลูกบอลพลังจิตไม่ยัง "มีเวทย์แบบนี้เหมือนกับข้า"
"ใช่"

"ตูมตูมตูมตูมตูม!!"

"อ๊าาาาาา!!"
"กราซซซซ"

"เร็ว!!" เมซซี่ตะโกนบอกวัสสุนาให้ถอนตัวออกจากจุดเกิดเหตุ "ถอยก่อนสิย๊ะ!! ลากเจ้าหิรัญญะหนีออกไปด้วย!!"
"เออๆๆ" วัสสุนาตอบรับ จัดการดึงมือของหิรัญญะลากหนีออกไป "ฮึ้ยยยยย!! ตัวหนักชิบเป๋ง"

"สปินไฟร์เออร์!!" พาติลยังคงท่องเวทมนต์ยิงใส่กลุ่มผีดิบอยู่คนเดียว รายล้อมไปด้วยศพที่กำลังมอดไหม้ให้เหลือแต่กระดูก

"วูมมมม...วูมมมม"
"พรึบ!!"

"วาบบบบบ"
"ห่ะ!!" พาติลตกใจเมื่อเมซซี่ประชิดตัวเพื่อขโมยหนังสือ "วิธีนี้อีกแล้วเหรอเธอ!!"
"ยิงเวทย์ไปเผาพวกผีดิบแค่นี้เหรอย๊ะ!!" เมซซี่ก่นใส่พาติล พร้อมกับใช้เวทย์กระเป๋าขโมยของที่ต้องการ "ภัณฑ์เวดา!! หนังสือต้องสะ..."

"ฟ้าววว"
"แควก!!"

"อร๊ายยยยย!!" อยู่ๆ ลูกธนูพุ่งเฉียดมือของเมซซี่อย่างจัง ทำให้ได้แผลตัดเฉือนมาโดยบังเอิญ
"พาติลจัง!!" หริปรากฏตัวพร้อมกับอาวุธธนูประจำกาย พร้อมเหนี่ยวเอ็นธนูทุกเมื่อ
"หริ!!" พาติลผลักเมซซี่หนีออกมา
"ว๊ายยยย!!" เมซซี่พลาดท่าล้มไปนอนหงายบนพื้นข้างๆ ศพพอดี "อร๊ายยยย!! แก...นัง...นัง..."

"พูดให้เพราะหน่อยสิ" อริยนาคาเดินเข้ามาสมทบกับพาติลและหริ "เป็นผู้หญิงทำไมถึงจ้องจะอาฆาตคนอื่นด้วยเล่า"

"กัก...กัก..." อยู่ๆ เมมซี่นิ่งไปชั่วระยะหนึ่ง และเริ่มจะทิ้งท้ายก่อนจะหลบไปตั้งหลัก เมื่ออริยนาคายืนพูดอยู้ต่อหน้าเธอ "ฝากไว้ก่อน!! คราวหน้าหนังสือต้องสาปต้องตกอยู่ในมื่อของข้า!! เทเลพอร์ต!!"

"วูมมมมม..."
"วาบบบบ"

"สุดท้ายก็หนีไปจนได้" พาติลอดทนไม่ได้เมื่ออริยนาคาเข้ามาขัดจังหวะ "ไม่น่าพานายขี้เก็กปุโรหิตมาด้วยเล้ยยยย!!"
"เมื่อกี้ว่าไงนะ" อริยนาคาหันมาพูด มือเท้าสะเอวทำท่าอย่างกับคนมีความนัย "ข้ารู้อยู่แกใจว่ายังอยากจะแก้เผ็ดเขาอีก"
"อย่าไปว่าเขาเลยนะ พาติลจัง" หริกระซิบข้างหู เธอรู้ดีว่าเขาเป็นปุโรหิตที่เก่งไม่ใช่เบาเลยทีเดียว "เขาอุตส่าห์ช่วยเราทั้งทีนะ"
"เหรอ..." พาติลวางท่า เดินทิ้งน่องเข้ามาพูดข้างๆ อริยนาคา "แต่ก็ขอบคุณอย่างมากที่คอยช่วยเพื่อนของข้าพอดี เน๊อะ..."
"หืม" อริยนาคาพูดเตือนพาติล "ผู้หญิงอยู่ใกล้กับผู้ที่บริสุทธิ์ นุ่งขาวห่มขาวอย่างข้านี่ มันไม่ดีไม่งามนะจะบอกให้"
"ว่าไงนะย๊ะ!!" พาติลเถียงกลับ
"พอเถอะ!!" หริปรามพาติล บอกให้รีบไป "พวกเมซซี่เขาหลบหนีไปหมดแล้ว พวกผีดิบที่อยู่แถวนี้ก็เป็นศพเหมือนเดิม ที่เหลือตอนนี้คือไปช่วยปัญจาบกับนันทากันก่อน"
"นั่นแหละ!!" อริยนาคาตอบสนองความเห็นของหริ "เป็นสิ่งที่ข้าจะพูดอยู่พอดี และข้าก็เชื่อว่าพวกเขายังไม่ตาย"
"หาตัวให้พบก่อนเถอะ" พาติลอารมณ์เปลี่ยนฉับพลัน "ที่นี่ก็มืดมาก มองเห็นแค่เลือนลางเอง"
"ไม่ต้องแล้วล่ะ" หริบอกให้รู้ว่าปัญจาบกับนันทาอยู่ที่ไหน "ข้าเจอแล้ว"
"ไหน??"

"ไหวมั้ยพวกเอ็งน่ะ!!" เสียงอัคราถามปัญจาบกับนันทา
"ขะ...ขยับตัว...ไม่...ได้เลย" ปัญจาบพยายามขยับปากพูด รู้สึกมันจะขาดตอนเหลือเกิน
"หลุม...ลึก...ขนาดนี้..." นันทาก็เป็นเหมือนกัน นอนหงายมองขึ้นไปยังปากหลุม "จะปีน...ก็ปิน...ไม่ไหว...แล้ว"
"นี่!! พวกท่ายอยู่ที่ไหนกันน่ะ??" เสียงโทรจิตคล้ายกับนฤมาณีดังเข้ามาในหูของทั้งคู่
"นฤมาณี!!" เสียงอัคราโต้ตอบ "ได้ยินข้าไหม??"
"รอเดี๋ยวนะท่าน!!" เสียงนฤมาณีตอบรับ

"ตรงนี้แหละ!!" หริวิ่งไปยังจุดที่มีร่องรอยการขุดดิน "ใช่ไหมนฤมาณี??"
"ตามที่ข้าได้ยินอัคราพูดนั่นแหละ" เสียงพูดนฤมาณียืนยันชัดเจน
"หลุมลึกมาก" พาติลพอจะสังเกตอะไรบางอย่างในที่มืดๆ ได้นิดหน่อย "มีตั้งสองหลุมน่ะ"
"น่าจะลึกสักสี่เมตร" หริย่อตัวลงนั่ง กำลังกะขนาดของหลุมทั้งสองหลุม คำพูดของเธอดูติดตลกไปบ้าง "เจ้าพวกนั้นจะฝังเพื่อนเรา หรือจะหาน้ำบาดาลกันแน่เนั้ย"
"แล้วตัวเธอมีเชือกติดตัวบ้างมั้ย" พาติลย่อตัวลงถามหริ
"เออใช่" หรินึกขั้นมาได้ แล้วเอ่ยปากเรียกเวทย์กระเป๋า "ภัณฑเวดา...เชือก!!"

ทว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยหลังจากที่หริ เรียกเชือกออกมา

"เอาเข้าแล้วไง" พาติลรู้สึกจะตกที่นั่งลำบาก
"ขอโทษ" หริหันมาพูดกับพาติล ทำท่าเหมือนกับเข้าตาจน "ข้าไม่มีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดตัวมาเลยสักชิ้น"

"ให้ข้าช่วยไหม??" อยู่ๆ เสียงอริยนาคาดังมาจากข้างหลัง ทำเอาหริกับพาติลหันมาดู

"ห่ะ!!"
"อร๊ายยยย!!"

อยู่ๆ ร่างสัตว์ประหลาดคล้ายงูใหญ่ลอยอยู่บนฟ้า สุงขึ้นจากพื้นดินนิดหน่อย รูปร่างใหญ่มาก หายใจฟืดฟาดเหมือนคนจมูกใหญ่ ลำตัวดูวิจิตรกลมกลืนไปกับเกล็ดสีเขียวๆ ลำตัวนั้นยาวถึงสิบห้าเมตรโดยประมาณ

"อ่ะ...อะไรกันเนี้ยยยยยยยย!!" พาติลกับหริตกใจ โผกอดด้วยความกลัว
"พวกเธอจะกลัวอะไรกันนักนะ" เสียงสัตว์ประหลาดคล้ายอริยนาคานั้นพูดเกลี้ยกล่อมทั้งคู่ "นี่ข้าเอง...แค่เปลี่ยนร่างเป็นพญานาคเฉยๆ"
"พะ...พญา...นาค...เหรอ??" พาติลตกตะลึง สีหน้าเธอตกใจเพราะไม่เคยเห็นอะไรแปลกประหลาดมาก่อน
"ก็ใช่น่ะสิ" อริยนาคาในร่างพญานาคพูดอธิบายไปตรงๆ "ใช้ตัวข้าแทนเชือกได้นะจะบอกให้ เดี๋ยวข้าจะทำให้ดู"

แทบตะลึง อริยนาคาในร่างพญานาคเลื้อยไถลตัวลงไปใกล้กับหลุม พยายามใช้หางไปจับเอาร่างของปัญจาบขึ้นมาอย่างช้าๆ ซึ่งปัญจาบนั้นถูกดึงขึ้นมาโดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ จนขึ้นมาจากหลุมลึกถึงสี่เมตรมาได้ แล้วขยับร่างมาอีกหลุมเพื่อพานันทาขึ้นมาจากหลุมได้โดยง่ายเช่นกัน จากนั้นก็จัดท่าจัดทางให้ปัญจาบกับนันทานอนหงายทั้งคู่ในท่าที่สบายที่สุด

"นาคา ทรานสฟอร์ม!!"
"วาบบบบบบบบบ..."

ร่างพญานาคกลับคืนเป็นปุโรหิตอริยนาคานุ่งขาวห่มขาวเหมือนเดิม ยืนเท้าสะเอวพิจารณาดูปัญจาบกับนันทาที่นอนหงายอยู่ พาติลกับหริถอยออกมาช้าๆ เหมือนกับต้องมนต์สะกดให้ทุกอย่างดูช้าลง

"พะ...พาพวกเข้าไปหาหมอมั้ย??" พาติลถามหริ เพราะรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะหาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่
"คือ...แบบว่า" หริขยับเข้าไปตรวจร่างของปัญจาบกับนันทา "พวกเขาถูกผีดิบกัดจนเป็นอัมพาต มันเป็นพิษที่..."
"ที่เกิดจากการเน่าเสียของศพ แล้วมีแมลงที่พวกหมอผีเลี้ยงไว้ไปกัดกินแพร่กระจายจนทำให้สิ่งที่เยิ้มออกมา เลือดเสีย หรืออื่นๆ ได้รับพิษจากแมลงด้วย แต่ว่าตอนนี้มันไม่มีแล้ว"
"แล้วมีวิธีแก้ไขอาการแบบนี้หรือไม่??" หริถามอริยนาคา
"ไม่ต้องห่วง" อริยนาคาดูมั่นใจ เขาสามารถรักษาอาการเหล่านี้ได้ "ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นปุโรหิต แต่ก็พอจะมีทักษะรักษาพยาบาลเหมือนกัน พวกเธอถอยไปก่อน!!"
"ห่ะ...เอ๋"

"ริสตอริเออร์!!"

"วาบบบบบบบ..."
"วูมมมมมม"

พลังออร่าสีขาวเขียวจากมือของอริยนาคา พุ่งตรงไปยังตัวปัญจาบกับนันทาที่นอนอยู่ แล้วมีปฏิกิริยาแปลกๆ ซึมเข้าไปในตัวจนหมด สักพักปัญจาบกับนันทาค่อยๆ ลุกขึ้นมา เหมือนกลับมามีเรี่ยวมีแรงอีกครั้ง

"ปัญจาบ!!" พาติลวิ่งโผเข้าสวมกอดปัญจาบซะแน่นด้วยความดีใจ เท่ากับว่าได้บางสิ่งบางอย่างกลับคืนมาแล้ว
"ด่ะ...เดี๋ยว!!" ปัญจาบสะดุ้งเมื่อถูกพาติลกอด "จะกอดฉันทำไมเนี้ย?? "
"เป็นอะไรมากมั้ย" หริย่อตัวลงถาม "นันทาคุง"
"ก่อนหน้านั้นเหรอ?? อืม... โดนมาเยอะเลย" นันทาตอบหริยาวเหยียดด้วยอารมณ์สนุกสนาน "พวกนั่นก็มีหมอเหมือนกัน แล้วก็เจออริเก่าเล่นซะน่วม แล้วพวกมันก็จับฉันโยนลงหลุมอีกน่ะ"
"ต้องขอบคุณคนที่ช่วยให้รอดชีวิตมาได้" หริพูดปลอบใจนันทา ห้นหน้าให้อริยนาคาซึ่งยืนมองดูสถานการณ์อยู่ "คนนั้นไงล่ะ"
"คนนั้นน่ะเหรอ??" นันทาถามหริอย่างงุนงง

"เวทย์นี้..." พาติลเห็นเวทย์นี้แล้วรู้สึกสงสัยขึ้นมา "ยังไงกันแน่??"
"มันคือเวทย์ฟื้นฟูพื้นฐาน" อริยนาคาอธิบายให้พาติลกับหริฟังถึงความสามารถนี้ "สามารถรักษาอาการผิดปกติได้ทุกชนิด คนที่จะมีเวทย์นี้ได้ก็มีแต่แพทยเวดา(แพด-ทะ-ยะ-เวดา) หรือพราหมณ์ที่มีพลังฟื้นฟูรักษาขั้นสูงเท่านั้น... แล้วมีอะไรจะถามอีกไหม??"
"ขอบใจ..." พาติลตอบรับ แต่ก็คงจะรู้สึกไม่ค่อยลงรอยกับอริยนาคาไปอีกนาน "ดิฉันเป็นหนี้บุญคุณท่านมากนะคะ"
"หนี้บุญคุณอะไรของท่าน??" อริยนาคาพูด "ข้าช่วยเพื่อนของพวกท่านก็ถือว่าเป็นเรื่องดีแล้ว"

"นี่ท่าน"
"ว่าไงหรือ...นายลุตไวต์อุส??" อริยนาคาตอบสนองเมื่อปัญจาบเดินเข้ามา
"รู้ชื่อข้าได้อย่างไรกันนี่" ปัญจาบตกใจ เมื่ออริยนาคาจำชื่อเขาได้
"อ่อ...ลืมไป" อริยนาคาอธิบายอย่างเป็นกันเอง "หมายถึงเจ้าชายอริยะที่นุ่งผ้าเตี่ยวขาวๆ คนเมื่อวาน กับตัวข้าใช่ไหม?? จริงๆ แล้วมันก็คือคนๆ เดียวกันในตอนนี้ไงล่ะท่าน"
"อ่าวววว..." ปัญจาบรู้สึกเหมือนถูกหลอกเข้าให้ "ทำไมถึงทำอย่างนี้ล่ะ??"
"ไม่มีอะไร" อริยนาคาตอบปัญจาบด้วยคำพูดง่ายๆ เช่นเดิม "เดี่ยวคนในเมืองจะแตกตื่น คิดว่าพวกพญานาคบุกเมืองอะไรทำนองนี้"
"เอ่อมมม..." ปัญจาบพูดไม่ออกเลยหลังจากนั้น

"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ" พาติลได้ทีพูดถึงเรื่องสำคัญในตอนนี้บ้าง "พวกนั้นกำลังจะหาคนฝีมือดี เพื่อที่จะชิงหนังสือต้องสาปจากเรา เมื่อตะกี้พวกมันต้องการจะกำจัดพวกยาย เอ๊ย!! พวกนายเพื่อเปิดทางเข้ามาชิงหนังสือจากฉันด้วย"
"ตลกไปแล้วมั้ง... ตะกี้น่ะ" ปัญจาบท้วงติงคำพูดติดตลกของเธอ "พูดซะแก่เลย"
"ว่าไงย๊ะ!!" พาติลตะคอกใส่ปัญจาบ
"นี่ๆ" หริควงแขนฉุดยั้งพาติล "พอเหอะน่า!!"

"แล้วที่เหลือพวกท่านจะทำยังไงกับเรื่องนี้" อริยนาคาถามทุกคนถึงการรับมือกับเหตุการณ์ต่อจากนี้
"ก็..." ปัญจาบได้พูดก่อนใคร "คงต้องกลับเข้าเมืองกันก่อน เพราะผมยังมีงานอย่างอื่นต้องทำอีกเยอะ"
"นี่ก็จะสว่างแล้ว" นันทานัดแนะทุกคนในที่นี้ด้วย "คงต้องกลับไปจัดการกับเรื่องในเมืองอีกน่ะครับ"
"ดีแล้ว" อริยนาคาพูดตอบ "ที่เหลือข้าก็จะไปจัดการกับธุระอื่นเช่นเดียวกับพวกท่าน"
"ครับ" ปัญจาบพูดทิ้งท้าย ก่อนจะลาอริยนาคาไป "คงต้องลากันตอนนี้เลย งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ"
"ได้เลย" นันทาตอบรับ "พาติล หริ ได้เวลาของเราแล้วล่ะ"
"จ้า..." พาติลตอบรับ "พ่อนักมวยปล้ำร่างยักษ์เอ้ย"

"เดี๋ยว!!"
"อะไรอีกหรือท่าน??" ปัญจาบหยุดชะงัก "อยู่ๆ ก็พูดขึ้นมาเหมือนมีอะไรคั่งค้างอยู่น่ะ"

"จะบอกอะไรให้!!" จู่ๆ อริยนาคาพูดดังๆ นิ้วชี้หน้าปัญจาบแต่เพียงผู้เดียว "ข้าขอทำนายท่าน!! ท่านจะเป็นผู้พิชิตจอมปิศาจในอดีตพร้อมกับสหายของท่านด้วย!! แล้วข้าขอลาเช่นกัน...!!"

"เอ๋..." ปัญจาบงุนงงกำคำพูดทำนายทายทักของอริยนาคา แต่ก็ไม่ได้สนใจมากมาย "อยู่ๆ ก็พูดขึ้นมาว่าข้าเป็นผู้พิชิตจอมปิศาจ ยังไงกันแฮะ??"
"นี่!!" พาติลตะโกนเรียกปัญจาบ "รีบๆ ตามมาซักทีสิย๊ะ!!"
"เออๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละน่า!!"

**************

รุ่งอรุณวันใหม่ของเมืองสมุทรนที ชาวบ้านที่อยู่ในเมือง และละแวกใกล้เคียงนั้นกำลังช่วยกันลำเลียงศพ ศพซึ่งอดีตที่ถูกปลุกขึ้นมาเป็นผีดิบออกไปจากเมือง ร่วมมือกันทำความสะอาด(Big cleaning) เพื่อให้เมืองกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ปัญจาบกับนันทากำลังทำงานอย่างหนักในการลำเลียงเอาศพไปจัดการยังสุสานนอกเมืองพร้อมๆ กับชาวบ้าน ส่วนพาติลกับหริก็กำลังเข้าไปช่วยแม่บ้านทำความสะอาด กำจัดกลิ่นเน่าเหม็นและซ่อมแซมบ้านเรือนร่วมกันกับกลุ่มช่างฝีมือ นักท่องเที่ยวบางกลุ่มรู้สึกพอใจที่เหตุการณ์ในคืนนั้นยุติลงไปได้ ถึงแม้ว่าจะมีความรู้สึกกลัวอยู่เล็กน้อยก็ตาม

"เป็นไงบ้างล่ะพวกเธอ" ไต้ก๋งเดินทางเข้ามาถามไถ่ปัญจาบกับนันทา ซึ่งกำลังลากเกวียนคนละเล่มผ่านมาพอดี "เหนื่อยบ้างไหม"
"นิดหน่อยครับ" ปัญจาบตอบ ปล่อยมือออกจากเกวียนก่อนจะพูด "นันทาก็ด้วย"
"สบายมากครับ" นันทาตอบด้วย แต่ก็รู้สึกแปลกๆ
"ได้ข่าวว่าเพื่อนของพวกเธอกลับคืนมาแล้วนิ" ไต้ก๋งทักด้วยประเด็นที่ปัญจาบกับนันทาคิดถึงอยู่พอดี
"ครับผม" นันทาตอบ "เพื่อนหายไปสองคนนี่เรื่องใหญ่มากเลย"
"ขนาดนั้นเลยหรือ??" ไต้ก๋งตกใจแบบสนุกๆ เป็นกันเอง "เรื่องคอขาดบาดตาย ที่เธอพูดถึงนี่เอง"
"ครับ" ปัญจาบตอบรับด้วย
"เออนี่..." ไต้ก๋งตัดบทเปลี่ยนเรื่องทันที "มีงานที่จะจ้างให้พวกเธอทำด้วยล่ะ"
"งานอะไรเหรอครับ??" นันทาถามเกี่ยวกับงานที่ไต้ก๋งจะมอบหมายให้ปัญจาบกับนันทาทำ
"คุ้มกันสินค้าแช่แข็ง" ไต้ก๋งอธิบายงานให้ปัญจาบกับนันทาฟัง "ซึ่งพวกเธอมีทักษะการต่อสู้อยู่แล้ว แล้วเส้นทางที่จะเดินทางไป ก็มีพวกโจรป่าชุกชุมคอยดักปล้นสดมภ์ ของมีค่าอีกด้วย"
"แล้วค่าจ้างล่ะครับ??" นันทาถามต่อ
"ถ้าสินค้าไปถึงที่หมายโดยปลอดภัย" ไต้ก๋งอธิบายต่อไป "ข้าจะจ่ายให้เต็มจำนวน หากมีความเสียหายก็อาจจะลดลงตามสัดส่วน ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวเงินค่าจ้างจะถูกเพิ่มเข้าไปในกระเป๋าสตางค์เองเมื่อถึงที่หมายนะ"
"ครับผม" ปัญจาบตอบรับ แล้วถามต่อไปอีก "ถ้าจะเอาเพื่อนอีกสองคนมาช่วยด้วย จะได้มั้ยครับ??"
"ได้สิ" ใต้ก๋งตอบข้อสงสัยของปัญจาบ "มีมากันหลายๆ คนค่อยอุ่นใจหน่อย จะได้เฉลี่ยค่าจ้างให้ได้รับเท่าๆ กันเลย"
"ขอบคุณครับ!!" ปัญจาบกับนันทายกมือไหว้กล่าวขอบคุณไต้ก๋งพร้อมกัน
"โอ้มหาเทพ!!...ไม่เป็นไรๆ" ไต้ก๋งรู้สึกปลื้มใจที่พวกเขามีสัมมาคารวะเช่นเดียวกัน

"นี่พวกนาย" พาติลโทรจิตหาโดยฉุกละหุก "เราจะไปจากที่นี่กันแล้วนะ"
"เดี๋ยวๆๆ" ปัญจาบโทรจิตตอบกลับ "เราก็จะไปเหมือนกันแหละ มารอที่ย่านประมงเอาแล้วกัน ตอนนี้ได้งานใหม่มาแล้ว"
"เหรอ...??" พาติลโทรจิตถาม "แล้วนันทาล่ะ??"
"เดี๋ยวจะคุยกับนายจ้างให้อีกที" นันทาโทรจิตตอบกลับไปหาพาติลด้วย "มารอเลยก็แล้วกัน"
"ได้ๆ" พาติลสิ้นสุดการสนทนาทางโทรจิต "แค่นี้แหละ แล้วเจอกัน"

"นั่นอริยนาคานิ" เสียงอัครารับรู้ว่า มีคนยืนมองปัญจาบกับนันทาอยู่ และปัญจาบก็ยืนกวาดสายตาไปเห็น แต่กลับไม่สนใจอะไร
"ไหนล่ะ..." นันทากวาดสายตาดู แต่ก็ไม่มีวี่แววอริยานาคาตามที่อัคราบอกเล่ามา "ไม่มีเห็นเลยนิ"
"แล้วพวกเธอพูดอยู่กับใครเมื่อตะกี้นะ" ไต้ก๋งถามเมื่อนันทาพูดลอยๆ เหมือนพูดอยู่กับใครก็ไม่ทราบ
"ไม่มีอะไรหรอกครับ" ปัญจาบตอบ "อย่าไปใส่ใจเลย...แค่โทรจิตน่ะครับ... ไปเถอะนันทา เอาเกวียนไปเก็บแล้วไปเช็คเอ๊าท์กันก่อน"
"อือ" นันทาตอบรับ แล้วออกแรงลากเกวียนตามปัญจาบไปด้วย

สิ่งที่อัคราเห็นจากสายตาของปัญจาบนั้นเป็นความจริง อริยนาคายืนพิงต้นไม้มองดูปัญจาบ กับนันทาซึ่งกำลังลากเกวียนคนละเล่มไปเก็บ สายลมอ่อนๆ พัดเส้นผมของเขาปลิวไสวเบาๆ จากนั้นเขาละจากต้นไม้ที่พิงขึ้นยืนตรง แล้วก็เดินจากไป

"เห็นที่ข้าคงจะต้องช่วยพวกเขาด้วยอีกแรงเสียแล้ว"

**************
รูปแทนตัวผู้ใช้
VachalenXEON
ยอดฝีมือ
ยอดฝีมือ
 
Posts: 690
ได้เข้าร่วม: พฤหัส, 01 มกรา 1970, 07:00
สถานที่: ราชอาณาจักรบริสโตเนียร์ - AOW - นครราชสีมา บลาๆๆ

ก่อนหน้า

กลับไปยัง หอนิพนธ์

ผู้ที่ออนไลน์

ผู้ใช้ที่กำลังชมฟอรั่มนี้: No registered users และแขก 1 คน

cron